“โถ่ย่า ฉันรู้ว่าฉันผิดที่ทำตัวห่างเหินกับน้องสาว แต่ฉันไม่รู้นี่คะว่าจะเข้ากับเธอได้อย่างไร ฉันคุ้นเคยแค่กับย่าคนเดียวไม่อยากอยู่ที่นี่เลยสักนิด เรากลับบ้านเราไม่ดีกว่าเหรอ?”
แม่เฒ่าเสิ่นยิ่งเ็ปใจ เธอเพิ่งจะมาที่นี่ได้ไม่ถึงหนึ่งวันแต่หลานสาวกลับอยากกลับชนบทเสียแล้ว ทุกทีเสิ่นต้ายาจะมีความสุขมากเมื่อได้เข้าเมืองมาเยี่ยมบิดามารดา เมื่อก่อนหลานสาวจะมีความสุขมากจนไม่อยากจะกลับชนบทด้วยซ้ำ
ไม่รู้ว่าระยะความห่างเหินนั้นกว้างขึ้นเพียงใด
“ไอ้หยาเด็กตัวเหม็น เราจะอยู่ที่นี่แค่ห้าวันเท่านั้น หลังจากนั้นเราจะกลับบ้านพวกเราแล้ว”
สองย่าหลานสนทนากันครู่หนึ่งก่อนที่แม่เฒ่าเสิ่นจะผล็อยหลับไปด้วยความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง ในด้านของเสิ่นชิงหลัวกลับต่างออกไป เธอไม่รู้สึกง่วงเลยสักนิดแต่ก็ไม่กล้าพลิกตัวไปมา ด้วยกลัวว่าจะรบกวนหญิงชรา
เมื่อได้ยินเสียงกรนเบาๆ เป็สัญญาณว่าแม่เฒ่าเสิ่นหลับสนิทแล้ว เสิ่นชิงหลัวก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาก่อนจะค้นหาข้อมูลในยุคสมัยนี้ รวมถึงเข้าแอปพลิเคชันที่ยังไม่ได้มีเวลาตรวจสอบให้ถ้วนถี่อย่างเถาเป่า
เป็อย่างที่คาดเดาไว้จริงๆ สินค้าทุกอย่างที่ลงขายในเถาเป่าสามารถจัดส่งมายังช่องว่างมิติได้ ในใจของเสิ่นชิงหลัวรู้สึกดีมาก อย่างน้อยๆ เธอก็ไม่อดตายในยุคนี้แล้วล่ะ
ก่อนอื่นก็กดสั่งทิชชูเปียก ทิชชู ผ้าเช็ดหน้าเช็ดตัว รวมถึงน้ำเปล่า ครีมบำรุงผิวหน้าผิวกาย เครื่องสำอางก็ต้องกดสั่งซื้ออย่าได้ขาด ลิปบาล์มเอย สเปรย์ฉีดผมและดรายแชมพูเอยต้องเลือกสรรให้ดี
ของที่ควรมีใดๆ ล้วนสั่งมาจนครบ แต่ด้วยเงินที่มีนั้นไม่มากและรังแต่จะน้อยลงทุกวัน อีกทั้งตอนนี้ยังไม่สามารถหาหนทางเติมเข้าไปได้ ดังนั้นถ้าสิ่งไหนลดราคาหรือมีการจัดโปรโมชั่นแฟลชเซลล์ เสิ่นชิงหลัวก็จะรีบคว้ามันอย่างไม่รีรอแล้วใส่ไว้ในช่องว่างมิติ แต่หากสิ่งไหนที่เป็ราคาปกติก็ไม่มีความจำเป็ต้องรีบร้อนสั่งซื้อ เพราะอย่างไรเสียการจัดส่งก็รวดเร็วภายในหนึ่งนาทีอยู่แล้ว ไม่มีประโยชน์ที่จะกักตุน
สำหรับเสื้อผ้าเสิ่นชิงหลัวยังไม่คิดจะซื้อมันตอนนี้ เพราะไม่อยากจะตอบคำถามให้มากความ การสั่งซื้อหมวดหมู่นี้จึงมีเพียงถุงเท้าสี่คู่สำหรับตัวเองและคุณย่าเสิ่น
