บทที่ 54 ผู้ใดมันเอ่ยประโยคนั้น
สายลมโชยอ่อนพัดพากลิ่นพฤกษานานาพันธุ์นำพาความสดชื่นไปสู่ทุกผู้คน ท่ามกลางถนนของเมืองด้านนอกสำนักสยบมังกร
ปรากฏหนึ่งบุรุษสองสตรีและหนึ่งสุนัข ที่กำลังมุ่งตรงไปยังตำหนักเจ็ดชั้นทางทิศตะวันตกของเมือง
หลังจากที่เดินและสนทนากันมาได้สักพักชายหนุ่มจึงรู้ว่าดินแดนแห่งนี้ถูกเรียกว่าดินแดนไร้มังกร ในตอนที่ชายหนุ่มได้ยินชื่อนี้ชายหนุ่มก็รับรู้ได้ในทันทีว่าสำนักแห่งนี้จะต้องมีความสัมพันธ์อันร้าวฉานกับเผ่ามังกรอย่างแน่นอน
ไม่ว่าจะเป็นชื่อสำนักหรือชื่อดินแดน ล้วนแล้วแต่แสดงออกถึงความเป็นปรปักษ์กับเผ่ามังกรอย่างเห็นได้ชัด แต่ชายหนุ่มก็ได้แต่เก็บความรู้สึกสงสัยนี้ไว้และเขาเชื่อว่าเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมตัวเขาจะได้รู้เรื่องนี้เอง
ดินแดนไร้มังกรนั้นมีสำนักหนึ่งเดียวคือ สำนักสยบมังกรซึ่งตั้งอยู่ตำแหน่งกึ่งกลางของดินแดนไร้มังกรแห่งนี้และพื้นที่รอบๆ สำนักทั้งสี่ทิศจะถูกเรียกว่าเมืองไร้มลทิน ซึ่งจ้าวเมืองก็คือคนของสำนักสยบมังกรเช่นกัน
ทว่าในแต่ละทิศก็จะมีสาขาของขุมอำนาจภายนอกมาเปิดกิจการอยู่ด้วยเช่นกัน
ทิศเหนือนั้นมีหอสุราปราบเซียน
ทิศใต้สมาคมการค้าสวรรค์
ทิศตะวันออกโรงประมูลต้าโจ
ทิศตะวันตกคือโรงเตี๊ยมพเนจร
ชายหนุ่มที่ได้รับรู้เรื่องราว เป้าหมายต่อไปของชายหนุ่มหลังจากเสร็จเรื่องของสมาคมการค้าสวรรค์ก็คือหอสุราปราบเซียน
“หวังว่าการที่ข้าไปยังสมาคมการค้าสวรรค์และหอสุราปราบเซียน ข้าจะได้รู้อะไรเกี่ยวกับท่านมากขึ้นนะซินแสเฒ่า”
ชายหนุ่มเดินไปพลางคิดกับตัวเองไป ในระหว่างที่กำลังครุ่นคิดกับตัวเองอยู่นี่เอง ชายหนุ่มได้นึกถึงเรื่องหนึ่งได้พร้อมเอ่ยถาม
“นี่แม่นางหวงเซียนเซียน ข้าได้ยินมาว่าพวกเจ้าไปในสนามรบร้อยดินแดนเพื่อไปแสวงหาวาสนาอะไรบางอย่างงั้นรึ”
“หากข้าถามมากไปต้องขออภัยเจ้าด้วย”
ได้ยินคำถามของชายหนุ่มหวงเซียนเซียนได้ยกยิ้มมุมปากพร้อมตอบกลับชายหนุ่ม
“เจ้าเข้าใจถูกแล้วล่ะ ข้าและเหล่าผู้นำสิบขุมอำนาจคนอื่นๆ เข้ามาในสนามรบร้อยดินแดนเพื่อตามหาวาสนาในการก้าวข้ามจริงๆ”
