“เป่ยเหลียน!!!!”
เสียงะโของฮุ่ยิทำให้เป่ยเหลียนหันมามอง ยังไม่ทันที่ฮุ่ยิจะได้เอ่ยเพิ่มจู่ๆเป่ยเหลียนนั้นก็รุดเข้าปิดปากเขาทันที เพราะเสียงของฮุ่ยิดังมากเกรงว่าอาจจะมีคนมาพบเขาได้
“ชู่ว~ เบาเสียงสิ”
“อื้อ!!!”
ฮุ่ยิพยักหน้าเป่ยเหลียนปล่อยมือออกจากปาก ฮุ่ยิมองอีกคนพร้อมกับมองรอบๆ
“เป่ยเหลียน เ้ามาทำอะไรที่นี่ เ้าจะแอบเข้าวังหลวงรึ”
ฮุ่ยิเอ่ยถามด้วยเสียงกระซิบอย่างเบาที่สุด เป่ยเหลียนถอนหายใจก่อนจะหันไปบอกเพื่อไม่ให้อีกคนเข้าใจผิด ถึงแม้ความจริงเขาจะทำแบบนั้นก็ตาม
“ข้าแค่มาทำธุระ แล้วเ้าล่ะ เหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่”
เป่ยเหลียนถามกลับ ฮุ่ยิหลบสายตาอยู่ครู่ เขาจะบอกอีกคนดีหรือไม่ เป่ยเหลียนเป็สหายที่รู้จักกันมาเนิ่นนาน ครอบครัวของเราสนิทกัน ตอนเด็กๆเรามักจะเล่นอยู่ด้วยกันบ่อย จนกระทั่ง่ที่อายุได้ 14 ปี เป่ยเหลียนกับครอบครัวก็ย้ายออกจากหยางเถามายังต้าหัวเหตุเพราะพ่อของเป่ยเหลียนได้ทำงานในวังหลวง ทำให้เราต้องแยกจากกัน
ฮุ่ยิถอนหายใจเล็กน้อยก่อนจะตัดสินใจหันไปบอก
“ข้าเข้าร่วมสมัครนางบำเรอ”
“อะไรนะ”
เป่ยเหลียนได้ยินเพียงนนั้นสีหน้าและท่าทางของเขาเปลี่ยนไปทันที
“ฮุ่ยิ เ้าคิดอะไรอยู่ เ้าออกมาจากที่นั่นเสียเดี๋ยวนี้”
“อะไรของเ้า ทำไมข้าต้องออกจากวังหลวงด้วย ข้าพึ่งจะเข้าร่วมการทดสอบเพียงแค่วันเดียวเอง”
เป่ยเหลียนขยับตัวมาตรงหน้าก่อนจับเข้าที่ไหล่ฮุ่ยิทั้งสองข้างพร้อมกับบีบไหล่แน่น
“ฮุ่ยิ เ้าไม่รู้รึว่าที่นั่นมีแต่คนใจร้าย หากเ้าทำอะไรให้ใครไม่พอใจก็เท่ากับตายทันที เ้าอย่าลืมว่าเราเป็โอเมก้า คนชั้นล่างที่คนพวกนั้นจะย่ำยีอะไรเราก็ได้”
“แล้วเราจำเป็จะต้องให้คนพวกนั้นย่ำยีด้วยรึ”
คำถามของฮุ่ยิทำให้เป่ยเหลียนถึงกับไปไม่เป็ สีหน้านิ่งเรียบที่้าคำตอบจากเขา
“การที่ข้าเข้ามาในวังหลวงมิใช่ว่าข้าจะมาเป็ที่รองมือรองเท้าใคร ข้าเข้ามาที่นี่เพราะเหตุผลสำคัญ และข้าก็จะไม่ล้มเลิกความตั้งใจเด็ดขาด แม้ว่าคนที่ขัดขวางจะเป็เ้าก็ตามที”
