บทที่ 37 จะให้มีจิตใจที่สงบได้เช่นไร?
ถังซูอี๋กล่าวด้วยความจริงใจ แม้นางจะกล่าวถึงตัวเอง ทว่าแท้ที่จริงแล้วนางกำลังกล่าวเพื่อให้อู๋จิ้งอวิ๋นรับฟัง
ภายในใจของนางไม่ได้อยากจะยืนอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับอู๋จิ้งอวิ๋นไม่ใช่เพราะกลัวพลังของนางเอก หนทางเป็นสิ่งที่ตนเลือกเดินด้วยตนเอง ต่อให้ผู้อื่นจะมีโชคชะตารุ่งเรือง หากพยายามก็ย่อมเดินบนเส้นทางของตนเองได้ นางเพียงแค่ไม่อยากมีศัตรูก็เพียงเท่านั้น
จริง ๆ แล้วหากอู๋จิ้งอวิ๋นจะแทงเซียวอวี้เฉินสักสองสามครั้งเพื่อระบายอารมณ์ นางก็คงไม่สนใจ ทว่าดูเหมือนว่าอู๋จิ้งอวิ๋นไม่ได้ตั้งใจจะกระทำเช่นนั้น นางต้องการทำลายล้างจวนโหวทั้งหลัง และในนิยายก็กล่าวไว้ว่านางทำสำเร็จจริง ๆ วาระสุดท้ายของพี่น้องทั้งสามและเซียวอวี้เฉินก็ไม่ค่อยดีนัก
ดังนั้น เพื่อตัวของนางเอง และเพื่อเซียวอวี้หมิงกับเซียวอวี้จู นางจึงจำเป็นต้องยุ่งเกี่ยว
ส่วนอู๋จิ้งอวิ๋นเมื่อได้ยินคำพูดของถังซูอี๋ก็ชะงักไปครู่หนึ่ง นางได้ยินว่าโหวฮูหยินกำลังปลอบใจตนเอง ทว่านางเองก็ไม่แน่ใจนักว่าเรื่องในอดีตที่โหวฮูหยินกล่าวถึงนั้น หมายถึงชาติก่อนของนางหรือไม่ หากใช่ โหวฮูหยินก็กลับมาเกิดใหม่เช่นเดียวกับนางหรือ?
ทว่าก็เป็นไปได้ว่าสิ่งที่โหวฮูหยินกล่าวนั้นจะกลั่นออกมาจากใจจริง เพราะทุกคนต่างกล่าวกันเป็นเสียงเดียวกันว่า โหวฮูหยินและท่านโหวผู้ล่วงลับนั้นรักใคร่ผูกพันกันอย่างลึกซึ้ง
ส่วนอู๋ฮูหยินคิดว่าการที่ถังซูอี๋กล่าวเช่นนั้น เป็นเพราะนางก้าวข้ามความเจ็บปวดจากการสูญเสียโหวหย่งหนิงมาได้แล้ว มิเช่นนั้นโหวฮูหยินคงไม่ร่าเริงได้ถึงเพียงนี้ “ท่านกล่าวถูกแล้ว คนเรานั้นต้องมองไปเบื้องหน้า”
ถังซูอี๋มองนางแล้วยิ้มตอบ ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับส่งไปไม่ถึงแววตา นางย่อมได้ยินชัดเจนว่าเมื่อครู่ อู๋ฮูหยินจงใจกล่าวถึงร่างกายที่อ่อนแอของอู๋จิ้งอวิ๋น ด้วยไม่ต้องการให้ลูกเลี้ยงมีชีวิตที่ดีกว่าธิดาของตนเอง
จะมีผู้ใดเล่าอยากจะได้ลูกสะใภ้ที่เจ็บป่วยอยู่บ่อยครั้ง?
