“ไม่ได้ เช้านี้ฉันมีธุระสำคัญมาก” แพรวาพูดขณะที่มือหนึ่งกำลังตักข้าวสวยร้อนๆ ใส่ในโถข้าวสีเงินลวดลายไทย พร้อมกับปิดฝาให้แนบสนิท
“ธุระที่คุณว่า มันสำคัญกว่าผม?” หนุ่มตาน้ำข้าวในชุดนอนสีฟ้าหม่นเอ่ยขึ้นขณะเปิดตู้เย็นเพื่อจะหาน้ำดื่ม
“น้ำอุ่นวางอยู่ที่โต๊ะโน่น ฉันเตรียมไว้ให้คุณแล้ว” แพรวาพูดโดยไม่หันไปมองพลางจับผลไม้และอาหารไทยหลายชนิดที่ถูกบรรจุกล่องไว้เรียบร้อยแล้วใส่ลงไปในตะกร้าหวายทรงรูปไข่ลายวิจิตรไทย
“แต่ผมอยากดื่มน้ำเย็น” น้ำเสียงที่ฟังดูเอาแต่ใจพูดขึ้นขณะยืนกอดอกพิงตู้เย็นมองด้านหลังของเลขาสาวที่ไม่เคยทำหน้าที่เลขาเลย
“น้ำเย็นไม่เป็ผลดีกับเสียง”
“แล้วไง”
นี่นายจะเริ่มอีกแล้วใช่ไหม แอรอน ฮึ้มมม!!!!
แพรวาทำได้เพียงแค่คิดก่อนสูดลมหายใจเข้าปอดอย่างพยายามควบคุมอารมณ์ที่พุ่งปรี๊ดยิ่งกว่าอุณหภูมิความร้อนของประเทศไทยขณะหันตัวไปประจันหน้ากับคู่กรณีด้วยรอยยิ้มที่คิดว่าดีที่สุดแล้ว
“ก็เพราะน้ำเย็นอาจทำให้เส้นเสียงหดตัว และทำให้ร้องเพลงได้ไม่เต็มที่ไงค่ะคุณแอรอน” แพรวาพยายามอธิบายอย่างใจเย็นรอบที่ร้อยเท่าไหร่ไม่รู้แต่ที่รู้ ๆ คือไอ้ตาน้ำข้าวนี่มันกำลังจะหาเื่เธอล้านเปอร์เซ็นต์
“นั่นมันหมายถึงก่อนขึ้นเวที คุณเป็ไบโพล่ารึไง”
“ไอ้...โอเคค่ะ น้ำเย็นก็น้ำเย็น”แพรวาจำต้องกลืนคำพูดที่เธอตั้งใจจะพ่นใส่คนตรงหน้าเข้าไปในลำคอดังเดิมก่อนจะรีบหันไปหยิบตะกร้าหวายใบใหญ่
“จะไปไหน?” จู่ ๆก็มีเสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ดังขึ้น แอรอนล้วงมันออกมาจากกระเป๋ากางเกงบนหน้าจอโทรศัพท์ปรากฎการแจ้งเตือนที่เขาตั้งไว้แจ้งเตือนทุกปีพลางมองไปที่ตะกร้าหวาย ที่หนึ่งปีจะถูกนำออกมาใช้งานที ด้วยแววตาอ่อนแสงลง
“ธุระค่ะ”
“อีกครึ่งชั่วโมงเจอกัน”
“แต่ฉันรีบ”
“รอผม ไม่งั้นก็ห้ามก้าวขาออกจากบ้านเลือกเอา” คนบอกให้รอเดินออกไปจากห้องครัวก่อนจะรีบวิ่งขึ้นบันไดทันทีที่ลับสายตาของอีกคนนี่เขาลืมไปได้ไงว่าวันนี้เป็วันอะไร ที่ผ่าน ๆ มาแม้จะไม่เคยไปทำได้เพียงสั่งเดลิเวอร์รี่ดอกไม้ช่อโตไปวางไว้ยังสถานที่หนึ่งทุกปีแต่ปีนี้ปล่อยให้เธอไปคนเดียวไม่ได้
“แล้วนี่มันต่างกันตรงไหนระหว่างรอกับห้ามตกลงใครกันแน่ที่เป็ไบโพล่า เฮ้อ..” สุดท้ายแพรวาก็นำตะกร้าใบใหญ่พร้อมกับดอกบัวไปนั่งรอใครบางคนอยู่ที่ห้องรับแขกของบ้านพลางมองนาฬิกาที่ข้อมือเล็กสลับกับราวบันไดบ้าน
“คุณรู้เหรอว่าฉันจะไปที่ไหน?” แพรวาเอ่ยถามทันทีที่เห็นชายตรงหน้าแต่งตัวไม่เห็นแม้แต่ลูกตาราวกับโจรจะไปปล้นร้านทอง
“ไม่รู้”
“อ้าว~ ไม่รู้แล้วจะไปทำไมนอนรออยู่ที่นี่จะไม่ดีกว่าเหรอ จะได้ไม่เหนื่อย เพราะคืนนี้คุณมีคอนเสิร์ต”แม้ในใจอยากจะบอกว่าเกะกะ ขวางหูขวางตาโดยเฉพาะไอ้ชุดบ้านี่แต่ก็ต้องใช้คำที่ดูนุ่มนวลลงหลายขุม
