“เอลิซาเบธ”
เอลิซาเบธ เบิร์คส์ ถูกกระชากออกมาจากความเคลิ้มฝันอย่างโหดร้ายด้วยเสียงเรียกของน้องสาว กะพริบตาถี่ ๆ เมื่อมองร่างที่ยืนอยู่ตรงหน้าร้านขายของที่ระลึกของเธอ สีหน้าของน้องขมวดมุ่นแม้แววในดวงตาจะบอกความรักใคร่อย่างสุดซึ้ง
ไลล่า ผู้อ่อนวัยกว่าเอลิซาเบธสองปีส่ายหน้าพร้อมกับกระเดาะลิ้นอย่างไม่พอใจ
“เอาอีกแล้วนะ เป็ยังงี้อีกแล้ว”
“เป็อะไร”
“พี่...อย่ามาตีหน้าชื่อหน่อยเลยน่าเอลิซาเบธ” เธอชี้นิ้วใส่หน้าพี่สาว ก็นั่งฝันกลางวันเห็น ๆ อยู่
ไม่รู้จิตใจลอยล่องไปถึงไหน”
“เปล่านี่” ฉันกำลังคิดถึงเื่ออร์เดอร์ที่จะสั่งของเข้าร้านต่างหาก เอลิซาเบธขยับปึกเอกสารที่วางอยู่
บนตู้กระจกให้เข้าที่ เพื่อให้การกล่าวเท็จครั้งนี้ดูสมจริงสมจังยิ่งขึ้น แต่นวลแก้มแดงปลั่งที่ถูกน้องสาวจับได้ ว่าตนเองหมกมุ่นอยู่กับเรองเพ้อฝัน เท่า ๆ กับที่มันร้อนผ่าวจากภาพฝันที่เห็นอยู่ในความคิดคำนึงนั้น เธอรู้และออกจะหวั่นใจอยู่ ว่าน้องสาวไม่ใช่คนที่จะหลอกได้ง่าย ๆ
“แล้วทำไมหน้าตาถึงได้แดงก่ำยังงั้นล่ะ ถ้ามันเป็เื่ดีก็น่าจะเล่าให้ฉันฟังบ้าง” ไลล่าทิ้งตัวลงในเก้าอี้
เบาะกำมะหยี่ที่เอลิซาเบธจัดไว้ เพื่อให้ลูกค้าที่เข้ามาชมสินค้าในร้านได้นั่งชมของตามสบาย ไลล่าพาดแขนข้างหนึ่งอยู่กับพนักเหล็กดัด มองหน้าพี่สาวอยู่
“เล่ามาสิ ฉันกำลังตั้งใจฟัง”
เธอคิดมากไปเองต่างหากเล่า พี่บอกแล้วไงว่าไม่ได้ฝันถึงเื่อะไรเลย นอกจากเสี่ยงเครื่องเก็บเงิน
เท่านั้น เออ ... เธอมีความคิดเห็นยังไงเื่ขวดน้ำหอมพวกนี้บ้างล่ะ มันทำในเยอรมันตะวันตกนะ เธอเลื่อน
แค๊ตตาล็อกมาให้น้องสาวดู
ไลล่ามองดูขวดน้ำหอมในหน้านั้น ตอบสั้น ๆ ว่า
“ก็สวยดีนี่”
“ไม่ใช่สวยอย่างเดียวหรอก แพงด้วย เธอคิดว่า ของดีราคาแพงแบบนี้มันจะขายออกไหมล่ะ”
“มันก็ขึ้นอยู่กับว่าลูกค้าที่เข้ามาซื้อมีความไม่ซื่อสัตย์มากแค่ไหนอีกนั่นแหละ”
ไลล่ามีทัศนคติในทางลบ สำหรับชีวิตแต่งงานที่สามีภรรยาไม่ซื่อสัตย์ต่อกัน แม้จะอยู่ในสมัยใหม่นี่แล้ว
ก็ตาม แต่เอลิซาเบธกลับไม่เห็นด้วย
“มันไม่ได้หมายความว่าลูกค้าผู้ชายทุกคนที่เดินเข้ามาในร้านนี้จะต้องเลือกซื้อของแพง ๆ กลับไปฝากเมียเพื่อเอาใจหรือเพื่ออำพรางความละอายใจที่ไปทำผิดมาเสียทุกคนหรอกน่า”
“ก็จริงอยู่หรอก แต่หลายคนก็ยังซื้อไปฝากเมียน้อยด้วย...ลองดูผู้ชายพวกนั้นสิ”