ฮุ่ยิไม่เคยเป็แบบนี้มาก่อน เขาเปลี่ยนไปมากจริงๆ เขาจำได้ว่าก่อนที่เขาจะออกมาจากหยางเถาฮุ่ยิยังคงเป็เด็กใสซื่อตามใครไม่ค่อยจะทัน แถมยังมีนิสัยที่ขี้กลัว ต่างกับวันนี้อย่างสิ้นเชิง ฮุ่ยิที่พร้อมจะสู้กับทุกคน ไม่เกรงกลัวและไม่ยอมให้ใครมาย่ำยี
“เ้าเปลี่ยนไปมากเสียจริง”
“อย่างนั้นรึ” เป่ยเหลียนพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะนั่งลงที่ลังไม้
“การที่ข้ามาอยู่ตรงนี้ ข้าก็มีเหตุผลเช่นกัน”
เป่ยเหลียนเอ่ยพลางเงยหน้ามองอีกคน ฮุ่ยินั่งลงที่ข้างๆก่อนจะเอ่ยถาม
“งั้นบอกเ้าบอกข้าได้มั้ย ว่าเหตุผลของเ้าคืออะไร” เป่ยเหลียนเงียบอยู่ครู่ก่อนจะตัดสินใจเล่าทุกอย่างให้เขาฟัง
“ข้า…้าที่จะสั่งหารคนในวังหลวง”
“ว่าไงนะ!!”
คำตอบจากเป่ยเหลียนทำให้ฮุ่ยิใอย่างสุดขีด เป่ยเหลียนเขากำลังคิดอะไรอยู่ ไม่รู้หรืออย่างไรว่าสิ่งที่ทำอยู่มันเหมือนกับการฆ่าตัวตายชัดๆ
“เ้าเสียสติไปแล้วรึ เ้าก็รู้ว่าหากเ้าทำแบบนั้นมันก็ไม่ต่างกับการฆ่าตัวตายตัว”
“ก็เพราะข้ารู้ ข้าถึงเลือกที่จะทำ”
ฮุ่ยิพูดไม่ออก อะไรกันที่ทำให้เพื่อนของเขาเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ มือเล็กยกขึ้นปิดหน้าก่อนเงยหน้าขึ้นสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดอารมณ์
“หากว่าเขาไม่ฆ่าพ่อกับแม่ข้า ข้าก็คงไม่คิดจะทำแบบนี้”
“เ้าหมายความว่าอย่างไร”
เป่ยเหลียนมองหน้าฮุ่ยิเขาถอนหายใจออกมาหนึ่งครั้งก่อนจะตัดสินใจเล่าทุกอย่างให้ฟัง
“เมื่อสองปีก่อน ท่านพ่อยังคงอยู่ในวังหลวง หน้าที่ที่ได้รับนั้นไม่ได้ด้อยไปกว่าผู้อื่นเลยแม้แต่น้อย”
“พ่อของเ้าได้ยศใด”
“หมอหลวง พ่อของข้าเป็หมอหลวง”
ฮุ่ยิรู้สึกใ การที่คนระดับโอเมก้าจะได้เป็ถึงยศใหญ่มิใช่เื่ง่าย แล้วการที่คนระดับโอเมก้าได้เป็ถึงหมอหลวงถือว่าเป็เื่ที่น่ายินดีเป็อย่างมากเสียด้วยซ้ำ แต่ทำไมกัน มันเกิดเื่อะไรขึ้น
“วันหนึ่ง พ่อข้าได้กลับมาที่บ้าน ข้าเห็นรอยฟกช้ำตามตัว ข้าถามท่าน ท่านบอกเกิดจากที่ไปช่วยทหารที่สนามรบ ตอนแรกข้าก็เชื่อ แต่พอข้าเข้าไปพบท่านที่วังหลวง ข้าจึงได้เห็นความจริง แผลพวกนั้นเป็ฝีมือของคนในวัง คนพวกนั้นทำร้ายพ่อข้าราวกับเขาเป็กระสอบทราย ทุบตี ใช้เยี่ยงทาส พ่อข้าเจ็บแทบตายแต่ต้องพาตัวเองที่มีแต่แผลเพื่อไปรักษาให้กับคนพวกนั้น…”