“โดยทั่วไปแล้วการจะตัดผ่านไปถึงระดับราชันย์ยุทธ์นั้น ขอแค่พื้นที่ที่จะทำการตัดผ่านมีพลังปราณและกฎสวรรค์มากเพียงพอก็สามารถตัดผ่านได้แล้ว”
“ทว่าจะมีอยู่บางสถานที่ที่พิเศษกว่าปกติ สถานที่เหล่านั้นนอกจากจะมีพลังปราณและกฎสวรรค์อันเข้มข้นแล้ว ยังมีสิ่งที่เรียกว่าบ่อน้ำพุปฐพี”
“หากจอมยุทธ์คนไหนมาตัดผ่านในบ่อน้ำพุปฐพีด้วยล่ะก็ ความแข็งแกร่งหลังตัดผ่านมันจะเหนือกว่าผู้ที่ตัดผ่านแบบปกติเป็นอย่างมาก”
“สำหรับพวกข้าที่เป็นว่าที่ผู้นำคนถัดไปของสำนัก หากมีใครสักคนที่ไม่ได้ตัดผ่านแบบพิเศษนี้ ในอนาคตก็แทบจะไม่ต้องคาดเดาว่าขุมอำนาจของคนผู้นั้นจะต้องถูกขุมอำนาจอื่นๆ สยบไว้แทบเท้าอย่างแน่นอน”
“อาจจะมองว่าแค่ผู้นำรุ่นเดียวของสำนักไม่สามารถตัดผ่านแบบพิเศษได้ คงไม่มีผลอันใดต่อสำนักมากนัก”
“ทว่าความจริงแล้วหากผู้นำรุ่นใดสักรุ่นอ่อนแอ กว่าผู้นำในรุ่นเดียวกันของขุมอำนาจอื่นละก็นั่นเท่ากับว่าความแข็งแกร่งโดยรวมของสำนักก็ลดน้อยลงเช่นกัน”
เมื่อฟังถึงตรงนี้ชายหนุ่มจึงเข้าใจคำพูดของตี้ซินอี้ที่บอกกับตนในตอนนั้น
“ต้องขอบคุณนางจริงๆ หากตอนนั้นนางทิ้งข้าแล้วไปหาวาสนานั้น สถานการณ์ของข้าจะต้องแย่มากแน่ๆ เจ้าถังเต๋อนั่นก็ด้วยเจอกันครั้งหน้าข้าก็ต้องขอบคุณสองคนนั้นเสียหน่อยแล้ว”
ชายหนุ่มเอ่ยออกมาพร้อมมองไปยังตำหนักเจ็ดชั้นเด่นสง่าด้านหน้าตน
เวลานี้หนึ่งคนหนึ่งสุนัขได้มาถึงหน้าตำหนักสมาคมการค้าสวรรค์แล้ว
“นี่สินะสมาคมการค้าสวรรค์” สิ้นเสียงชายหนุ่มได้เดินนำหน้าทุกคนและก้าวเท้าเข้าสู่ตำหนักเบื้องหน้า
เมื่อเปิดประตูเข้าไปในสายตาของชายหนุ่ม ปรากฏห้องโถงขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยผู้คนมากมาย
“ที่นี่ครึกครื้นกว่าที่คิดแฮะ” ชายหนุ่มเอ่ยออกมาพร้อมกับมองหาคนของสมาคมการค้าสวรรค์"
ในตอนนี้เองเสี่ยวเอ้อร์ของร้านก็ได้เข้ามาทักทายชายหนุ่มด้วยรอยยิ้ม
“คุณชายท่านนี้ต้องการให้ข้าน้อยช่วยอะไรหรือไม่ขอรับ หากคุณชายต้องการสิ่งใดคุณชายแจ้งข้าน้อยได้เลยขอรับ”
เมื่อชายหนุ่มได้ยินเช่นนั้น จึงพยักหน้าพร้อมเอ่ย
“คือว่ามีคนผู้หนึ่งได้บอกข้ามาว่าหากข้าต้องการความช่วยเหลือใดๆให้ข้ามาพูดคำนี้กับคนของสมาคมการค้าสวรรค์”
