ลู่อวิ๋นเห็นเยี่ยนชิงหยางไม่สนใจ ด้วยความโมโหจึงไม่คุยกับสองคนที่เหลืออีก
กลางดึก เยี่ยนชิงหยางลุกจากเตียงเงียบๆ ออกมาข้างนอก เดินหาที่เงียบสงบจนไปที่ใต้ต้นแปะก๊วยต้นหนึ่ง นั่งลงขัดสมาธิและหลับตา
เคล็ดวิชาพื้นฐานของสำนักอวิ๋นหวาคือเคล็ดวิชาหลิวอวิ๋น เป็เคล็ดวิชาในการชักนำปราณเข้าสู่ร่าง
แม้ว่าเพิ่งแจกจ่ายลงมาวันนี้ แต่เยี่ยนชิงหยางคุ้นกับเคล็ดวิชาหลิวอวิ๋นมานานแล้ว ที่นางออกมาตอนนี้ เพียงแค่อยากโคจรเคล็ดวิชาหลิวอวิ๋น
ตอนนี้นางยังไม่เชื่อว่าคุณสมบัติของตัวเองแย่
เคล็ดวิชาหลิวอวิ๋นเริ่มโคจร ััพลังปราณรอบตัว
นางทำซ้ำแล้วซ้ำอีกกว่าสองชั่วยาม เยี่ยนชิงหยางส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้มขมขื่น นางเชื่อแล้วว่าคุณสมบัติของนางแย่จริงๆ ไม่มีความรู้สึกถึงพลังปราณสักนิด
ถ้าเป็เช่นนี้ การชักนำปราณเข้าสู่ร่างแล้วทะลวงระดับฝึกปราณขั้นหนึ่งภายในครึ่งปีคงเป็เื่ยาก!
เยี่ยนชิงหยางรู้ดีถึงความหมายของทุนิญญาหนึ่งส่วน เหตุผลที่ลั่วซิงสามารถชักนำปราณเข้าสู่ร่างได้มันเป็เพราะเยี่ยนชิงหยางใช้โอสถจำนวนมาก
ชีวิตที่แล้ว เยี่ยนชิงหยางที่เป็ศิษย์สืบทอดของชื่อตานเจิ้นเหรินมีโอสถจำนวนมาก และส่วนใหญ่นางก็นำไปให้กับลั่วซิง
ลั่วซิงอาศัยโอสถจำนวนมากถึงสามารถทะลวงระดับฝึกปราณขั้นหนึ่งได้
ด้วยคุณสมบัติในตอนนี้ของตัวเอง จึงต้องมีการสะสมโอสถ แต่อยู่ในฐานะศิษย์รับใช้ แม้แต่โอสถอวิ้นหลิงตานระดับล่างสักเม็ดก็ไม่มี แล้วจะไปหาโอสถได้จากที่ใด
มีเพียงสองวิธีเท่านั้น หลอมมันขึ้นเอง หรือซื้อ
มันเป็ไปไม่ได้ที่จะหลอมมันขึ้นเอง และการหลอมโอสถหรือหลอมยุทธภัณฑ์ทั้งหมดต้องมีระดับฝึกปราณขั้นสามถึงจะทำได้
เช่นนั้นก็เหลือวิธีเดียวคือ ซื้อ!
โอสถอวิ้นหลิงตานระดับต่ำหนึ่งขวดมีห้าเม็ด ้าสิบหินิญญาระดับต่ำหรือร้อยคะแนนสำนัก
ศิษย์รับใช้ต้องทำงานมากมายทุกวัน อย่างเยี่ยนชิงหยางหนึ่งเดือนสามารถสะสมได้สูงสุดก็แค่ยี่สิบคะแนนสำนัก ไม่ต้องพูดถึงความเป็อยู่ด้านอื่นๆ อีกมากมายที่ต้องใช้คะแนนสำนัก ยกตัวอย่างเช่น อาหารการกิน
สำหรับศิษย์รับใช้ จะไม่มีการแจกหินิญญา พวกเขาสะสมคะแนนสำนักได้จากการใช้แรงงานเท่านั้น
ศิษย์รับใช้ที่ไม่ได้ชักนำปราณเข้าสู่ร่างสามารถทำอะไรได้บ้าง ส่วนมากก็ผ่าฟืน ทำเหมือง ล้างผัก ปลูกผักและงานแรงงานระดับต่ำอื่นๆ...