เวลาล่วงเลยไปจนกระทั่งเช้าวันรุ่งขึ้น ในเวลานี้นางหลี่เจี๋ยกำลังทำอาหารมื้อเช้าอย่างขะมักเขม้นพร้อมกับสนทนากับลูกสาวคนรองด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
วันนี้เสิ่นอันอันแต่งกายด้วยชุดสีเขียวทหารที่ดัดแปลงมาจากผ้าทหารที่นางหลี่เจี๋ยซื้อมาจากคนรู้จัก
ใน่ปี 1960- 1989 เครื่องแบบทหารเป็ที่นิยมเป็อย่างมาก ไม่ว่าจะในเมืองหรือตามชนบทหากมีคนสวมใส่เครื่องแบบสีเขียวทหารหรือใช้สิ่งของทหารเช่นนี้ย่อมได้รับสายตาอิจฉาจากผู้ที่ผ่านไปมา
แน่นอนเสิ่นต้ายาเองก็ไม่มีข้อยกเว้น ในความทรงจำของเ้าของร่างหลังจากที่เธอเห็นการแต่งกายของน้องสาว เ้าของร่างก็โยนเสื้อผ้าเก่าๆ ของตัวเองทิ้งลงกับพื้นพร้อมทั้งเหยียบมัน เหตุการณ์นี้สร้างความอึดอัดให้คนในครอบครัวโดยเฉพาะแม่เฒ่าเสิ่นเป็อย่างมาก
แต่ครั้งนี้เธอคือเสิ่นชิงหลัวที่มาจากอนาคตจะตกหลุมพรางลูกไม้ตื้นๆ ของเสิ่นอันอันได้อย่างไร แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าครั้งนี้เธอก็อิจฉาหล่อนเช่นกันเพราะชุดนั้นดูอบอุ่นกว่าชุดบางๆ ที่เธอสวมอยู่เป็ไหนๆ
“โอ้วพี่ พี่ตื่นแล้วเหรอคะ เป็อย่างไรบ้างนอนสบายดีไหม?”
เสิ่นอันอันถามขึ้นอย่างไร้เดียงสาเมื่อเห็นแววตาของพี่สาวที่จ้องมองชุดของเธอ มุมปากของเด็กสาวยกสูงขึ้นก่อนจะวิ่งมาตรงหน้าเสิ่นชิงหลัว
“ตอนนี้แม่ยังทำอาหารไม่เสร็จเลย เดี๋ยวฉันจะพาพี่ออกไปเล่นข้างนอกก่อนก็แล้วกัน พี่จะได้ทำความรู้จักกับเพื่อนของฉันด้วย”
เสิ่นชิงหลัวไม่แม้แต่จะขยับเปลือกตา ฤดูหนาวในภาคเหนือนั้นหนาวจับขั้วหัวใจ เช้าวันนี้ก็ไม่ได้มีข้อยกเว้น ชุดเก่าๆ ของเสิ่นต้ายาอบอุ่นไม่พอที่จะออกไปข้างนอกด้วยซ้ำ แค่เมื่อวานเ้าของร่างเดิมยังทนความหนาวเย็นไม่ไหวจนสลบไป เสิ่นอันอันก็น่าจะรู้อยู่แล้วว่าถ้าไม่จำเป็ก็ไม่ควรพาพี่สาวคนนี้ออกไปเผชิญลมหนาวด้านนอก
“ไม่เอาดีกว่าเธอไปเถอะ ฉันไม่ชอบคุยกับคนแปลกหน้า”
เสิ่นอันอันเศร้าไปถนัดตา จนผู้เป็แม่ส่งสายตาเชือดเฉือนไปที่ตัวต้นเหตุที่ยืนนิ่งราวกับไม่รับรู้ถึงว่าเสียใจของน้องสาว
