เสียงน้ำตกัครวญกระแทกหน้าผาดังสนั่นราวกับัดึกดำบรรพ์นับพันตนกำลังขบเขี้ยวอยู่ใต้ผาหินสายน้ำขาวโพลนทิ้งตัวจากยอดเขาสูงกว่าสามร้อยจั้งกระแทกลงสู่แอ่งลึกเบื้องล่างจนพื้นดินสั่นะเืเป็จังหวะ แม้เป็กลางวันแสงอาทิตย์ก็ส่องผ่านม่านน้ำหนาทึบลงมาได้เพียงเลือนราง
คนปกติยืนอยู่ริมแอ่งเพียงชั่วครู่เสื้อผ้าก็เปียกชุ่มถึงกระดูก หากก้าวเข้าใกล้ม่านน้ำอีกไม่กี่ก้าวแรงกระแทกของมันย่อมหนักพอจะหักกระดูกผู้ฝึกตนขั้นหลอมกายระดับต้นได้
แต่กลางม่านน้ำกลับมีเด็กหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่
ท่ายืนของเขาดูแปลกประหลาดไหล่ขวาลาดต่ำกว่าปกติ หัวเข่าทั้งสองสั่นเล็กน้อยและเท้าซ้ายจมลึกลงไปในร่องหินทุกครั้งที่สายน้ำซัดลงมากระนั้นแผ่นหลังของเขายังตรงราวกับดาบที่ปักอยู่กลางพายุ
หลิงเทียนลืมตาขึ้นช้าๆ น้ำไหลผ่านเรือนผมสีดำสนิทยาวถึงกลางหลัง ก่อนจะไหลผ่านรอยแผลรูปกากบาทเล็ก ๆเหนือคิ้วซ้าย รอยแผลนั้นทำให้ใบหน้าคมคายของเขาดูดุดันขึ้นเพียงเล็กน้อยทว่าเมื่อมุมปากยกขึ้นอย่างไม่ทุกข์ร้อนคนที่เห็นเขามักลืมไปว่าเด็กหนุ่มผู้นี้มีดวงตาที่เยือกเย็นและแหลมคมจนไม่เหมือนเด็กอายุไม่ถึงสิบแปดปี
“หนึ่งพันเก้าร้อยเก้าสิบแปด…”เขานับในใจ ปลายลิ้นชิมรสเืจาง ๆ ที่ไหลจากริมฝีปาก “อีกสองลมหายใจถ้าข้าล้มตอนนี้ อย่างน้อยก็ยังมีเหตุผลพอจะโทษน้ำตกได้”
น้ำตกตอบคำพูดของเขาด้วยการซัดลงตรงกลางศีรษะพอดี
หลิงเทียนหลับตาปี๋อยู่ชั่วอึดใจก่อนจะหัวเราะออกมาเบา ๆ ใต้ม่านน้ำ เขาหายใจเข้าลึกกล้ามเนื้อทั่วแผ่นหลังขยับไหวตามจังหวะที่ฝึกซ้ำมานับไม่ถ้วนปราณน้อยนิดซึ่งแทบไม่มีใครััได้ถูกบีบให้ไหลจากจุดตันเถียนที่อยู่ใต้สะดือผ่านเส้นชีพจรที่อุดกั้นราวกับตะกอนแข็งในแม่น้ำ
ทุกครั้งที่พลังเคลื่อนตัวผ่านจุดชีพจรความเ็ปแล่นขึ้นตามเส้นเอ็นราวกับมีใครเอาเข็มร้อนแทงจากภายใน
หลิงเทียนไม่ชอบความเ็ปแต่เขาเกลียดคำพูดที่ว่า “เ้าไม่มีวันทำได้ เพราะนี่คือชะตาของเ้า” มากกว่า
สามเดือนก่อนในพิธีเถิงหลงของนครชิงเหอ เด็กหนุ่มรุ่นเดียวกันจากตระกูลต่าง ๆยืนต่อหน้าแผ่นศิลาั คนที่มีรากิญญาดีย่อมได้รับแสงปราณจากศิลาับางคนได้เข้าสำนัก บางคนได้เป็ศิษย์ของผู้าุโและบางคนมีแม้กระทั่งทูตจากเมืองหลวงยื่นคำเชิญต่อหน้าคนทั้งนคร
ส่วนเขาแผ่นศิลาัไม่แม้แต่จะส่องแสง
ผู้ตรวจพิธีในวันนั้นถอนหายใจแล้วกล่าวอย่างเห็นใจนักว่าหลิงเทียนไม่มีรากิญญา ชีพจรในร่างกายอุดตัน ไม่สามารถที่จะเป็ผู้ฝึกตนได้ชีวิตนี้คงเป็ได้เพียงคนธรรมดาเท่านั้น
คำวิจารณ์ที่ตรงไปตรงมาของผู้ตรวจการฟังดูดีแต่ว่าหลิงเทียนในตอนนั้นมีหรือจะฟังเข้าหูอีกทั้งคำเย้ยหยันของชาวเมืองโดยเฉพาะบรรดาผู้เยาว์ของเมืองที่ต่างเคยอิจฉาหลิงเทียนจากความสามารถของเขาในเื่ของการเล่าเรียน ความเชื่อมั่นในตนเองและความเข้าใจผู้อื่น
หลิงเทียนยอมรับว่าตอนนั้นอยากต่อยหน้าผู้ตรวจพิธีสักหมัดแต่หลิงจ้าน บิดาของเขา ดึงแขนไว้ก่อน แล้วกล่าวเพียงว่า “กลับบ้านเถิด”
บิดาของเขาไม่เคยพูดคำว่าชะตากำเนิด
นั่นจึงทำให้หลิงเทียนยิ่งโกรธ
หากคำว่าโชคชะตาเป็เพียงคำโกหกเหตุใดคนที่รักเขาที่สุดยังไม่กล้าเถียงมันออกมาตรง ๆ?