เอ่ยจบชายหนุ่มจึงได้เอ่ยประโยคที่ซินแสเฒ่าเคยบอกกับตน
“คืนเดือนดับข้าจับจันทรา”
สิ้นเสียง การแสดงออกของเสี่ยวเอ้อร์ผู้นี้กลับไม่ได้เป็นอย่างที่ชายหนุ่มคาดหวัง
ใบหน้าของเสี่ยวเอ้อร์ผู้นั้นในตอนนี้ฉายชัดถึงความมึนงง
“เอ่อ…คุณชายข้าน้อยไม่ทราบว่าคุณชายหมายถึงอะไรขอรับ” เสี่ยวเอ้อร์ผู้นั้นเอ่ยออกมาด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วน
เมื่อชายหนุ่มได้ยินเช่นนั้นจึงถอนหายใจพลางคิดกับตนเอง
“เห้อ…ดูเหมือนข้าจะคาดหวังกับเสี่ยวเอ้อร์ผู้นี้มากเกินไป ดูท่าจะต้องถามคนที่มีตำแหน่งสูงกว่านี้สินะ หวังว่าซินแสเฒ่าจะไม่ได้โกหกอะไรข้าหรอกนะ”
คิดได้เช่นนี้ชายหนุ่มจึงเอ่ยขึ้น
“หากเป็นเช่นนั้นข้ารบกวนเจ้า เอาคำพูดของข้าเมื่อครู่ไปบอกกับผู้ดูแลของที่นี่ได้หรือไม่”
ชายหนุ่มเอ่ยออกมาพร้อมกับมองไปที่เสี่ยวเอ้อร์ผู้นั้น
เสี่ยวเอ้อร์ที่ได้ยินเช่นนั้นจึงคำนับไปที่ชายหนุ่มพร้อมเอ่ย
“เช่นนั้นคุณชายรบกวนรอข้าสักครู่”
ถึงแม้ตนจะไม่รู้ความหมายของคำพูดจากชายหนุ่มตรงหน้า
ทว่าจากประสบการณ์ที่สะสมมานับร้อยๆ ปีตัวเขานั้นมั่นใจมากว่าชายตรงหน้าต้องไม่ใช่คนที่จะมาก่อความวุ่นวายแน่นอน
นี่ยังไม่นับสตรีทั้งสองที่ใบหน้าคุุ้นเคยแปลกๆ แถมยังสวมชุดของสำนักสยบมังกรอีกด้วย
และด้านข้างของพวกนางยังมีสุนัขสีดำทมิฬที่ดูอันตรายนั่นอีก
แม้ตนจะมีระดับบ่มเพราะแค่ระดับนักรบ แต่ก็สัมผัสได้ว่าทั้งสี่นั้นต้องเป็นจอมยุทธ์ระดับสูงอย่างแน่นอน
คิดได้เช่นนั้นเสี่ยวเอ้อร์ผู้นี้จึงเร่งฝีเท้าขึ้นไปยังชั้นบนในทันที
หวงหลิงเอ๋อ ที่เห็นการกระทำของชายหนุ่มกับเสี่ยวเอ้อร์ผู้นั้นก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม
“นี่ๆ…หลินตงเมื่อครู่ที่เจ้าเอ่ยออกมามันสื่อถึงอะไรงั้นรึ”
ชายหนุ่มที่ได้ยินคำถามได้แต่ส่ายหัวพร้อมเอ่ย
“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน อาจารย์ข้าบอกมาแค่นี้หนะ”
ไม่รอให้หวงหลิงเอ๋อได้ถามอันใดต่อ
เสียงระเบิดดังกึกก้องได้ดังขึ้นจากชั้นบนของตำหนัก
พร้อมๆกับที่มีร่างของชายชราผู้หนึ่ง พุ่งลงมาอย่างรวดเร็ว
“ผู้ใด…ผู้ใดกันที่เอ่ยประโยคนั้น”
ติดตามฉบับนิยายเสียงได้ที่ Novel time studio