ยามนี้ถังซูอี๋รู้สึกเห็นใจอู๋จิ้งอวิ๋นอยู่บ้าง การมีแม่เลี้ยงที่ภายนอกใจดีแต่ภายในใจร้ายกาจเช่นนี้ ชีวิตย่อมไม่ราบรื่น ทว่านางก็แค่เห็นใจเท่านั้น หากอู๋จิ้งอวิ๋นไม่ยอมหยุดการกระทำ นางก็จะต้องยืนอยู่คนละฝ่ายโดยสิ้นเชิง
พูดคุยกันสักพักก็ถึงเวลาทานอาหารกลางวัน ทุกคนจึงย้ายไปยังห้องอาหาร หลังจากทานอาหารเสร็จ ถังซูอี๋ได้กล่าวขึ้น “ในสวนด้านหลังของจวนมีต้นเฟิง*[1] อยู่สองสามต้น ยามนี้กำลังสวยงาม ข้าจะพาพวกเจ้าไปดู”
อู๋ฮูหยินลุกขึ้นยืนด้วยรอยยิ้ม “ได้ยินมาว่าหลังวัดฉงกวงในช่วงนี้บรรยากาศงดงามมาก ไว้หาโอกาสพาเด็ก ๆ ออกไปเที่ยวเล่นกันเถิด”
ถังซูอี๋ไม่รู้ว่าแน่ใจว่าอู๋ฮูหยินมีเจตนาใด ทว่านางก็ตบปากรับคำไปก่อน อย่างไรเสียการถอนหมั้นได้เร็วก็ย่อมเป็นเรื่องที่ดี
“ถึงตอนนั้นท่านให้บุตรชายคนโตไปด้วยก็แล้วกัน” อู๋ฮูหยินกล่าวพลางมองไปยังอู๋จิ้งอวิ๋น ความตั้งใจที่จะให้คู่หมั้นได้สานสัมพันธ์กันนั้นชัดเจนมาก ทว่าเจตนาที่แท้จริงของนางเป็นเช่นไร ก็มีแต่นางเท่านั้นที่รู้
ในราชวงศ์ต้าเฉียน การคบหาระหว่างบุรุษและสตรีไม่ได้เข้มงวดมากนัก เมื่อมีการหมั้นหมายกันแล้วก็สามารถพบปะกันได้
“ดี ถึงตอนนั้นก็ให้เขาได้ผ่อนคลายบ้าง” ถังซูอี๋กล่าว
การผ่อนคลายนั้นคงไม่ได้ ในวันนั้นต้องระวังเป็นพิเศษจึงจะถูก
ระหว่างที่พูดคุยกันก็มาถึงสวนด้านหลังของจวน เมื่อมองไปไกล ๆ ก็เห็นต้นเฟิงสีแดงสดสี่ห้าต้นตั้งตระหง่านอยู่บนทางเดินเล็ก ๆ ภายใต้ท้องฟ้าสีครามที่แจ่มใส มองดูแล้วช่างงดงามยิ่งนัก
อู๋ฮูหยินมองไปยังอู๋จิ้งหย่า อู๋จิ้งหย่าจึงเกาะแขนอู๋จิ้งอวิ๋นพลางร้องขอให้นางไปเก็บใบเฟิงเป็นเพื่อน เช่นนั้นนางก็เชื่อฟังและตามไปด้วยอย่างว่าง่าย
ทางด้านนี้ อู๋จิ้งชูก็หยิบถุงมือที่เตรียมไว้ก่อนหน้าแล้วยื่นให้ถังซูอี๋ด้วยท่าทีเขินอาย “ฮูหยิน นี่คือสิ่งที่ข้าทำด้วยตนเอง คิดว่าอากาศกำลังจะเย็นลงแล้ว จึงนำมาให้เพื่อเพิ่มความอบอุ่นที่มือเจ้าค่ะ”
ถังซูอี๋รับถุงมือมาชื่นชม จากนั้นก็มองไปยังอู๋จิ้งชู สาวน้อยวัยสิบสี่ถึงสิบห้า แสนน่ารักน่าชัง นับว่าเป็นสาวน้อยที่งดงามผู้หนึ่ง ทว่าการ กระทำลับหลังที่มอบของให้แม่สามีในอนาคตของพี่สาวนั้นหมายความว่าเช่นไร? อู๋ฮูหยินต้องการสื่อถึงสิ่งใดกัน?
