แสงสว่างจากวงกลไกมลายหายไปทีละชั้นเมื่อการทดสอบสิ้นสุดลง บรรยากาศในห้องโถงอันเงียบงันกลับคืนมาอีกครั้ง เยว่อี้ก้าวเข้ามาหาหลิงเซียวซึ่งยังคงยืนสงบนิ่ง ราวกับยังจมอยู่ในห้วงเสียงแห่งิญญากล
“จากนี้ไป เ้าไม่ใช่เพียงผู้เข้าสอบ แต่คือผู้ถูกเลือก” เยว่อี้กล่าวด้วยน้ำเสียงแน่นิ่ง “และตามธรรมเนียมของสำนักหมื่นกลจักร…ผู้เชื่อมเสียงทุกคน จะได้รับเมล็ดกลจักร”
เขายกมือขึ้นเรียกพลัง กล่องไม้เล็กสีดำเคลื่อนออกมาจากห้องด้านใน ลอยมาอย่างมั่นคงและเปิดออกกลางอากาศ เผยให้เห็นวัตถุทรงกลมขนาดเท่าปลายนิ้วโป้ง แกนในโปร่งใสราวผลึก แต่ภายในกลับมีชั้นกลไกซ้อนกันซับซ้อนเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา
“เมล็ดแห่งกลจักร…คือแกนต้นแบบของจักรกลทั้งปวง เป็ศูนย์รวมแห่งความรู้ ความทรงจำ และจิตตื่นรู้จากผู้สร้างในอดีต” เยว่อี้กล่าว “มันไม่ใช่เพียงอุปกรณ์ แต่คือพันธะ”
หลิงเซียวรับกล่องไว้อย่างเบามือ ดวงตาจับจ้องวัตถุนั้นราวกับกำลังมองดูหัวใจของโลก
เพียงแค่ััเบา ๆ …เสียงกลไกจากภายในเมล็ดก็สะท้อนขึ้นอีกครั้งในใจเขา—เสียงซ้อนทับกันของเฟืองนับร้อย ร้อยเรียงเป็ดนตรีแ่เบา
‘เ้าได้ยินข้าหรือไม่…’
เสียงนั้นไม่ใช่ของเยว่อี้
แต่คือเสียงในหัวของเขาเอง—จากเมล็ดกลจักร!
หลิงเซียวสะท้านในใจ ก่อนพึมพำเบา ๆ “เ้า…พูดได้?”
“เปล่า…ข้าไม่มีปาก ไม่มีลมหายใจ ข้ามีแต่จังหวะ กลไก และรูปแบบ…หากเ้าเข้าใจเสียงเ่าั้ เ้าก็จะเข้าใจข้า”
เยว่อี้จับจ้องปฏิกิริยาของเขาอยู่เงียบ ๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้น “เ้าฟังมันได้เร็วขนาดนี้…แปลว่าพันธะของเ้ากับมันเกิดขึ้นแล้ว”
“พันธะ?”
“เมื่อเมล็ดกลจักรผสานกับจิตผู้ถือครอง มันจะค่อย ๆ พัฒนาไปตามวิถีของเ้า หากเ้ามีจิตแห่งการสร้าง มันจะเป็แกนกลางของจักรกล หากเ้ามีจิตแห่งา มันจะกลายเป็แกนอาวุธ…และหากเ้ามีจิตแห่งการเรียนรู้ มันจะกลายเป็คลังปัญญาไร้ขอบเขต”
หลิงเซียวกำเมล็ดกลจักรแน่นขึ้นเล็กน้อย แววตาเงียบสงบ…แต่ลึกซึ้ง
เขายังไม่อาจบอกได้ว่าตนเองคือคนประเภทใด
เขาเคยเป็นักประดิษฐ์
เขาเคยเป็คนไร้พลัง
และบัดนี้…เขากำลังกลายเป็สิ่งใหม่
“จากนี้ไป เ้าจะได้เข้าฝึกในตำหนักฝึกพื้นฐานของสำนัก แต่สำหรับผู้เชื่อมเสียงเช่นเ้า—เ้าจะได้รับอนุญาตให้เข้าศึกษาใน ‘หอกลจักรเร้น’ โดยตรง”
ชื่อสถานที่นั้นทำให้หลิงเซียวต้องเลิกคิ้ว
“หอเร้น…?”
เยว่อี้ยิ้มบาง
“ที่นั่นคือหัวใจของสำนักหมื่นกลจักร…ไม่มีตำรา ไม่มีครู ไม่มีการสั่งสอน มีแต่เสียงของกลไกโบราณที่รอให้ผู้มีใจฟังออก—ข้าไม่อาจบอกเ้าว่าจะได้พบอะไร…เพราะสิ่งที่เ้าพบ ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เ้าพร้อมจะเข้าใจ”
เยว่อี้ยื่นตราสลักสีเงินให้กับเขา รูปแบบของตราคือสัญลักษณ์วงกลไกสามชั้นไขว้กันเป็รูปกลีบดอกไม้
“ใช้สิ่งนี้เข้าสู่หอเร้นได้ทุกเวลา”
หลิงเซียวรับไว้โดยไม่กล่าวคำใด
แต่ในใจของเขานั้น แน่น…เหมือนเสียงหนึ่งกำลังกระซิบในหัวใจ
‘เ้าพร้อมจะปลดกลไกจักรวาลหรือยัง?’
…
เมื่อเขาก้าวออกจากห้องโถง เสียงกลไกด้านหลังค่อย ๆ หายไปทีละน้อย ทิ้งไว้เพียงบรรยากาศเงียบสงบในลานฝึกชั้นนอก
เฟิ่งเหยาเดินเข้ามาหาเขา สีหน้าผ่อนคลายขึ้นเมื่อเห็นว่าเขากลับออกมาโดยสวัสดิภาพ
“ดูเหมือนเ้าจะ…เปลี่ยนไปอีกขั้น” นางกล่าวเบา ๆ
หลิงเซียวมองนางแล้วพยักหน้าช้า ๆ “ข้าไม่รู้ว่าข้าคือใคร…แต่ข้ารู้แล้วว่า ‘ข้า้าเป็อะไร’”
เฟิ่งเหยาหยุดนิ่ง ดวงตานิ่งสงบก่อนเอ่ยเสียงเบา “แล้วข้าล่ะ…อยู่ในคำตอบนั้นของเ้าหรือไม่?”
เขาชะงักไปเล็กน้อย…ก่อนตอบอย่างแ่เบา แต่แน่วแน่
“เ้าคือหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ข้าอยากก้าวไปให้ไกลที่สุด”
ในแสงแดดยามสาย เมล็ดกลจักรในมือเขาเปล่งประกายเรืองรอง…
มันยังคงส่งเสียงเบา ๆ อยู่ในใจเขา
และเสียงนั้น…คือเสียงของเส้นทางที่เพิ่งเริ่มต้น