ตอนที่ 9 — อุโมงค์ใต้เงาควอนตัม
ความเงียบสงัดยามใกล้รุ่งเข้าปกคลุมมหานครไซลิคอน แสงไฟนีออนตามตึกระฟ้าเริ่มหรี่แสงลงเมื่อดวงอาทิตย์เตรียมทอแสงแรกแห่งวันใหม่ ทว่าเบื้องล่างลงไปหลายร้อยเมตร ภายใต้ฐานรากคอนกรีตหนาทึบของอาคารสำนักงานใหญ่เน็กสัส กรุ๊ป บรรยากาศกลับเต็มไปด้วยความมืดมิดและกระแสพลังงานความร้อนจากเซิร์ฟเวอร์ั์ที่ส่งเสียงคำรามต่ำอย่างต่อเนื่อง ราวกับเสียงหายใจของอสูรกายเหล็กกล้าที่กำลังหลับใหล
ในช่องทางเดินตรวจ 04 ซึ่งเป็อุโมงค์ระบายอากาศเก่าแก่ที่ถูกดัดแปลงเป็ทางลับ ร่างสามร่างของเซบาสเตียน ลูคัส และรินะ กำลังก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างเงียบเชียบและระมัดระวัง รินะเป็ผู้นำทางด้วยการถือแท็บเล็ตแสดงผลคลื่นสัญญาณความปลอดภัย เพื่อหลีกเลี่ยงกล้องวงจรปิดและเซ็นเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหวที่ติดตั้งอยู่ทุกมุมตึก
ลูคัสก้าวเท้าตามหลังพางกวาดสายตามองไปรอบๆ ผนังโลหะเย็นเฉียบที่มีท่อสายเคเบิลระโยงระยางราวกับเส้นเืฝอยของสิ่งมีชีวิตประหลาด เขาลดเสียงกระซิบลงให้เบาที่สุดเพื่อไม่ให้สะท้อนก้องไปตามทางเดินแคบๆ
ลูคัส:
"รินะ... อีกไกลไหมกว่าจะถึงห้องควบคุมหลักของโครงการแพนอปติคอน? ระบบรักษาความปลอดภัยที่นี่หนาแน่นกว่าที่ฉันคิดไว้เยอะเลย ถ้าพลาดขึ้นมาแค่นิดเดียวพวกเราคงถูกขังไว้ในอุโมงค์นี้ตลอดกาลแน่ๆ"
รินะหยุดยืนชั่วขณะที่หน้าประตูนิรภัยบานสุดท้าย นิ้วเรียวยาวรัวปุ่มกดรหัสผ่านที่เธอแอบคัดลอกมาจากฐานข้อมูลระดับสูงก่อนแปรพักตร์ หน้าจอแสดงผลสแกนลายนิ้วมือและม่านตาขึ้นไฟสีเขียวทีละดวงอย่างเชื่องช้า
รินะ:
"อีกไม่ถึงร้อยเมตรค่ะ... ประตูบานนี้คือด่านสุดท้ายที่จะพาเราเข้าสู่ห้องเครื่องแม่ข่ายควอนตัมและห้องทำงานส่วนตัวของดร.วิชญ์ แต่ต้องเตือนไว้ก่อนนะว่า ข้างในนั้นไม่ได้มีแค่ระบบป้องกันอัตโนมัติ แต่ตัวดร.วิชญ์เองอาจจะยังคงเฝ้าหน้าจอควบคุมอยู่ตลอดเวลาเพื่อรอรับมือกับการอัปเกรดแผนการขั้นสุดท้าย"
เซบาสเตียนที่ยืนสงบนิ่งอยู่ด้านหลังสุด ยกมือขึ้นแตะบ่าของรินะเบาๆ เพื่อส่งผ่านกระแสความมั่นคงและพลังแห่งความสงบ แววตาสุกสกาวของเขาทอประกายความนิ่งสนิทท่ามกลางความตึงเครียดที่แผ่ซ่านไปทั่วบรรยากาศ
เซบาสเตียน:
"ไม่ต้องกังวลไปลูคัส รินะ... ทุกก้าวที่เราเดินมาไม่ได้ถูกกำหนดด้วยความบังเอิญ ความมืดมิดยิ่งเข้มข้นเท่าไหร่ แสงสว่างแห่งสติก็ยิ่งเด่นชัดขึ้นเท่านั้น จำไว้ว่าสิ่งที่เรากำลังจะไปเผชิญหน้า ไม่ใช่การต่อสู้เพื่อทำลายล้าง แต่เป็การไปเปิดกระจกบานใหญ่ให้ผู้ที่หลงทางอยู่ในภาพลวงตาได้มองเห็นเงาที่แท้จริงของตัวเอง"
เสียงกริ๊กเบาๆ ดังขึ้นพร้อมกับประตูเหล็กกล้าหนาหนักที่ค่อยๆ เลื่อนเปิดออกเผยให้เห็นแสงไฟสีฟ้าสว่างวาบจากห้องโถงกว้างเบื้องหน้า กลิ่นไอความเย็นะเืของระบบทำความเย็นเซิร์ฟเวอร์พัดปะทะใบหน้าทันที
