ตอนที่8 โลกใบเล็ก
“วื้ดบรึ้มบู้ม”พลันเกิดคลื่นน้ำอันแข็งแกร่งพุ่งทะลุทะลวงออกจากน้ำวนจนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว
“ตุ๊บ! เฮ้อ!.....อยู่ในไข่มานานจนลืมวันเวลาไปหมดแล้ว”
เต่าน้อยสีทองขนาดครึ่งหนึ่งของฝ่ามือได้ลอยมาหล่นบนพื้นตรงหน้าหลิวเย่และบ่นเสียงดังพร้อมกับบิดี้เี
หลิวเย่ตาโตอ้าปากค้างอย่างตื่นใที่พบว่ามีเต่าสีทองหล่นอยู่ตรงหน้าและพูดจาภาษามนุษย์
“เอ๊! เ้าหนุ่ม!นี่จะอ้าปากไปอีกนานแค่ไหน?”
เต่าน้อยสีทองเหล่ตามองหลิวเย่อย่างนึกรำคาญพร้อมกับเรียกเขาเสียงดัง
“เอ่อเ้าคือเต่าที่อยู่ในไข่งั้นหรือ?”หลิวเย่รู้สึกตัวและถามเต่าน้อยด้วยความสงสัย
“ฮ้าววววใช่น่ะสิ ว่าแต่ขอบใจนะที่เอาข้าออกมาจากโลกสับปะรังเคนั่น แต่ข้าง่วงอีกแล้ว”
เต่าน้อยปิดปากหาวพลางตอบหลิวเย่ด้วยอาการง่วงซึมคล้ายอยากนอนอีก
“อย่าเพิ่งนอนสิว่าแต่เ้าชื่ออะไร? มาจากไหนกันแน่?”หลิวเย่รีบถามก่อนที่จะไม่รู้เื่ถ้าเต่าน้อยหลับไป
“ชื่อข้าออกจะแสนวิเศษข้ามีนามว่า เต่านิรันดร์ มาจากไหนหรือ?มาจากหลายที่ข้าจะนอนแล้ว”
“ครอกฟี้ครอกฟี้ ครอกฟี้ ครอกฟี้ ครอกฟี้”
ปรากฏว่าหลังจากที่เต่านิรันดร์พูดจบมันหาวอีกครั้งก่อนหลับสนิทโดยห้อยหัวและแขนขาออกมาอย่างสบายใจ
“เฮ้อ! ไม่รู้เื่เลย”หลิวเย่ถอนหายใจที่ยังไม่รู้ที่ไปที่มาของเต่านิรันดร์
เมื่อเหลือบมองน้ำวนที่ยังคงปรากฏอยู่คล้ายกับเชิญชวนเขาให้ลงไปสำรวจยังทะเลด้านล่าง
หลิวเย่เก็บเต่านิรันดร์เข้าในมิติพื้นที่และพุ่งตัวะโลงไปในใจกลางน้ำวนนั้นทันที
“วื้บ วื้บวื้บ”
“อ๊ากกก”หลิวเย่ร้องโหยหวนจากความเ็ปที่เกิดจากแรงกดดันมหาศาลของน้ำวนรอบตัว
ครู่หนึ่งร่างอันไร้สติของเขาหล่นลงแผ่หลานอนบนพื้นทรายสีขาวละเอียด
เมื่อฟื้นคืนสติขึ้นมาหลิวเย่ค่อยๆดันตัวขึ้นจากพื้นทรายและเหลียวมองรอบตัวด้วยความพิศวงงงงวย
“นี่มันที่ไหน?”เขาไม่คิดว่าในน้ำวนที่พุ่งตัวลงมาจะพาตนเองมาสู่อีกโลกหนึ่ง
โลกที่มีหาดทรายขาวสะอาดน้ำทะเลเขียวครามสวยสดใส ท้องฟ้าสีฟ้าสว่างและมีก้อนเมฆลอยเป็กลุ่มก้อน
ด้านหลังของเขาเป็ป่าทึบที่มีสารพัดต้นไม้น้อยใหญ่
หลิวเย่ทดสอบใช้ัั์และพบว่าใช้งานได้ตามปกติ
เขาถอนหายใจอย่างโล่งอกที่ตัวช่วยสำคัญยังใช้งานได้ดี
เมื่อสำรวจลึกลงไปในทะเลพลันพบกับเมืองโบราณที่จมอยู่ใต้ทะเล
โดยมีโดมโปร่งแสงอยู่ตรงใจกลางเมืองโบราณนั้น