“ครบสองพัน”หลิงเทียนเปล่งเสียงผ่านฟัน ก่อนก้าวเท้าซ้ายออกจากร่องหิน
สายน้ำมหาศาลกระแทกลงมาราวกับขุนเขาถล่มร่างของเขาเอนวูบ ทว่าเด็กหนุ่มกลับหมุนสะโพก ปล่อยแรงไปตามหัวไหล่และสันหลังเขาก้าวขึ้นบนหินอีกก้อนซึ่งสูงกว่าเดิมหนึ่งคืบ แล้วค่อย ๆ ยืนตรง
ท่ามกลางม่านน้ำมีประกายสีเทาอมทองวาบใต้ิัของเขาเพียงชั่วพริบตา
ที่ริมผาชายวัยกลางคนในชุดนักรบสีเข้มขยับตัวทันที
หลิงจ้านยืนอยู่ใต้ต้นสนเก่ามือหนึ่งกำด้ามกระบี่แน่นจนข้อนิ้วซีดเขาเป็ประมุขตระกูลหลิงและเคยเป็แม่ทัพด่านตะวันตกชื่อของเขาพอจะทำให้โจรูเาหลายกลุ่มยอมย้ายเส้นทางแต่ยามมองบุตรชายยืนรับม่านน้ำเช่นนี้เขากลับไม่มีท่าทีของแม่ทัพเหลืออยู่แม้แต่น้อย
“พอได้แล้ว” เขาะโเสียงดังกว่าน้ำตกอย่างประหลาด “วันนี้เ้ายืนครบเวลาแล้ว”
หลิงเทียนหันกลับมารอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏบนใบหน้าเปียกชุ่ม “ท่านพ่อ ข้ายังไม่ครบเงื่อนไข”
“เงื่อนไขอะไร?”
“ถ้าข้าฝึกถึงวันที่น้ำตกทำให้ข้าคิดว่าการตายง่ายกว่าข้าจะขึ้นฝั่ง”
หลิงจ้านนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนขมวดคิ้ว “เช่นนั้นตอนนี้เ้าคิดอะไรอยู่?”
“ข้าคิดว่าถ้าตายเพราะน้ำตกท่านพ่อต้องอธิบายกับท่านป้าเหวินว่าทำไมจึงปล่อยให้ข้าเผาเนื้อกวางที่นางหมักไว้จนหมด”
มุมปากของหลิงจ้านกระตุกแม้จะพยายามข่มไว้สุดกำลัง “ข้าเห็นว่าเ้ามีอาจพูดมากกว่าก่อนเช้าอีก”
“ข้าเพียงกลัวท่านพ่อเศร้า”
“ข้าเศร้าเพราะมีบุตรชายที่ไม่ยอมฟังใคร”
“เช่นนั้นยิ่งต้องดีใจสิ”หลิงเทียนตอบทันควัน “แปลว่าข้าเหมือนท่านพ่อมาก”
น้ำตกยังคงคำรามแต่บรรยากาศบนผาเงียบไปชั่วขณะ หลิงจ้านหลุบตาลงมองมือของตนเองที่มีรอยแผลเก่าพาดผ่านหลังมือ เขาเคยเป็คนที่ไม่ยอมฟังใครจริง ๆเคยเชื่อว่ากระบี่ในมือแก้ได้ทุกเื่ จนวันที่คนผู้หนึ่งไม่กลับมาจากสนามรบ
หลิงเทียนเห็นสีหน้าบิดาเปลี่ยนไปจึงไม่พูดหยอกต่อ เขารู้ว่าทุกครั้งที่เอ่ยถึงแม่ ความเงียบจะเข้ามาแทนคำพูดเสมอ
แม่ของเขาชื่อหลิงเยว่ผู้คนในตระกูลบอกว่านางตายในเหตุการณ์พลังมิติปะทุเมื่อสิบหกปีก่อนเป็เคราะห์ฟ้าลิขิต เป็อุบัติเหตุที่ไม่มีใครหยุดได้
หลิงเทียนจำวันที่เขาถามบิดาครั้งแรกได้ดีเขาอายุแปดขวบ ถามด้วยความใสซื่อว่าหากเป็เคราะห์ฟ้าลิขิตจริงเหตุใดทุกคนจึงยังตามหาคนผิดอยู่ลับ ๆ
หลิงจ้านไม่ตอบเพียงสอนเขาถือกระบี่จนฝ่ามือแตก
นับแต่นั้นหลิงเทียนจึงรู้ว่า บางครั้งผู้ใหญ่ไม่ตอบคำถาม ไม่ใช่เพราะไม่มีคำตอบแต่เพราะคำตอบน่ากลัวเกินกว่าจะพูดออกมา