เธอผายมือไปทางกระจกหน้าร้านที่สามารถจะมองเห็นล็อบบี้ของโรงแรมคาวานอจได้ ภายในห้องโถงใหญ่ คลาคล้ำไปด้วยผู้คนซึ่งส่วนใหญ่จะเป็พวกผู้ชาย ซึ่งถ้าไม่รอเวลาเช็คเอ๊าท์ ก็รอที่จะเช็คอินอยู่
และส่วนใหญ่พวกเขาคือนักธุรกิจ ซึ่งแต่งตัวด้วยชุดสากลสีเข้มราคาแพง และล้วนแต่ถือกระเป๋าเอกสาร
หรือไม่ก็แฟ้มปกหนังกันแทบทั้งนั้น สีหน้าของพวกเขาบอกความร้อนรนกระวนกระวาย ราวกับถูกขีดเส้นตายไว้
ด้วยเวลา
“กำลังรีบร้อนจะกลับบ้านไปหาภรรยาผู้ซื่อสัตย์ภายหลังจากทำมาหากินอยู่ด้วยการเดินทางมาทั้งอาทิตย์ไงล่ะ” ไลล่าพูดด้วยน้ำเสียงเหยียดหยาม
ในทรรศนะของพี่สาว ดูเหมือนไลล่า้าจะต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมทางเพศมากเกินไป
“ฉันเชื่อเลยละว่า ครึ่งหนึ่งของผู้ชายพวกนี้จะต้อง มีเมียน้อยซ่อนซุกไว้ในที่ต่าง ๆ พี่ไม่ดีใจบ้างหรือไงที่ความละอายใจของพวกเขากลับเป็ประโยชน์กับการค้าของพี่”
พี่ไม่เห็นจะเป็เื่น่าพูดตรงไหนเลย การที่เธอเลือกจะอยู่ตัวคนเดียว ไม่ยอมแต่งงานกับผู้ชายคนไหน
ไม่ได้หมายความว่าชีวิตแต่งงานของคนอื่นจะต้องไม่มีความสุขเสมอไปหรอกนะ
“อาจจะหนึ่งในล้านละมั้งที่จะมีความสุขอย่างที่พี่ว่าน่ะ”
“พี่กลับเชื่อว่าลูกค้าผู้ชายทุกคนที่เดินเข้ามาซื้อของที่ระลึกในร้านของพี่ ก็เพราะอยากจะเอากลับไปให้เมียเขาด้วยความคิดถึง แล้วเขาก็ต้องดีใจมากด้วยที่ได้กลับบ้านเสียที”
“ก็แปลว่าพี่เชื่อเทพนิยาย โธ่เอ๊ย...เลิกเพ้อฝันเสียทีเถอะ” ไลล่าเอื้อมไปดึงปอยผมสีบลอนด์จางของ
เอลิซาเบธอย่างหยอกล้อ “มาอยู่ในโลกแห่งความเป็จริงด้วยกันเถอะน่า”
“แต่ฟังจากที่เธอพูดแล้วรู้ว่าโลกแห่งความเป็จริงมันไม่น่าอยู่เสียเลยนี่” เอลิซาเบธปัดมือน้องสาวออก
เช็ดรอยหมองบนกระจกเคาน์เตอร์
“ที่มันเป็ยังงั้นก็เพราะว่า ฉันไม่ได้สวมแว่นสีกุหลาบไง”
“ก็ถ้าเราจะมีเื่โรม้านซ์นิดๆ หน่อย ๆ มันจะเป็อะไรไป”
เปล่า ฉันเพียงแต่ไม่เชื่อในเื่ความรัก การแต่งงานแล้วก็บ้า ๆ บอ ๆ อะไรทำนองนั้นเท่านั้นแต่
ฉันไม่ได้มองเห็นความเสื่อมเสียหรือพูดจาเสียหายเกี่ยวกับเซ็กซ์เลยนะ
“นี่พูดให้มันเบา ๆ หน่อยได้ไหม เดี๋ยวใครมาได้ยินเข้าหรอก”
“ได้ยินแล้วเป็ยังไง รู้ไหมว่าทุกวันนี้พี่น่ะเป็คนที่แทบไม่ได้พูดถึงเื่เซ็กซ์เลย ขณะที่คนทั้งโลกเขาพูดกันอย่างสะดวกปาก พี่ไม่เหงาบ้างหรือไง” ไลล่าไม่สนใจกับท่าที่เดือดเนื้อร้อนใจของพี่สาว “เซ็กซ์...เซ็กซ์...