ถังซูอี๋หัวเราะอย่างเย็นชาอยู่ในใจ ผู้คนมักกล่าวกันว่าแม่เลี้ยงมักไม่ใจดี วันนี้นับว่าได้เห็นจริง ๆ แล้ว ต้องการจะแย่งชิงการแต่งงานของลูกเลี้ยงมาให้ลูกในไส้ของตนเอง ช่างเลวทรามและหยิ่งผยองเสียจริง
ทว่าอู๋จิ้งอวิ๋นจะรู้ถึงแผนการของอู๋ฮูหยินหรือไม่?
น่าจะรู้ และนางอาจจะถอนหมั้นตามแผนด้วย ถังซูอี๋รู้สึกโกรธแค้นในใจ การวางแผนต่าง ๆ ของคนตระกูลอู๋ ทำให้จวนของนางอยู่ในสถานะใดกัน?
แม้ในพริบตาจะมีความคิดผุดขึ้นมามากมาย ทว่าใบหน้าของนางก็ยังคงนิ่งเฉย ไร้การแสดงออกใด ๆ
“เป็นสาวน้อยที่มีฝีมือจริง ๆ ยามอยู่จวนเจ้าทำสิ่งใดบ้างหรือ?” ถังซูอี๋ถามอู๋จิ้งชูด้วยรอยยิ้ม
อู๋ฮูหยินเห็นว่าถังซูอี๋ยิ้มตอบอย่างเป็นมิตร นางจึงคิดไปเองว่าถังซูอี๋คงชอบธิดาของนาง เช่นนั้นรอยยิ้มบนใบหน้าของนางก็ยิ่งกว้างขึ้น อู๋จิ้งชูตอบอย่างเขินอาย “ยามที่อยู่จวนข้าก็เย็บปักถักร้อย และช่วยท่านแม่ทำเรื่องต่างๆ เจ้าค่ะ”
“เด็กสาวผู้นี้เก่งกาจในเรื่องงานบ้านงานเรือน” อู๋ฮูหยินกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ระหว่างนี้ก็กำลังเรียนรู้การเป็นแม่บ้านจากข้าอยู่”
“เจ้าสอนลูกได้ดี” ถังซูอี๋กล่าวขึ้นขณะมองอู๋ฮูหยิน
“ก็เพราะนางเฉลียวฉลาด ไม่ว่าจะเป็นการเป็นแม่บ้าน การต้อนรับผู้คน ก็เรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว ทั้งยังกตัญญูมากเสียด้วย ผ้าเช็ดหน้าและถุงเท้าของข้าล้วนเป็นฝีมือของนางแทบทั้งสิ้น”
อู๋ฮูหยินพยายามเชยชมอู๋จิ้งชูอย่างไม่ขาดปาก ขณะที่ถังซูอี๋กลับคิดในใจว่า นางควรจะทำตามแผนหรือไม่ มิเช่นนั้น การหมั้นหมายในครั้งนี้จะถอดถอนได้เช่นไร? หากทั้งสองตระกูลสามารถนั่งลงแล้วหารือกันอย่างสงบเพื่อยกเลิกการหมั้นหมายได้ เช่นนั้นก็จะเป็นเรื่องที่ดีที่สุด ทว่าจะทำได้หรือไม่?
ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับความตั้งใจของอู๋จิ้งอวิ๋น
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ถังซูอี๋จึงกล่าวกับอู๋ฮูหยิน “พวกเราไปดูที่ฝั่งด้านนู้นกันเถิด”
อู๋ฮูหยินตอบตกลงอย่างว่าง่าย ทั้งสามเดินไปทางต้นเฟิง
ใต้ต้นเฟิง อู๋จิ้งชูและอู๋จิ้งหย่ายืนห่างกันไม่ถึงหนึ่งจั้ง ทั้งคู่ไม่ได้พูดคุยสิ่งใดกัน ถังซูอี๋เดินไปยืนข้าง ๆ อู๋จิ้งอวิ๋นแล้วกล่าว “จิ้งอวิ๋นไปเดินเล่นที่ริมสระกับข้าเถิด”
“ได้เจ้าค่ะ” อู๋จิ้งอวิ๋นตอบ นางเองอยากจะยืนยันให้แน่ชัดว่าโหวฮูหยินกลับมาเกิดใหม่เช่นนางหรือไม่
อู๋จิ้งชูเห็นเช่นนั้นก็มีสีหน้ากระวนกระวาย นางอยากจะตามไปด้วย ทว่าอู๋ฮูหยินกลับรั้งแขนนางไว้ จึงหยุดการเคลื่อนไหวได้ทัน
ถังซูอี๋พาอู๋จิ้งอวิ๋นเดินไปยังริมสระน้ำ “ยามที่แม่เฒ่าโหวยังอยู่ ท่านมักจะกล่าวว่า ท่านกับท่านย่าของเจ้าในตอนเป็นเด็กนั้นสนิทสนมกันมากนัก”
การหมั้นหมายระหว่างอู๋จิ้งอวิ๋นและเซียวอวี้เฉิน ก็เกิดขึ้นด้วยการจัดการของแม่เฒ่าโหว เดิมทีร่างเดิมของนางก็พึงใจในตัวของอู๋จิ้งอวิ๋น มากเช่นกัน ทว่ายามนี้ที่ถังซูอี๋กล่าวถึงท่านย่าของอู๋จิ้งอวิ๋น คงเพราะอยากเล่นเกมในความสัมพันธ์
หากการหมั้นหมายถอดถอนได้อย่างราบรื่น ก็จะเป็นการดีที่สุด
“ท่านย่าเองก็กล่าวถึงแม่เฒ่าโหวอยู่บ่อยครั้งเช่นกัน”
ระหว่างที่คุยกัน ทั้งสองก็เดินมาถึงริมสระน้ำ ทั้งสองหยุดฝีเท้าลง ถังซูอี๋ทอดสายตามองดอกบัวในสระ “สองปีนี้ตระกูลถังเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นอย่างมาก แต่ยามนี้ข้าก็คิดตกไปหลายเรื่องแล้ว”
กล่าวจบ นางก็หันกลับมามองอู๋จิ้งอวิ๋นด้วยสายตาจริงจัง “บางเรื่องดูเหมือนจะจัดการยาก แต่จริง ๆ แล้วหากลงมือทำก็ไม่ได้ยากสักเท่าใด หากทั้งสองฝ่ายนั่งลงแล้วคุยกันด้วยใจที่สงบ บางทีอาจจะหาทางออกที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายได้ เจ้าคิดเช่นนั้นหรือไม่?”
แม้คำของถังซูอี๋จะฟังดูไม่มีหัวไม่มีหาง ทว่าอู๋จิ้งอวิ๋นกลับเข้าใจความหมายของนางได้บางประการ ยามนี้ในใจของนางรู้สึกสับสนและหวาดกลัว นางไม่แน่ใจว่าโหวฮูหยินจะเกิดใหม่เหมือนเช่นนางหรือไม่
ไม่ว่าโหวฮูหยินจะเกิดใหม่หรือไม่ ทว่าคำพูดเหล่านี้ก็ทำให้นางรู้สึกน้อยใจและโกรธแค้น วันเวลาที่ยากลำบากในความมืดมิด โหวฮูหยินไม่เคยได้สัมผัสมัน แล้วจะให้นางมีใจที่สงบได้เช่นไร?
ดีที่สุดของทั้งสอง?
หากทำให้ทั้งสองฝ่ายพอใจได้ เหตุใดในชาติก่อนเซียวอวี้เฉินจึงไม่อาจมอบความรักให้นางได้บ้างเลย เหตุใดจึงปล่อยให้นางใช้ชีวิตอย่างยากลำบากและอึดอัดใจเช่นนั้น?
[1] ต้นเฟิง = ต้นเมเปิ้ล