“ขึ้นมา”หลิงจ้านกล่าวอีกครั้ง คราวนี้น้ำเสียงต่ำลง “เส้นชีพจรของเ้ารับไม่ไหวแล้ว”
หลิงเทียนก้มมองแขนตนเองรอยช้ำสีม่วงลามจากข้อมือขึ้นไปถึงต้นแขนปราณที่ฝืนเดินเมื่อครู่กำลังย้อนกลับมาทิ่มแทงจุดตัน เขารู้ว่าบิดาพูดถูกแต่สายตาของเขากลับเลื่อนไปยังเสาหินสีดำที่ตั้งอยู่กลางแอ่งน้ำ
เสาหินนั้นโผล่พ้นน้ำเพียงครึ่ง่ตัวคนมันมีอยู่ตรงนั้นั้แ่เขาจำความได้ และทุกคนในหมู่บ้านรู้ดีว่าอย่าเข้าใกล้เพราะใต้เสาหินเป็หลุมวนลึกที่กลืนสัตว์ไปแล้วไม่น้อย
ในวันนี้บนผิวเสาหินมีหยดเืของเขาติดอยู่หนึ่งหยด
มันไม่ควรเรืองแสง
แต่หยดเืนั้นกลับเปล่งประกายสีแดงจางๆ ก่อนซึมหายเข้าไปในเนื้อหิน
หลิงเทียนหรี่ตาความรู้สึกแปลกประหลาดไต่ขึ้นจากต้นคอ เขายังไม่ทันบอกบิดาเสียงกิ่งไม้หักก็ดังมาจากป่าเหนือหน้าผา
หลิงจ้านหันขวับกระบี่ออกจากฝักครึ่งหนึ่งในชั่วพริบตา
“ใคร?”
ไม่มีคำตอบมีเพียงนกฝูงหนึ่งบินแตกกระเจิงออกจากพุ่มไม้ ตามด้วยเสียงล้อเกวียนไกล ๆจากถนนูเา หลิงจ้านคลายมือเล็กน้อยแต่หลิงเทียนกลับรู้สึกว่ากระแสน้ำรอบข้อเท้ากำลังเปลี่ยนไป
มันไม่ใช่ความแรงของน้ำตก
มันคือแรงดึงจากเบื้องล่าง
“ท่านพ่อ” เขาเอ่ย“วันนี้มีใครตัดไม้บนเขาหรือไม่?”
หลิงจ้านมองตามสายตาเขาก่อนสีหน้าจะเปลี่ยนทันที
เหนือม่านน้ำมีเงาดำก้อนหนึ่งหมุนคว้างลงมา มันเป็ท่อนไม้สนขนาดใหญ่เท่าลำตัวคนปลายท่อนมีรอยขาวคล้ายถูกของมีคมตัดอย่างเรียบเกินธรรมชาติมันไม่ได้ลอยมาตามน้ำจากป่า หากถูกผลักลงมาจากจุดที่สูงกว่าแล้วกระแสน้ำก็พามันพุ่งตรงมายังจุดที่หลิงเทียนยืนอยู่พอดี
“เทียนเอ๋อร์! หลบ!”
หลิงจ้านะโพร้อมพุ่งตัวออกจากริมผา
หลิงเทียนขยับแล้วเขาเหยียบหินเอียงเพื่อพุ่งออกด้านข้างแต่ขาซ้ายที่ชาเพราะรับแรงน้ำมานานกลับตอบสนองช้ากว่าที่คิดเพียงเสี้ยวลมหายใจ
เสี้ยวลมหายใจนั้นมากพอให้ท่อนไม้กระแทกเข้ากลางลำตัว
เสียงดังสนั่นกลบทุกอย่าง
หลิงเทียนรู้สึกเหมือนอากาศในปอดถูกบีบออกหมดร่างกายลอยขึ้นจากผิวน้ำ ก่อนหมุนคว้างผ่านม่านขาวลงสู่แอ่งลึกเขาเห็นใบหน้าของบิดาซีดเผือด เห็นมือที่ยื่นมาคว้าเขาไว้ไม่ทันและเห็นเสาหินดำกลางแอ่งแตกแสงสีแดงออกเป็รอยเส้นบาง ๆ
ก่อนที่น้ำเย็นจัดจะกลืนทุกอย่างไปหมดหลิงเทียนมีความคิดเดียว
ถ้านี่คือบทพิสูจน์ของ์มันช่างเป็วิธีที่ี้เีเสียจริง
แล้วห้วงน้ำเบื้องล่างก็เปิดออกราวกับมีใครบางคนรอรับเขาอยู่ใต้ก้นเหว