เป็โดมโปร่งแสงที่มีเปลือกไข่ชิ้นเล็กน้อยกระจัดกระจายไปทั่ว“นี่คงเป็ที่ที่เต่านิรันดร์ออกมาจากไข่นั่นสินะ”
ภายในป่ามีกระท่อมเก่าหลังหนึ่งซึ่งอยู่ท่ามกลางเถาวัลย์ปกคลุมหนาแน่นจนไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า
โชคดีที่หลิวเย่มีัั์จึงสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน
ไกลออกไปจากป่าทึบเป็พื้นที่ทะเลทรายกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา“มีทะเลทรายด้วยหรือนี่?”
หลิวเย่อุทานอย่างแปลกใจ
เขาอยากรู้อยากเห็นจึง้าบินไปดูพื้นที่ทั้งหมดของโลกแห่งนี้
เมื่อเหินตัวบินขึ้นไปหลิวเย่รู้สึกได้ว่าพละกำลังของเขาแข็งแกร่งขึ้นมากกว่าเดิมเล็กน้อย
“ไม่เลวดูเหมือนว่าโลกใบเล็กนี่จะมีพลังฉีที่เข้มข้นและทรงพลังมากกว่าโลกเทียนถังเสียอีก”
หลิวเย่ยิ้มกว้างอย่างพอใจในโชคชะตาที่ดีของตนเอง
เขาบินผ่านทะเลทรายอันเวิ้งว้างนานถึงหนึ่งชั่วยาม
จนมาถึงขอบของพื้นที่ร้อนแห้งแล้งและมีูเาไฟนับร้อยที่กำลังปะทุลาวาออกมาเป็ระยะ
กลิ่นเหม็นไหม้ของกำมะถันฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ“บ้าชิบ! เหม็นจริงๆ” หลิวเย่ใช้พลังปราณขับกลิ่นออกไป
แต่ถึงอย่างนั้นพลังของกลิ่นยังสามารถแทรกเข้ามาให้เขาได้สูดดมเป็ระยะ
หลิวเย่บินต่อไปด้วยความอยากรู้ว่าโลกใบเล็กนี้มีอาณาเขตกว้างใหญ่เพียงใด?
และที่สำคัญคือเขาจะกลับออกไปได้อย่างไร?
หนึ่งชั่วยามต่อมา
หลิวเย่บินพ้นอาณาเขตูเาไฟและบรรยากาศร้อนระอุของลาวาที่ถูกพ่นออกมาเป็ระยะ
เวลานี้เขาบินมาถึงชายขอบของพื้นที่อันหนาวเหน็บเยือกเย็นของหิมะสีขาวโพลนกว้างขวางปกคลุมทั่วบริเวณ
“หือพื้นที่แตกต่างกันขนาดนี้เลยหรือ?”หลิวเย่ประหลาดใจที่พบว่ามีความแตกต่างของอุณหภูมิอย่างสุดขั้ว
ระหว่างร้อนจัดและเย็นจัดโดยมีเส้นแบ่งที่ชัดเจน
เหมือนกับมีฉากกั้นอันทรงพลังที่สามารถแบ่งแยกอุณหภูมิสองขั้วออกจากกันอย่างเด็ดขาด
เขาบินต่อไปผ่านเทือกเขาเนินเขา พื้นที่ราบที่เต็มไปด้วยหิมะ มีสัตว์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่หนาวเย็นเช่นนี้มากมาย
หนึ่งชั่วยามต่อมา
หลิวเย่บินมาถึงขอบชายทะเลที่ด้านหน้าคือทะเลและด้านหลังคือูเาหิมะสีขาวสว่างสะอาดตา
“อ้อดูเหมือนว่าจะเป็โลกใบเล็กจริงๆ ฉันบินวนกลับมาที่ทะเลแล้วต้องดูว่าทางออกจะอยู่ที่ไหน?”