“เข้าสังคมไม่เก่งก็ต้องหัดเอาไว้ วันนี้โรงงานจะแจกของขวัญตรุษจีนให้ แล้วซื่อเหอหยวน[1]ของเราจะจัดงานเลี้ยงกันที่ลานกลางบ้าน”
“ฉันไม่ได้บอกว่าเข้าสังคมไม่เก่งแต่ฉันบอกว่าตอนนี้ไม่อยากคุยกับคนแปลกหน้า อีกอย่างฉันหนาวจะแย่อยู่แล้วออกไปก็มีแต่หนาวมากขึ้นอีก”
เสิ่นต้าเหว่ยที่เพิ่งเดินมาแล้วได้ยินคำพูดของลูกสาวคนโตก็อดเปรียบเทียบการแต่งกายของลูกทั้งสองคนไม่ได้ เขารู้สึกผิดมากจึงเอ่ยปากขึ้น
“เอาล่ะๆ ไหนๆ ก็ตรุษจีน บ่ายนี้เราจะไปซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้ต้ายากันเถอะ แล้วก็ซื้อให้คุณแม่ด้วย”
มือที่กำลังจับตะหลิวของนางหลี่เจี๋ยกำแน่น ก่อนจะเอ่ยท้วงสามี
“ฉันยังมีผ้าอยู่ เดี๋ยวเอามาตัดชุดให้คุณแม่ ส่วนของต้ายาก็ใช้ต่อจากอันอันเหมือนเดิมดีกว่า ชุดยังดีๆ อยู่เลย ไม่เห็นต้องออกไปซื้อ”
ชุดสำเร็จรูปในห้างสรรพสินค้านั้นมีราคาแพงมาก เธอจะยอมควักจ่ายให้กับสองย่าหลานจากชนบทได้อย่างไรในครอบครัวชนชั้นกลางค่อนไปทางล่างที่มีฐานะไม่ดีสัก การส่งต่อเสื้อผ้าจากพี่สู่น้องเป็เื่ปกติที่ใครๆ ก็มักจะทำกัน ด้วยที่ว่าเด็กมักโตเร็ว บางบ้านมีลูกคนเดียวก็ส่งต่อเสื้อผ้าให้ญาติหรือคนบ้านใกล้เรือนเคียง ผู้ใหญ่มีเหตุผลของผู้ใหญ่ที่ว่าสิ่งไหนประหยัดได้ก็ประหยัด
แต่เด็กก็มีเหตุผลของเด็ก คำว่าเก่าของใครใหม่ของฉัน มันไม่ได้ใช้ได้ในทุกกรณีไป สิ่งนี้ไม่เหมือนกับการซื้อเสื้อผ้ามือสองในปัจจุบันที่ยังได้เสื้อผ้าสภาพดีสวมใส่ไปแล้วดูสวยงามอีกทั้งยังประหยัดเงิน
เด็กเองก็มีความรู้สึกดีใจ เสียใจ น้อยใจ เสิ่นต้ายาคนเดิมดีใจมากเมื่อได้ผ้าพันคอผืนรุ่ยๆ จนใส่เดินอวดไปทั่วหมู่บ้าน แต่หล่อนก็เคยน้อยใจและไม่พอใจเหมือนกันที่ไม่เคยได้รับเสื้อผ้าตัวใหม่ที่เป็ของใหม่เอี่ยมเลยสักครั้ง ผิดกลับน้องสาวที่มักจะมีเสื้อผ้าใหม่ๆ อยู่เสมอ และต้องเป็เธอทุกครั้งไปที่รับ่ต่อชุดที่เสิ่นอันอันใส่ไม่ได้หรือใส่จนเบื่อ ขาดบ้าง เปื้อนบ้าง
ถ้าเพียงการรับ่ต่อธรรมดา เธอคงเข้าใจได้ง่ายเพราะครอบครัวก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร แต่ความเท่าเทียมกันระหว่างลูกสาวคนโตกับลูกสาวคนเล็กมันต้องมี