น้ำเสียงของเป่ยเหลียนเริ่มสั่นเครือ ฮุ่ยิหันมองเขาพลางยกมือจับที่บ่าเพื่อปลอบ
“บางครั้ง ที่พ่อข้าไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่เพราะความเจ็บจากแผล พวกนั้นก็จะทุบตี แล้วสุดท้าย พ่อข้าก็ตาย”
ฮุ่ยิได้ฟังน้ำตาเขาเอ่อออกมา เขาไม่อยากจะเชื่อเสียเลยว่ามันจะเคยเกิดเหตุการเช่นนี้ เขาไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าเป่ยเหลียนต้องพบเจอกับเื่ร้ายแบบนี้
“พอแม่ข้า ขอเข้าเฝ้าฮ่องเต้เพื่อเรียกร้องความเป็ธรรม แต่สิ่งแม่ข้าต้องเจอ มันไม่ต่างอะไรกับพ่อข้า ฮ่องเต้…”
เป่ยเหลียนกัดฟันแน่นพร้อมกับยกมือที่สั่นขึ้นปิดหน้าเพื่อห้ามน้ำตาและอารมณ์ของเขาไว้ ฮุ่ยิที่นั่งอยู่ข้างๆคอยลูบหลังเพื่อให้อีกคนอารมณ์เย็นขึ้นแต่ดูเหมือนว่าจะเป็ไปได้ยาก
“มัน…ข่มขืนแม่ข้า แล้วก็จัดการฆ่าทิ้ง ไม่พอ มันเอาศพของแม่ข้าไปเผาทิ้งไว้ในป่า ข้าไม่เคยเห็นแม้กระทั่งศพของครอบครัว ข้าไม่แม้แต่จะได้เอ่ยลาเสียด้วยซ้ำ”
ฮุ่ยิไม่เคยนึกคิดว่าฮ่องเต้องค์เก่าจะจิตใจโเี้ได้ถึงเพียงนี้ แม้เขาจะตายไปแล้วแต่ความแค้นและเหตุการณ์ในอดีตมันก็ยังคงจดจำอยู่ในหัวมาตลอด มิอาจจะที่ลืมเลือนได้
“ข้า คงไม่สามารถห้ามเ้าได้เป่ยเหลียน แต่เ้าจงจำไว้ ว่าเ้าไม่ได้อยู่คนเดียว”
“ขอบคุณ ขอบคุณเ้ามาก ฮุ่ยิ”
เป่ยเหลียนกล่าวขอบคุณ ทั้งสองยังคงนั่งอยู่สักระยะไม่นานก็มีใครบางคนผ่านมา ฮุ่ยิเงยหน้ามอง เขาคือฮ่องเต้เฉิงหาน ฮุ่ยิรีบลุกก่อนจะก้มคำนับเป่ยเหลียนลุกตามแต่เขามิได้คำนับเหมือนกับฮุ่ยิเพียงแต่มองอีกฝ่ายด้วยสีหน้านิ่งเรียบ
ฮ่องเต้หยุดม้ามองไปที่ทั้งคู่ก่อนจะหันไปพูดกับฮุ่ยิ
“นี่มันเลยเวลามิใช่รึ เหตุใดเ้าถึงยังคงอยู่นอกวัง”
“เอ่อ ข้าบังเอิญเจอเพื่อนเก่าเพียงเท่านั้น เดี๋ยวข้าก็จะกลับเข้าวังแล้ว”
เฉิงหานหันมองชายอีกคนก่อนจะกลับไปมองไปที่ฮุ่ยิ