หลิวเย่คาดเดาในใจและบินข้ามทะเลต่อไปเพื่อค้นหาทางออกจากโลกใบเล็กกลับสู่โลกเทียนถัง
หนึ่งชั่วยามต่อมา
หลิวเย่บินมาถึงชายหาดซึ่งเป็จุดเดิมที่เขาเคยนอนแผ่อยู่บนพื้นทราย
เพราะเขามองเห็นร่องรอยของผืนทรายที่เคยนอนแผ่มาก่อน
“ฉันบินวนกลับมาที่เดิมแล้วอาณาเขตที่นี่กว้างใหญ่เท่ากับโลกเดิมของฉันเลย”
หลิวเย่พยักหน้ากับตนเองเมื่อได้ข้อสรุปขอบเขตคร่าวๆจากระยะเวลาที่บินกับพื้นที่โดยรอบทั้งหมด
“เช่นนั้นคงเหลือแต่ในเมืองโบราณใต้ทะเลที่ฉันยังไม่ได้ลงไปพิสูจน์”
หลิวเย่ตัดสินใจดำดิ่งลงสู้ก้นทะเลไปยังเมืองโบราณเพื่อหาทางออกจากโลกใบเล็กลึกลับแห่งนี้
เขามีความมั่นใจอย่างหนึ่งซึ่งเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมาว่า
สถานที่ใดๆก็ตามจะต้องมีเหตุผลที่นำพาเขามาที่นี่
และต้องเป็สถานที่ที่อาจารย์ของเขาเคยเดินทางมาก่อนอย่างแน่นอน
ครู่หนึ่งหลิวเย่ดำดิ่งมาถึงเมืองโบราณที่ลึกจากพื้นน้ำถึง5 กิโลเมตรซึ่งอยู่ใต้ก้นทะเลอย่างสงบนิ่งและน่าเกรงขาม
“บรรยากาศที่นี่น่ากลัวจริงแฮะ”หลิวเย่ขนลุกซู่ทันทีอย่างไม่มีเหตุผล
เขาเดินตรงเข้าไปในโดมโปร่งแสงที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางกว้าง200 เมตร
เมื่อเดินผ่านเข้าไปหลิวเย่พบว่าสามารถหายใจได้ตามปกติเหมือนอยู่บนบก“ใครมาสร้างโดมไว้ที่นี่กันแน่?”
