ยามเซิน (15.40)
เอี้ยะหลิ่งเฟิงเดินออกไปจากบ้านของท่านลุงไฉ่พร้อมกับตะกร้าผักอันว่างเปล่าของนางโดยมิได้รู้สึกตัวเลยว่ามีบุรุษมากถึงห้าคนเดินตามอยู่ทางด้านหลังและช่วงที่กำลังเหม่อลอย นางกลับถูกจู่โจม “อะ อื้อๆๆ” ผ้าขาวปิดลงบนจมูกเพื่อหวังจะให้นางสลบไป สิ่งที่ทำได้ในตอนนั้นคือแกล้งทิ้งตัวลงกับพื้นเหมือนหมดสติ และปล่อยให้พวกมันเอาผ้าผืนใหญ่มาพันร่างนาง ก่อนจะรู้สึกตัวว่าตนเองถูกแบกขึ้นรถม้า ความสงสัยของสตรีที่แกล้งหลับตาหมดสติก็คือ ผู้ใดจะกล้าลักพาตัวนางในเวลาที่ฟ้ายังสว่างเช่นนี้ แต่ความสงสัยเกิดขึ้นได้ไม่นานเมื่อพวกมันพูดถึงคุณหนูต้วนชิงหลานและนายท่านต้วนซานหลี่!!
“เจ้าว่าคุณหนูให้พานางไปมัดไว้ที่ใดนะ” คนร้ายหนึ่ง
“ชายป่าท้ายหมู่บ้านผิง” คนร้ายสองตอบ
โจรหนึ่งแย้ง “แต่นั่นมันห่างจากจุดนี้มากกว่าสิบลี้ (ห้ากิโลเมตร) แล้วจะทิ้งนางไว้ที่นั่นได้รึ” ชายป่าแห่งนั้นมีกระท่อมร้างอยู่สองหลัง สัตว์เลื้อยคลานพักอาศัยอยู่ด้านในของกระท่อม นอกจากจะร้างและวังเวงแล้วความน่ากลัวยามค่ำคืนยังมีมากจนผู้คนมิกล้าเดินผ่าน อย่างไรก็มิควรทิ้งสตรีผู้นี้เอาไว้ได้!
“คุณหนูจะบอกนายท่านต้วนอีกที ว่าพานางมาส่งแล้ว เรื่องของผู้ว่าจ้างเราอย่าไปยุ่งให้มาก” โจรสองยังคงขับรถม้าต่อไป
“แต่แม่นางเอี้ยะมีเพียงท่านยายของนางเท่านั้น หรือพวกเจ้าไม่สงสารนาง”
“ข้าไม่มีทางเลือก” ทุกคนในรถม้าเงียบเสียงไป เบี้ยหวัดในการว่าจ้างก็รับมาแล้ว จะทิ้งนางไว้และกลับไปบอกว่างานไม่สำเร็จย่อมไม่ได้ สุดท้ายในตอนนี้นอกจากเอานางไปมัดไว้ในกระท่อม ที่เหลือก็แค่กลับไปแจ้งคุณหนูก็คือจบเรื่อง
เอี้ยะหลิ่งเฟิงถึงกับหน้าเครียดลงไปมากกว่าสิบส่วน กระท่อมท้ายหมู่บ้านอยู่ทางใด นางไม่เคยรู้จัก ภายใต้ผ้าผืนใหญ่ที่พันร่างกาย ยังคงมีแสงสว่างรำไรให้นางได้เห็น ‘ยังไม่มืด’ นั่นหมายความว่าหากถึงที่หมายแล้ว นางอาจจะเตรียมตัววิ่งหนี…หนีอย่างไรให้รอดจากบุรุษทุกคนที่จับนางเอาไว้!!
จวนผู้ว่า ในยามเซิน (16.00)
“นายท่าน ข้าพบตะกร้าของแม่นางเอี้ยะตรงข้างทาง” บ่าวชายหนึ่งคนที่รอผักจากสวนสกุลเอี้ยะ รีบเดินเข้ามาบอกท่านผู้ว่าหลังจากที่เขาคิดจะไปช่วยอีกฝ่ายขนผักยามเซินตามคำสั่งของท่านผู้ว่าจาง
เจ้าของจวนได้ยินเช่นนั้นจึงไม่รอช้า เขารีบใช้วิชาตัวเบาวิ่งขึ้นไปบนหลังคาของจวนพลางสั่งการ “ตามหาอาเฟิงให้พบ!!” จิตใจบุรุษร้อนรุ่มไปหมด เมื่อสตรีที่เขากำลังจะไปเจรจากับท่านยายของนางหายตัวไป ยิ่งตะกร้าเก็บผักของนางถูกทิ้งขว้างเอาไว้ ตัวเขายิ่งกังวล เพราะนางมิใช่สตรีที่จะทิ้งของทำกินของตนเอง ฟุ่บๆ ฟุ่บๆ เหล่าผู้ติดตามเขามากกว่ายี่สิบคนพริ้วกายหายไป ไม่ต่างกับเขา เนี่ยฟงและเจี้ยนจื่อ ที่รีบออกไปสำรวจเส้นทางที่พบตะกร้า รอยล้อรถม้าบ่งบอกชัดเจนว่ามุ่งหน้าไปทางใด สิ่งที่กังวลในตอนนี้คือเรื่องของท่านยายเอี้ยะกุ้ย! เขาไม่รู้ว่าเขาจะพานางกลับมาได้ก่อนมืดหรือไม่ เพราะถ้าหากพากลับไปไม่ได้นั่นหมายถึงท่านยายเอี้ยะกุ้ยย่อมนอนไม่หลับเป็นแน่ “เจี้ยนจื่อ”
“ขอรับ”
“ปลอมตัวเป็นอาเฟิงแล้วเข้าไปนอนเฝ้าท่านยาย”
“…” เจ้าของนามผู้มีวรยุทธ์สูงส่งถึงกับลอบถอนใจ ‘คำสั่งฆ่าฟันที่ไหนไม่เคยกลัวเท่ากับคำสั่งที่ให้เขาไปปลอมเป็นสตรี!!’