นางหลี่เจี๋ยไม่เคยซื้อชุดใหม่ให้เสิ่นต้ายาสักครั้งในชีวิต มาคราวนี้พอเสิ่นต้าเหว่ยเสนอหล่อนจึงรีบขัด ได้ยินแบบนี้แล้วเสิ่นชิงหลัวจะทนได้อย่างไร แม้ตัวเธอจะไม่้าชุดจากคนพวกนี้เพราะสามารถสั่งจากเถาเป่าได้ แต่เธอก็ไม่้าให้เกิดความอยุติธรรมในครอบครัว
หากมีครั้งที่หนึ่ง ย่อมมีครั้งที่สองที่สามตามมา จนสุดท้าย...จิตใจของผู้เป็ลูกที่ต้องทนกับความลำเอียงจะรับไหวได้อย่างไร
“ฉันเองก็อยากได้ชุดใหม่บ้างเหมือนกัน ั้แ่ที่จำได้ฉันใส่ชุดต่อจากน้องมาตลอด เจอหน้ากันทีไรน้องมีชุดใหม่ตลอดเลย”
เสิ่นอันอันจ้องมองไปที่พี่สาวแล้วเม้มริมฝีปากแต่กลับไม่ได้พูดอะไรออกไป มีเพียงนางหลี่เจี๋ยที่ถลึงตาใส่ลูกสาวคนโต
“เงินแต่ละหยวนหามาอย่างยากลำบากจะไปฟุ่มเฟือยใช้ได้ที่ไหนกัน ลองไปถามดูเอาเถอะไม่ว่าบ้านใคร พี่น้องใช้เสื้อผ้าต่อกันเป็เื่ธรรมดา บางคนใส่ชุดเดียวซ้ำๆ หลายปีไม่เห็นคนอื่นเค้าจะบ่น”
“โอ้ ถ้าให้ฉันสวมเสื้อผ้าต่อจากน้องเพราะฉันตัวเล็กกว่ามันก็พอจะเข้าใจได้ แต่เื่ผ้าพันคอผืนนี้นี่มันคืออะไรคะ? ผ้าพันคอฉันสามารถใส่ขนาดเดียวกับน้องหรือกระทั่งกับแม่ก็ได้เหมือนกัน ทำไมไม่ให้น้องใช้ผ้าพันคอต่อจากฉันบ้างล่ะ”
เสิ่นชิงหลัวสบตากับนางหลี่เจี๋ยก่อนจะจ้องไปที่เสิ่นอันอันอย่างไม่ลดละ ใบหน้าที่จริงจังของหญิงสาวทำให้หัวใจของแม่เฒ่าเสิ่นวูบไหว เธอคิดในใจว่าสองสามีภรรยาช่างลำเอียงจริงๆ
“ไม่เป็ไร ถ้าอย่างนั้นเอาผ้าที่จะให้ฉันไปตัดใหม่ให้ต้ายาเถอะ”
“ไม่เป็ไรค่ะย่า เสื้อผ้าย่าใส่มาหลายปีจนเปื่อยบางหมดแล้วจะทนหนาวนี้ได้อย่างไร วันพรุ่งนี้ไปทำกิจกรรมของลานบ้านต้องหนาวมากแน่ๆ ฉันยังเด็กอยู่ทนได้ค่ะ อีกอย่างชุดฉันก็เด่นดีเหมือนกันสำหรับงานวันพรุ่งนี้” เสิ่นชิงหลัวเอ่ย
เธอไม่้าให้ย่าเสียสละให้เธอจริงๆ ก็ไม่รู้ว่าเสิ่นต้าเหว่ยจะหน้าบางให้คนอื่นมองเหยียดแม่และลูกสาวที่มาจากชนบทหรือเปล่า
“เอาล่ะๆ ตามที่ฉันพูดนั่นแหละ กินมื้อเช้าเสร็จก็พาต้ายากับคุณแม่ไปซื้อชุดสำเร็จใหม่คนละชุด ถ้าต้องมาตัดเย็บกันเอง วันเดียวจะทันได้อย่างไร”
เสิ่นต้าเหว่ยโบกมือเป็เชิงว่าเื่นี้ได้ข้อยุติแล้วและไม่้าจะพูดถึงมันอีก เขารักหน้าตาเป็ที่สุด หากแม่และลูกของเขาใส่ชุดแบบนี้เข้าร่วมงานจริงๆ คนอื่นจะมองเขาอย่างไร
[1] ซื่อเหอหยวน หมายถึง เรือนสี่ประสาน