หลิวเย่กวาดสายตามองรอบตัวและทันใดนั้นเขาเหลือบเห็นวัตถุชิ้นหนึ่งที่มีลักษณะเหมือนกับหัวแหวนของตนเอง
แต่มันเป็จี้หยกสีขาวขนาดเล็กและมีเชือกร้อยสำหรับห้อยคอหล่นอยู่ด้านล่างใต้พื้นโคลนใกล้กับเปลือกไข่
พลันมีเสียงของเต่านิรันดร์ดังขึ้นในจิติญญาของหลิวเย่ว่า
“มันเป็กุญแจใช้เดินทางมาโลกซือเจี๋ยฮ้าวววว ครอกฟี้ ครอกฟี้ ครอกฟี้”
หลิวเย่กลอกตามองบนอย่างทำอะไรไม่ถูก
เมื่อได้ยินเสียงหาวและนอนหลับพร้อมกับส่งเสียงกรนอย่างมีความสุขของเต่านิรันดร์
“โลกซือเจี๋ยงั้นเหรอถ้าเช่นนี้ตั้งชื่อจี้นี้ว่า จี้หยกซือเจี๋ยแล้วกัน”
เขาสวมจี้หยกซือเจี๋ยห้อยคอไว้และใช้พลังจิตกระตุ้นจี้หยกซือเจี๋ย
“แว็บ”พลันเกิดแสงสว่างห่อหุ้มร่างกายของหลิวเย่และหายวับไปจากก้นทะเลอย่างไร้ร่องรอย
“แว็บ”แสงสว่างวาบขึ้นที่ป่าชายน้ำก่อนมีร่างของหลิวเย่ปรากฏกายขึ้น
หลิวเย่ค่อยๆลืมตาขึ้นมาเหลียวมองรอบกาย“เฮ้อ ค่อยยังชั่วออกมาได้แล้ว” เขาถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เวลานี้เป็ยามเหม่า(05.00-06.59 น.)พอดี
หลิวเย่บินกลับที่พักอย่างรวดเร็ว
เขาไปสั่งงานโหวพั้งจื่อก่อนไปดูหอตำราที่มีรูปทรงเหมือนเจดีย์โบราณของโลกเดิมซึ่งสูงเก้าชั้น
เวลานี้มีชายชราคนหนึ่งกำลังปัดกวาดทำความสะอาดหอตำราอยู่คนเดียวที่ชั้นสอง
“ท่านเป็ใคร?”ชายชราได้ยินเสียงบางอย่างจึงหันหน้ามาและมองเห็นหลิวเย่พอดี เขาจึงถามด้วยความสงสัย
“ข้าชื่อหลิวเย่”หลิวเย่ตอบกลับอย่างสุภาพเมื่อพบว่าชายชราแข็งแกร่งในขอบเขตแกน์ระดับกลาง
ซึ่งทำให้หลิวเย่ทึ่งกับโลกเทียนถังที่มีผู้แข็งแกร่งมากมาย
และหลายคนมีอายุน้อยแต่มีขอบเขตที่แข็งแกร่งและทรงพลัง
“อ้อผู้าุโหลิว ผู้าุโเผิงบอกข้าแล้วว่าท่านจะมาช่วยดูแลที่นี่”
ชายชราผงกหัวเข้าใจและเรียกหลิวเย่อย่างสุภาพ
“ท่านชื่อว่าอะไรหรือ?”หลิวเย่ถามชื่อของชายชราเมื่อมองเห็นว่าเขายังตั้งใจที่จะปัดกวาดต่อไป
“อ้อ ข้าชื่อเกาหงผู่ เรียกชายชราเกาก็ได้ ข้าอยู่คนเดียวจนชินแล้วน่ะไม่ค่อยได้คุยกับใครหรอก”
ชายชราเกาหงผู่บอกชื่อพร้อมกับอธิบายบุคลิกของตนเองเพราะเกรงว่าหลิวเย่จะเข้าใจตนเองผิดไป
“ยินดีที่ได้รู้จักผู้เฒ่าเกาปกติที่นี่ผู้เฒ่าเกาทำอะไรบ้างหรือ?”หลิวเย่ถามชายชราเกาอย่างสนใจ
“วันวันข้าก็ปัดกวาดเช็ดถูให้มันสะอาดหวังว่าวันหนึ่งจะมีคนมาเยี่ยมชมที่นี่บ้าง”
“หือ ไม่มีใครมาอ่านตำราที่นี่บ้างเลยหรือ?”หลิวเย่ใที่หอตำราถูกละเลยและไม่มีคนสนใจ
“ฮึฮึพวกเขาสนใจแต่การทำภารกิจเพื่อให้ได้รับอาวุธหรือยาเลื่อนขั้นกันเท่านั้น”
เสียงหัวเราะอย่างขมขื่นของชายชราสะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกเ็ปที่หอตำราถูกลืมจากผู้คน
หลิวเย่กวาดสายตามองรอบตัวและพบว่าทั้งเก้าชั้นสะอาดสะอ้านซึ่งได้รับการดูแลเป็อย่างดีจากชายชราเกา
“วันหนึ่งพวกเขาจะเห็นคุณค่าของตำราเหล่านี้”หลิวเย่พูดไม่ออกบอกไม่ถูกและทำได้แค่ปลอบใจชายชรา
จากนั้นเขาเดินสำรวจเพื่อดูว่ามีตำราใดน่าสนใจหรือไม่?