“กฏของวังหลวง หากยังอยู่ในการทดสอบยังมิใช่คนในวังห้ามพบปะคนนอกในเวลากลางคืน ไม่มีใครเ้ารึ”
ฮุ่ยิได้ยินก็ถึงกับไปไม่เป็ ไม่เห็นมีใครบอกกล่าวเขาถึงเื่นี้เลย ฮุ่ยิหันไปมองเพื่อนชาย เป่ยเหลียนเอ่ยลากับฮุ่ยิก่อนจะละจากไป
“ข้าไปก่อน ไว้ค่อยเจอกันใหม่”
ฮุ่ยิมองตามเพื่อนก่อนจะก้มคำนับเฉิงหานและกล่าวขอโทษที่เขาไม่รู้ถึงกฏข้อนี้
“ข้าขอโทษด้วย ข้าไม่รู้ถึงกฏข้อนี้จริงๆ”
“นี่ถือว่าเป็การตักเตือนครั้งแรก หากมีอีกเ้าจะถูกตัดสิทธิ์ทันที”
“ข้าขอบคุณท่านมาก งั้นข้าขอตัว-” ยังไม่ทันที่ฮุ่ยิเอ่ยจบเฉิงหานก็เอ่ยตัดบททันที
“ประตูตะวันตกปิดแล้ว หากจะเข้าก็มีเพียงแต่ประตูใหญ่”
ฮุ่ยินึกตาม ก่อนหน้าที่จะเริ่มการทดสอบขันทีเคยกล่าวไว้ว่าประตูทุกฝั่งจะปิดั้แ่หัวค่ำ เขาลืมนึกถึงข้อนี้เสียเลย ฮุ่ยิยกมือน้อยขึ้นกัดเล็บด้วยความกังวลแล้วแบบนี้เขาจะเข้าไปด้านในอย่างไรกัน สายตาเหลือบเห็นกำแพงเดินไปจับๆคลำๆความสูงนี่น่าจะพอที่เขาปีนข้ามได้ เฉิงหานที่มองการกระทำของอีกคนรู้เลยว่ากำลังคิดอะไรที่ไม่ดีแน่ เฉิงหานะโลงจากมากตรงดิ่งไปที่ฮุ่ยิก่อนจะยกตัวเขาจนลอย
“นี่ท่านจะทำอะไรข้า”
ฮุ่ยิโวยวายพร้อมกับดิ้น รู้ตัวอีกทีก็อยู่บนหลังม้าเสียแล้ว เฉิงหานะโขึ้นหลังม้าอย่างคล่องแคล่วโดยมีฮุ่ยินั่งอยู่ด้านหน้า
“นี่-เหวอ!”
ยังไม่ทันที่จะท้วงม้าก็ออกตัวทันที ฮุ่ยิจับม้าไม่กล้าหันมองคนที่นั่งซ้อนอยู่ด้านหลัง ความอุ่นของลมหายใจที่รดอยู่เหนือศรีษะทำให้ใจของเขาอยู่ไม่เป็สุขเอาเสีย ม้าเดินทอดไปเรื่อยๆจนถึงหน้าวังเหล่าทหารที่เห็นก็ทำการเปิดประตูใหญ่ เหมือนสองทหารจะสงสัยและอยากจะเอ่ยถามเฉิงหานมองด้วยหางตาเชิงเตือนว่าอย่าปากมาก เข้ามาในวังอย่างปลอดภัยเฉิงหานลงจากม้าฮุ่ยิค่อยๆเกาะจนขาถึงพื้น เขาหันไปขอบคุณเฉิงหาน
“ข้าขอบคุณท่านที่พาข้าเข้ามา”
เฉิงหานมองอีกคนนิ่งก่อนจะจูงม้าแล้วเดินจากไปโดยทิ้งอีกคนไว้ให้ยินงง ฮุ่ยิคิ้วขมวดด้วยความสงสัยพลางมองตามแผ่นหลังพลางคิดว่าคนๆนี้ช่างแปลกเสีย
“อะไรของเขากัน”
ฮ่องเต้เฉิงหานช่างเป็คนที่แปลกเสียจริง