“ขืนรอคุณนะ ไอ้ไคกิมันได้อวยพรจนหูชา รีบไปเถอะสายแล้ว” แอรอนเดินไปเปิดประตูรถทรงสปอร์ตคันดำฝั่งคนขับทำเอาแพรวาถึงกับงงเพราะปกติั้แ่มาทำงานที่นี่พ่อเ้าประคุณก็ทำตัวเหมือนง่อยอย่าว่าแต่ขับรถเลยแม้แต่เปิดประตูเองก็ไม่เคย
“ไม่ต้องถาม แค่บอกทางก็พอ” เ้านายที่ทำหน้าที่เป็พลขับหนึ่งวันพูดขึ้นทันทีที่หญิงสาวกำลังจะอ้าปากพูดด้วยซ้ำ
ในที่สุดรถยนต์คันหรูก็มาหยุดอยู่ที่พระอุโบสถที่มีสถาปัตยกรรมที่มีลักษณะความเป็ไทยที่ตกแต่งอย่างประณีตและสวยงามผสมความเป็อเมริกันอย่างลงตัวเพื่อให้เข้ากับสภาวะอากาศที่หนาวเย็นใน่ฤดูหนาวที่อุณหภูมิติดลบซึ่งต่างจากที่ไทย
“คุณรอฉันอยู่ที่นี่”
“ผมจะไปด้วย”
“ขืนนายออกไปสภาพแบบนี้เ้าอาวาสได้โทรแจ้งตำรวจมาลากคอนายไปแน่นอน ทางที่ดีรอฉันอยู่ที่นี่ ฉันไปไม่นาน”พร้อมกับหยิบ
ตะกร้าที่เธอพกขึ้นเครื่องมาจากไทยไปด้วย
ั์ตาน้ำข้าวได้แต่มองตามหญิงสาวด้วยใบหน้าที่ดูเป็ห่วงจริง ๆ แล้วใน่เวลาแบบนี้เขาควรจะอยู่กับเธอหรือปล่อยให้เ้าตัวได้ใช้เวลาเงียบๆ อยู่คนเดียวกันนะคนที่ทำได้แค่นั่งอยู่บนรถมองหญิงสาวเดินไปตาละห้อยเหมือนเด็กน้อยมองตามแม่
ด้านในอุโบสถเมื่อพระสงฆ์สวดมนต์เสร็จแพรวานำบงกชแก้วสีเงินเดินตรงไปยังพุ่มดอกกุหลาบสีขาวที่กำลังบานรับแสงอาทิตย์ในยามเช้า พลางอธิษฐานในใจ
“เป็ยังไงบ้างโยมแพร” เ้าอาวาสวัดรูปร่างผอมด้วยวัยชราเจ็ดสิบกว่าพรรษาเอ่ยทักทายด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและท่าทางใจดี
“่นี้ยุ่งมากเลยค่ะท่านอาวาสสุขภาพเป็ไงบ้างคะ?” ั้แ่มาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่เกือบสองปีเมื่อมีเวลาว่างมักจะมาทำบุญที่วัดนี้บ่อยจนมีโอกาสได้สนทนากับเ้าอาวาสจนรู้จักคุ้นเคยตัวเธอเองก็ทำผ้าป่ามาถวายและบริจาคช่วยวัดทุกครั้งที่มีงานโดยไม่เอ่ยนาม
“ก็เสื่อมไปตามกาลละโยมสังขารเป็สิ่งไม่เที่ยง มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็อนิจจัง” ดวงตาที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเกินครึ่งของชีวิตยังคงพูดด้วยใบหน้าที่มีรอยยิ้มบางประดับบนใบหน้า
“ยังไงสุขภาพก็สำคัญค่ะนี่ก็สายแล้วแพรขอตัวก่อนนะคะ”
แพรวา ก้มกราบลาเ้าอาวาสสามครั้งขณะที่กำลังถือตะกร้าเตรียมจะเดินออกมา
“โยมแพรมนุษย์ล้วนเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร รัก โลภ โกรธ หลง คืออคติทั้งสี่ ความโกรธเสมือนไฟร้อน ถ้าเราไม่ดับไฟในใจเราแล้วนั้น ไฟนั้นก็ออกมาสู่ภายนอกและเผาผู้อื่นทรัพย์สิน ร่างกายและจิตใจ ความโกรธเมื่อมีโมหะเข้าครอบงำเราก็จะกลายเป็คนจิตใจมืดบอดและสุดท้าย การแก้แค้น หากการแก้แค้นเปรียบเสมือนไฟและการแก้คืนคือเอาน้ำมันราดไปบนกองไฟ ไฟนั้นก็จะลุกไหม้ไม่รู้จักจบสิ้นเวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวรนะโยม”
“ค่ะหลวงพ่อ” แม้น้ำเสียงจะราบเรียบแต่ดวงตาสวยเฉี่ยวคู่นี้กลับเต็มไปด้วยความอาฆาต พระอย่างเขาทำได้แค่เตือนสติสุดแล้วแต่คนฟังจะน้อมไปปฏิบัติ
“เจริญพรโยม”