เวลานี้สิ่งที่เขาสนใจมากที่สุดคือการค้นหาวิธีเลื่อนขั้นขึ้นสู่ขอบเขตแกนะ
เพราะว่าข้อมูลที่ได้รับจากความทรงจำของอาจารย์ในการเลื่อนระดับหรือขอบเขตความแข็งแกร่ง
ั้แ่ขอบเขตแกนเทพแกนะ และแกนนิรันดร์ คือคำว่า “โชคชะตา” เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
แสดงว่ามีแค่โชคชะตาเท่านั้นที่จะบอกได้ว่าใครจะได้เลื่อนขอบเขตความแข็งแกร่งขึ้นสู่ขอบเขตแกนะ
ที่สำคัญที่สุดคือข้อมูลจากเ้าสำนักเหมันต์ที่บอกว่าผู้จะเลื่อนขึ้นสู่ขอบเขตแกนะได้นั้น
จะต้องเผชิญกับสายฟ้าแห่งเจตจำนง์ที่จะตัดสินว่ารอดชีวิตได้หรือไม่?
“ฉันจะต้องหาวิธีเลื่อนความแข็งแกร่งในแต่ละระดับให้ได้เสียก่อน”
หลิวเย่มุ่งมั่นที่จะใช้หอตำราเพื่อค้นหาวิธีเลื่อนระดับความแข็งแกร่งของขอบเขตแกนเทพให้สูงขึ้นกว่าเดิม
ซึ่งมีความแตกต่างจากขอบเขตที่ผ่านมาอย่างสิ้นเชิง
เพราะในขอบเขตแกนเทพนี้เขาจะต้องอาศัยโชคชะตาหรือสมบัติในการเลื่อนระดับ
ไม่สามารถใช้ยาหรือการฝึกฝนแบบปกติทั่วไปได้
หรือเขาควรออกไปทำภารกิจเพื่อช่วยงานของสำนักและค้นหาสมบัติที่อาจเป็โชคชะตาช่วยให้เขาเลื่อนระดับได้
ความคิดสับสนวุ่นวายในหัวของหลิวเย่มีมากมาย
สุดท้ายหลิวเย่เลือกทำงานประจำของตนเองก่อน
นั่นคือการบินไปเมืองหยงกันเพื่อพิสูจน์ว่าใบเว่ยและใบเค่อชุ่ยเป็พืชชนิดเดียวกันจริงหรือไม่?
เมื่อคิดได้เช่นนี้แล้วหลิวเย่บอกกล่าวกับชายชราเกาโดยตรงว่า
“ท่านทำงานที่เคยทำไปก่อนแล้วกันวันนี้ข้าจะไปเมืองหยงกันเพื่อตามหาใบเค่อชุ่ยก่อน”
“ขอรับผู้าุโหลิวที่นี่ไม่มีงานอะไรมากนัก” ชายชราเกาผงกหัวเข้าใจและบอกกล่าวให้หลิวเย่สบายใจ
“เช่นนั้นข้าไปก่อน”หลิวเย่กล่าวลาเขา
จากนั้นเขาบินตรงมุ่งหน้าไปเมืองหยงกันทันที
..........