ช่างเถอะ ปัญหาทุกอย่างมีทางออก เยี่ยนชิงหยางลุกขึ้น พลันรู้สึกคันบริเวณลำคอเล็กน้อย จับไปที่มันอย่างรำคาญ ก่อนจะััโดนสร้อยถักบางๆ เส้นหนึ่ง ดึงมันออกมาดู ที่แท้เป็สร้อยถักสีแดงเส้นเล็กคล้องอยู่รอบลำคอ
ภายใต้สร้อยถักสีแดง มันผูกติดไว้กับจี้หยกเขียวมีรูปร่างลักษณะเป็พัดขนาดเล็ก
เยี่ยนชิงหยางหยิบจี้หยกเพ่งมอง พบจี้สีเขียวมรกตโปร่งแสงสดใส ส่องประกายระยิบระยับแวววาวท่ามกลางแสงจันทร์
“หือ มันคืออะไร” เยี่ยนชิงหยางขมวดคิ้ว ครุ่นคิดทบทวนความทรงจำ
จี้หยกนี้ถูกสวมใส่ไว้ที่คอั้แ่วัยเด็ก เพื่อแสดงว่าท่านแม่ที่จากไปยังอยู่ด้วย ทว่า นางจำได้ว่าจี้หยกไม่ได้เป็สีเขียวมรกต แต่เป็สีเหลืองอ่อน และมันไม่เขียวสดเช่นนี้
มันเปลี่ยนสีั้แ่เมื่อไร
เยี่ยนชิงหยางยกจี้พัดหยกขึ้น พินิจพิจารณาผ่านแสงจันทร์
สีเขียวมรกตส่องแสงมากขึ้นท่ามกลางแสงจันทร์ เค้าโครงบนผืนพัดดูชัดขึ้น ดูเหมือนจะมีภาพอื่นอยู่รางๆ
เยี่ยนชิงหยางเพ่งมองอย่างละเอียด ระหว่างที่กำลังตั้งใจดู พัดหยกตรงหน้าพลันขยายใหญ่ขึ้น นางเวียนศีรษะ ชั่วพริบตาพบว่าตนมาอยู่ในมิติแปลกแปลกประหลายแห่งหนึ่ง
มิติแห่งนี้มีพื้นที่น้อยกว่าหนึ่งจั้ง โล่งว่าง ที่ด้านหน้ามีเพียงแท่นหินตั้งตรงแท่นหนึ่ง ดูเหมือนจะมีคำสลักอยู่บนนั้น
เยี่ยนชิงหยางก้าวไปไม่กี่ก้าวก็มาถึงยังด้านหน้าแท่นหิน เอื้อมมือไปปัดแท่นหินนั้น
แท่นหินมีความเย็นเล็กน้อย ด้วยการใช้มือปัดของเยี่ยนชิงหยาง ตัวอักษรบนหินเริ่มชัดเจนขึ้น
เยี่ยนชิงหยางมองใกล้ๆ แท่นหิน และพึมพำออกเสียงอ่านถ้อยคำบนนั้น “ปูมบันทึกเคล็ดหลอมยุทธภัณฑ์ตระกูลชิง”
นางถูกดึงดูดความสนใจฉับพลัน ชีวิตที่แล้วของนางเป็เลิศในด้านการหลอมยุทธภัณฑ์ สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับหลอมยุทธภัณฑ์แล้วก็สนใจยิ่ง
เลื่อนลงมาอีกไม่กี่บรรทัดตรงหน้า หลังจากอ่านคร่าวๆ เยี่ยนชิงหยางก็สามารถเข้าใจ
แท่นหินนี้เป็สมบัติล้ำค่าชิ้นหนึ่ง บันทึกประสบการณ์และเคล็ดลับด้านการหลอมสร้างยุทธภัณฑ์ที่สั่งสมมานานปีของอาจารย์หลอมยุทธภัณฑ์าุโท่านหนึ่ง นางบันทึกพวกมันและใส่ไว้ภายในของวิเศษอย่างพัดหยกเขียว ลูกหลานของนางเท่านั้นที่สามารถเปิดช่องมิตินี้ได้
พัดหยกเขียวงั้นเหรอ เยี่ยนชิงหยางครุ่นคิดถึงพัดหยกที่อยู่รอบคอตน หรือว่า... ตอนนี้ตัวเองอยู่ในจี้พัดหยก