“รีบไป” จางหย่งซื่อใช้วิชาตัวเบาทะยานร่างไปบนยอดไม้ เส้นทางเดียวกันกับรอยล้อของรถม้า ปล่อยทิ้งให้เจี้ยนจื่อยืนนิ่งอยู่เช่นนั้น
&&&&
หน้ากระท่อมร้าง
รถม้าลักพาตัวสตรีจอดลงในครึ่งชั่วยามต่อมา แสงแดดเริ่มลับฟ้าแปรเปลี่ยนบรรยากาศเป็นมืดมิด บุรุษผู้ถูกจ้างวานจากหมู่บ้านถัดไป มองห่อผ้าที่พันร่างกายของสตรีไม่ได้สติและเกี่ยงกันอุ้ม ‘การจับต้องสตรีที่มิใช่ภรรยา หากยังมีสามัญสำนึก พวกเขาล้วนไม่อยากกระทำ’
“ข้าไม่น่ารับงานเช่นนี้ตั้งแต่แรก” โจรสองกล่าว
“มา ข้าเอง แค่อุ้มห่อผ้าจะเป็นอะไรไป” มือหยาบกร้านจับห่อผ้านั้น พอดีกับที่สตรีผุดลุกขึ้นยืน “เหวอ!!”
เอี้ยะหลิ่งเฟิงอาศัยจังหวะที่พวกเขาตกตะลึง ยกฝ่าเท้าขึ้นถีบยอดอกบุรุษคนแรกที่อยู่ใกล้ตัว ผัวะ!!
“โอ๊ย!!” บุรุษผู้นั้นหน้าหงายล้มใส่คนด้านหลัง ก่อนจะมองเห็นสตรีร่างเล็กวิ่งหนีไป “หยุดนะ พวกเจ้าตามนางไปสิ มิรู้รึว่าก่อนมาที่นี่คุณหนูต้วนว่าอย่างไรบ้าง ไปเร็ว!” คำขู่ที่ว่าหากงานไม่สำเร็จพวกเจ้าเตรียมถูกจับได้เลยเพราะนางจะไปแจ้งความแก่ท่านผู้ว่า
“หยุดนะ!” จากสงสารสตรีที่ถูกจับ มายามนี้พวกเขากลับเริ่มสงสารตนเอง ห้าบุรุษวัยฉกรรจ์ต่างวิ่งติดตามสตรีตัวน้อย แต่ยังไม่ทันได้ถึงตัวนางกลับมีบุรุษชุดสีดำมากกว่าเจ็ดคนออกมายืนขวางหน้า
การต่อสู้ของชาวบ้านกับผู้ฝึกวรยุทธ์นั้นช่างแตกต่างกันอย่างลิบลับ และในเวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อ บุรุษที่ฉุดคร่าสตรีนามเอี้ยะหลิ่งเฟิงกลับถูกจับกุมเอาไว้บนรถม้าทั้งหมด โดยรถม้าคันเดิมได้ขับออกไปยังทิศทางใหม่ที่มิใช่ทางของสตรีวิ่งกลับ…นั่นเพราะ บุรุษผู้เป็นนายท่านคงรอนางอยู่ก่อนแล้ว
แฮ่กๆๆ เอี้ยะหลิ่งเฟิงหลบอยู่ตรงพงหญ้าข้างทางแล้วนั่งลงไปกับพื้น ความมืดมิดทำให้สตรีตัวคนเดียวเริ่มหวาดกลัว จิตใจเริ่มฟุ้งซ่านกล่าวโทษสวรรค์ว่าเหตุใดจึงส่งนางมาเกิดใหม่เพื่อเจอแต่เรื่องร้ายๆ หรือเพราะในอดีตนั้นนางมีกรรมหนัก จึงต้องเวียนกลับมาใช้กรรมเก่า “ทำอย่างไรดีนะ” มือบางยกขึ้นกอดตนเองฟังเสียงจิ้งหรีดเรไร เวลาในยามนี้จะมีผู้ใดรู้บ้างว่านางซ่อนตัวอยู่ตรงนี้ จะมีใครรู้บ้างว่านางหายไป ท่านยายจะเป็นห่วงไหมหรือมีใครไปบอกท่านหรือยัง ในความหวาดกลัว ตัวนางยังคงห่วงแต่ท่านยาย “ข้าจะทำอย่างไร”
“อาเฟิง"
ขวับ!! เอี้ยะหลิ่งเฟิงซุ่มมองหาเสียงเรียก