ครึ่งชั่วยามต่อมา
หลิวเย่ลอยตัวกลางอากาศเหนือป่ารอบเมืองหยงกัน
เขาใช้ัั์สำรวจหาใบเค่อชุ่ย
ปรากฏว่าใบเค่อชุ่ยเป็พุ่มไม้เตี้ยสูงไม่เกินหนึ่งเมตรซึ่งขึ้นอยู่เต็มไปหมดในป่าแถบนี้
หลิวเย่เหินตัวลงจอดอย่างนุ่มนวลในชายป่า
แล้วหยิบใบเค่อชุ่ยออกมาดมขยี้ และทดสอบชิมดูรสชาติก่อนส่ายหน้าด้วยความผิดหวัง
“ใบรูปร่างเหมือนกันจริงๆแต่ไม่ใช่พืชที่สามารถนำมาทำเป็ผงปรุงรส์ได้เลย หรือว่ามันจะมีรูปร่างแตกต่างออกไป
จากเดิมกันแน่นะ”
หลิวเย่พยายามคิดอย่างมีเหตุผลเพราะสภาพภูมิอากาศของเมืองหยงกันคล้ายคลึงกับโลกโบราณ
ดังนั้นน่าจะมีใบเว่ยเหมือนกับโลกโบราณ
ซึ่งเป็การคิดแบบเข้าข้างตนเองแต่เขาจำเป็ต้องคิดเช่นนั้น
เพราะว่าผงปรุงรส์ที่เขาพกติดตัวมาด้วยถึงแม้จะมีมากแต่อาจหมดได้ในวันหนึ่ง
ถ้าเขายังไม่สามารถหาหนทางไปช่วยอาจารย์ของตนเองได้
นั่นจะเป็การสร้างความลำบากให้กับตนเองโดยใช่เหตุ
“ถ้ามีเทเลพอร์ตคงไม่ยุ่งยากแบบนี้” หลิวเย่ถอนหายใจเล็กน้อยพลางคิดเสียดายที่เทเลพอร์ตหายไป
เขาใช้ัั์ตามหาพืชที่มีลักษณะต้นคล้ายกับใบเว่ยจากโลกโบราณที่มีลักษณะเป็ไม้พุ่ม
ครู่หนึ่งหลิวเย่มองเห็นพืชที่มีใบแตกต่างจากใบเว่ยแต่มีลักษณะเป็พุ่มขึ้นกระจัดกระจายตามริมลำธาร
“ลองดูถ้าใช่คงดี”หลิวเย่เหินตัวลงจอดใกล้กับไม้พุ่มกลุ่มหนึ่งที่มีใบเป็แฉกห้าแฉกซึ่งมากกว่าใบเว่ย
แต่เมื่อเขาทดลองดมและชิมใบห้าแฉกนั่น
ปรากฏว่าหลิวเย่มีประกายตาตื่นเต้นดีใจทันที“ใช่แล้ว นี่คือใบเว่ย ใช่มันจริงๆด้วย ฮะฮ่าฮ่า รอดแล้วหลิวเย่”
หลิวเย่โห่ร้องะโอย่างมีความสุข
เขาโบกมือเก็บต้นห้าแฉกเข้าเก็บในมิติพื้นที่เป็จำนวนมาก“เยี่ยม!ต้องให้ได้แบบนี้สิถึงจะสมกับเป็หลิวเย่”
เขาชื่นชมตัวเองอย่างมีความสุข
จากนั้นหลิวเย่เหินตัวบินกลับสำนักเหมันต์ทันที
..........
ครึ่งชั่วยามต่อมา
หลิวเย่มาถึงโรงครัวของสำนักเหมันต์
เขานำต้นห้าแฉกมาให้โหวพั้งจื่อและคนโรงครัวดู
พวกเขาต่างแปลกใจที่พบว่าวัชพืชที่ไม่มีใครสนใจจะกลายเป็ใบเว่ยที่ใช้ปรุงรสชาติอาหารให้อร่อยล้ำได้