ลูกหลานเหรอ หรือว่าพัดหยกนี้ส่งต่อมาจากบรรพบุรุษของตน
แล้วมันเริ่มทำงานขึ้นั้แ่ตอนไหน
ทันใดนั้นเยี่ยนชิงหยางพลันนึกขึ้นมาได้ ภายในถ้ำผู้ฝึกมาร ตอน่เวลาคับขันอันตราย กระแสพลังอบอุ่นที่ปรากฏตรงหน้าอกกับการโจมตีถูกจุดตายของผู้ฝึกมารนั่นจะเป็จี้หยกชิ้นนี้ที่ช่วยชีวิตตนไว้ แล้วยังการเปิดช่องมิตินี้อีก
ถ้ามันเป็เื่จริง ช่องมิติที่เทียบเท่ากับโลกใบเล็กๆ นี้ก็ถือเป็สมบัติล้ำค่าที่ยอดเยี่ยมชิ้นหนึ่ง
หัวใจของเยี่ยนชิงหยางมีความสุข มองไปรอบๆ อีกครั้ง ช่องมิติเล็กมาก ไม่มีอะไรเลยนอกจากแท่นหินนี้ นางเดินไปที่แท่นหินอีกครั้ง และจ้องมองจารึกบนแท่นหิน
เกิดความสงสัยขึ้นมาเล็กน้อย บ่นพึมพำว่า “เอ๊ะ แล้วเคล็ดหลอมยุทธภัณฑ์ล่ะ”
เสียงของนางเบาลง เมื่อสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงในตัวอักษรบนแท่นหิน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า “เคล็ดหลอมยุทธภัณฑ์ หนึ่ง... สอง... สาม...”
เยี่ยนชิงหยางมีความสุขมาก เมื่อพินิจคำเ่าั้ให้ดี ก็ค้นพบความรู้ที่ตนไม่เคยได้รู้ อาจจะพูดได้ว่า ความรู้นี้ดียิ่งกว่าของอาจารย์หลอมยุทธภัณฑ์าุโระดับสูงสุดของโลกฝูอวิ๋น
นางมองอยู่นาน จดจำมั่นคง ครุ่นคิดแล้วพูดกับแท่นหิน “วิธีการหลอมกระบี่บิน”
คาดไม่ถึง ตัวอักษรบนหินเกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง
เยี่ยนชิงหยางถามอีกสองสามครั้ง ซึ่งได้รับคำตอบทั้งหมด ในที่สุดนางก็เข้าใจการใช้แท่นหิน มันเป็คัมภีร์หลอมยุทธภัณฑ์!
หลังจากการทดลองอยู่นาน เยี่ยนชิงหยางหลับตาลง ตรึกตรองในใจ “ออกไป!”
ลืมตาอีกครั้ง คาดไม่ถึง นางกลับไปที่ใต้ต้นแปะก๊วยอีกครั้ง
จากนั้นได้ทำการทดลองอีกหลายครั้ง จนนางรู้วิธีเข้าและออกพัดหยกเขียวอย่างชำนาญ ทั้งยังพบว่า พัดหยกเขียวสามารถเก็บสิ่งของได้
ได้รับสมบัติล้ำค่าชิ้นหนึ่ง เยี่ยนชิงหยางอารมณ์ดีมาก
จำได้ว่าเมื่อครั้งชีวิตที่แล้ว เมื่อแรกเข้ามาที่สำนักอวิ๋นหวาจี้หยกยังคงอยู่กับนาง เมื่อลั่วซิงได้เห็นก็ชอบมันมาก จงใจเรียกร้อง แต่เพราะมันเป็ของดูต่างหน้าท่านแม่ เยี่ยนชิงหยางจึงปฏิเสธอย่างเด็ดขาด
แต่ทว่า หลังจากนั้นจี้หยกก็หายไปอย่างคาดไม่ถึง นางไม่พบอีกเลย ได้แต่ทำใจว่ามันหายไปแล้ว ถึงแม้ไม่้าให้มันหายไปก็ตาม
ในเวลานั้นนางไม่สงสัยในตัวลั่วซิงเลย แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่า ต้องเป็นางที่ขโมยมันไป