เซ็กซ์...เห็นไหม...ไม่เห็นฟ้ามันจะผ่าลงมาใส่ตัวฉันเลย ไม่มีปลาวาฬว่ายเข้ามางับด้วย แล้วก็ไม่เห็นฉันจะกลาย
เป็เสาเกถือเพราะถูกสาปที่พูดคำนี้ตรงไหนนี่ ฉันก็ยังเป็ฉันที่นั่งอยู่ตรงหน้าพี่นั่นเอง
“นี่...จะไปไหนก็ไปให้พ้น ๆ เสียที่ไป๊...” เอลิซาเบธพึมพำ เธอรู้อยู่ว่าน้องสาวจะพูดเื่อะไร ไม่ว่าการสนทนาระหว่างเธอกับไลล่าจะเริ่มต้นขึ้นด้วยเื่อะไร แต่ในที่สุดมันก็จะต้องจบลงด้วยเื่ชีวิตรักของเธอ...โดยเฉพาะกับการที่เธอไม่มีคู่รักสักคนในทุกวันนี้
ความแตกต่างในบุคลิกลักษณะ กับทัศนคติที่มีต่อสังคมโลกนั้นสะท้อนให้เห็นอยู่อย่างชัดเจน แม้ว่าสองศรีพี่น้องจะมีใบหน้าที่ละม้ายคล้ายคลึงกันมาก ต่างมีเรือนผมสีบลอนด์เหมือนกัน เพียงแต่เรือนผมของเอลิซาเบธจะเส้นเล็กและเหยียดตรงกว่าน้องสาวเท่านั้น สีหน้าของเธอบอกความเป็ผู้ใหญ่ สงบเยือกเย็น ขณะที่ไลล่าดูจะมีความแรงร้อนในอารมณ์มากกว่า
นอกจากนั้นทั้งสองสาวก็มีดวงตาคู่สีฟ้าเหมือนกันอีกด้วย เพียงแต่ดวงตาของ เอลิซาเบธสงบนิ่งเหมือนบ่อน้ำใสในกลางป่า ขณะที่ดวงตาของไลล่านั้นบ่งบอกความร้อนรนกระวนกระวายเหมือนสีน้ำในแอตแลนติค
ขณะที่เอลิซาเบธพอใจกับการแต่งตัวเรียบร้อยเหมือนสุภาพสตรีในสมัยวิคตอเรียนนั้น ไลล่ากลับวิ่งไล่ตามแฟชั่น นอกจากนั้นเอลิซาเบธก็ยังเป็คนสุขุมรอบคอบ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม แต่ไลล่าเป็คนอารมณ์ร้อน ก้าวร้าว ด้วยเหตุนี้เธอจึงรู้สึกอิสระที่วิจารณ์ชีวิตส่วนตัวของพี่สาวอย่างสะดวกปาก
“ขณะที่พี่ยังอยู่ในสนามอันอุดมอย่างนี้ ทำไมถึงไม่ลองลงเล่นเกมกับเขาด้วยล่ะ”
เอลิซาเบธแสร้งทำเป็ไม่ได้ยินคำพูดของน้องสาว
“บ่ายวันนี้เธอไม่มีคนไข้หรือ” ไลล่าเป็แพทย์ทางกายภาพบำบัด
“สี่โมงครึ่งถึงจะมี นี่...เลิกใช้วิธีเปลี่ยนเื่พูดได้แล้ว ถ้าผู้ชายพวกนี้สบตาพี่นะ...” เธอกวาดมือไปทาง
ล็อบบี้ข้างนอก “จับไว้เลย พี่ไม่มีอะไรต้องเสียนี่”
“สิ่งแรกที่จะเสียก็คือความนับถือตัวเองไงล่ะ” เอลิซาเบธตอบห้วน ๆ พี่ไม่เหมือนเธอหรอกนะไลล่า
สำหรับพี่เซ็กซ์ไม่ใช่เกมอย่างที่เธอเรียกหรอก มันเกี่ยวข้องกับความผูกพันด้วย” เมื่อเห็นไลล่าเหลือกตาเหมือน
จะพูดว่า...ขึ้นธรรมาสน์เทศน์อีกแล้ว...เธอก็กล่าวต่อว่า
“ในเมื่อเธอไม่เคยมีความรักแล้วเธอจะรู้ได้ยังไงล่ะ”
โอเค...ฉันรู้ว่าพี่น่ะรักจอห์น รักแบบนิยายน้ำเน่าที่เขาเขียนกันนั่นแหละ มันเป็ความรักั้แ่ครั้งวัยรุ่น
รักกันั้แ่สมัยเป็นักเรียน สั่งโซดามาแก้วหนึ่งกับหลอดฟางสองอันอะไรทำนองนั้น...แต่ความรักที่พี่มีต่อเขานั่นน่ะมันหวานเจื้อยจนแสบไส้ เพราะฉะนั้นยอมรับเสียที่สิลิซซี่ว่าจอห์นน่ะตายไปแล้ว