ในเวลานี้ ใกล้จะถึงรุ่งสางของวันใหม่แล้ว เยี่ยนชิงหยางแขวนพัดหยกเขียวรอบลำคอแล้วกลับไปที่ห้อง
ลู่อวิ๋น จินหรง ฉู่เจินเจินทั้งหมดตื่นแล้ว ลู่อวิ๋นเมื่อเห็นเยี่ยนชิงหยางก็จ้องมองด้วยความไม่พอใจทันที
ฉู่เจินเจินอ้วนฉุยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เข้ามาจับแขนเยี่ยนชิงหยาง พูดพลางยิ้มไปว่า “เ้าชื่อเยี่ยนชิงหยางใช่หรือไม่ พวกเราสองคนได้ถูกจัดให้ไปที่ครัว เราไปรายงานตัวด้วยกันเถอะ”
เยี่ยนชิงหยางรู้สึกไม่เลวต่อฉู่เจินเจิน ถอนแขนออก ไปที่ครัวด้วยกันกับนาง
งานในครัวค่อนข้างหนัก ทั้งตัดฟืน แบกน้ำ ล้างผัก ล้างจาน ทั้งสองคนยุ่งวุ่นวายทั้งเช้า ตอนเที่ยงบรรดาศิษย์รับใช้ทุกคนมีเวลาหนึ่งชั่วยาม ซึ่งสามารถเลือกได้ว่าจะฟังการบรรยายในชั้นเรียนหรือฝึกฝน
ศิษย์สายนอกจะมาสอนศิษย์รับใช้ที่เข้าเรียนเพื่อเป็การสะสมคะแนนสำนัก มีหลักสูตรการเรียนตัวอักษรพื้นฐาน ไปจนถึงระดับสูงที่สุดคือการอธิบายเคล็ดวิชาหลิวอวิ๋น
ในตอนเที่ยง จินหรงตามติดลู่อวิ๋นโซซัดโซเซเข้าเรียน
เยี่ยนชิงหยางไม่ได้ไป นางนั่งใต้ต้นไม้ทวนเคล็ดวิชาหลิวอวิ๋น น่าแปลกพอสมควรที่ฉู่เจินเจินก็ไม่ไป
หลังจากหนึ่งชั่วยามผ่านไป ทั้งสองยังคงยุ่งกับการทำงานในครัว
จนถึง่ดึก กระทั่งยามไฮ่ถึงได้ว่างลง
หากเป็เด็กธรรมดา เมื่อยุ่งมากต้องรีบกลับไปแล้วก็นอนหลับ สมรรถภาพร่างกายของเยี่ยนชิงหยางไม่ได้ดีขนาดนั้น รู้สึกเหนื่อยเช่นกัน แต่นางยังคงพยายามฝึกไปพร้อมกับความเหนื่อยล้า
ลู่อวิ๋นและจินหรงก็ต่างยุ่งเช่นกัน ่นี้จึงหยุดหาเื่นาง
เวลาผ่านไปประมาณหนึ่งเดือน เหล่าศิษย์รับใช้ในห้องยังไม่สามารถชักนำปราณเข้าสู่ร่างได้ เยี่ยนชิงหยางรู้สึกว่าปล่อยให้เป็แบบนี้ต่อไปไม่ได้
และนางก็คิดเกี่ยวกับการขายโอสถต้าเซิงกู่ตานระดับสูง อยู่บ้าง แต่อย่างไรก็ตาม โอสถนี้มีค่า มันเป็โอสถที่ล้ำค่าในตลาด ตอนนี้นางยังไม่มีแม้แต่ระดับการฝึกฝน จึงยังเสี่ยงไม่ได้
วันนี้ นางกับฉู่เจินเจินกลับมาจากครัว เห็นลู่อวิ๋นอยู่นอกประตู
ลู่อวิ๋นเปลี่ยนท่าทีจากที่หยิ่งผยองเหมือนดังเช่นอดีตเป็มองต่ำ โค้งกาย ยิ้มด้วยหน้าตาประจบสอพลอ
ตรงหน้านาง คือหญิงสาวเย่อหยิ่งในชุดแดงผู้หนึ่ง
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/c054af1f144fd2b59ae896f52d0f6c37