พวกเขาทั้งสามคนก้าวเข้าสู่ห้องควบคุมหลัก ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือห้องโถงเพดานสูงตระหง่าน ผนังรอบด้านถูกแทนที่ด้วยจอภาพโฮโลแกรมขนาดั์นับสิบจอ ที่แสดงผลกราฟิกเส้นใยประสาทและอัตราการเชื่อมโยงคลื่นสมองของประชากรนับล้านคนทั่วประเทศ ตรงกลางห้องมีแท่นควบคุมหลักรูปทรงล้ำสมัย และร่างของชายวัยกลางคนในชุดสูทกาวน์สีขาวกำลังยืนหันหลังให้—ดร.วิชญ์
ดูเหมือนว่าดร.วิชญ์จะรู้ตัวล่วงหน้าแล้วว่ามีผู้บุกรุก เขายังคงยืนกอดอกนิ่งอยู่หน้าจอหลัก ไม่ได้หันกลับมาทันที แต่เสียงหัวเราะเบาๆ ในลำคอของเขากลับสะท้อนก้องไปทั่วห้องโถงอันเงียบงัน
ดร.วิชญ์ (น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงด้วยความเย่อหยิ่ง):
"ฉันรอพวกคุณมาสักพักแล้ว... เซบาสเตียน คนที่เชื่อมั่นในเื่ 'ความว่าง' เพ้อเจ้ออะไรนั่น คิดจริงๆ หรือว่าพลังจิตอันน้อยนิดของพวกคุณ จะสามารถหยุดยั้งวิวัฒนาการขั้นสูงสุดของมนุษยชาติที่ถูกออกแบบไว้ด้วยอัลกอริทึมที่สมบูรณ์แบบที่สุดได้?"
ดร.วิชญ์ค่อยๆ หมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับพวกเขา ดวงตาของเขาอิดโรยจากการทำงานหนักติดต่อกันหลายวัน แต่ฉายแววความดื้อรั้นและคลั่งไคล้อย่างเห็นได้ชัด เขากวาดสายตามองเซบาสเตียนด้วยรอยยิ้มเ็า
เซบาสเตียนก้าวเดินออกไปข้างหน้าอย่างมั่นคง รักษาระยะห่างในระดับที่พอเหมาะ แววตาสุกสกาวจ้องมองตรงไปยังดร.วิชญ์ด้วยความเมตตา ไม่มีความโกรธหรือความหวาดระแวงเจือปนอยู่ในแววตาของเขาเลยแม้แต่น้อย
เซบาสเตียน:
"วิวัฒนาการที่ไร้ซึ่งเจตจำนงเสรี และถูกควบคุมด้วยความกลัวและความ้าครอบงำ จะต่างอะไรจากคุกมืดที่ขังิญญามนุษย์ไว้ในร่างหุ่นยนต์เล่า ดร.วิชญ์? คุณพยายามสร้างสังคมอุดมคติที่ไร้ความขัดแย้ง แต่ลืมไปว่าความขัดแย้งที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากโลกภายนอก มันเกิดจากเชื้อนิสัยที่หลับใหลอยู่ในใจของผู้สร้างกรงต่างหาก"
ดร.วิชญ์ขมวดคิ้วเล็กน้อย สีหน้าเปลี่ยนเป็เคร่งเครียดขึ้นเมื่อได้ยินคำพูดนั้น เขาสะบัดมือเรียกหน้าต่างโฮโลแกรมพุ่งขึ้นมาขวางกั้นระหว่างเขากับเซบาสเตียน
ดร.วิชญ์:
"คุณไม่เข้าใจอะไรเลย! มนุษย์เป็สิ่งมีชีวิตที่เต็มไปด้วยข้อบกพร่อง ความโลภ ความโกรธ และความระแวงคือเชื้อโรคร้ายที่ทำลายล้างสังคมมานับพันปี ถ้าเราไม่ใช้ AI และระบบแพนอปติคอนเข้าควบคุม ปรับแต่งพฤติกรรม และล็อกสติพวกเขาให้อยู่ในความสงบ โลกนี้ก็จะมีแต่าและการฆ่าฟันกันไม่จบสิ้น! สิ่งที่ฉันกำลังทำอยู่คือการมอบ 'สันติภาพที่แท้จริง' ให้กับพวกเขาต่างหาก!"
ลูคัสทนฟังไม่ไหว ก้าวออกไปข้างหน้าด้วยความโมโห น้ำเสียงเจือความเดือดดาล
ลูคัส:
"สันติภาพบ้าอะไรเล่า! นั่นมันไม่ใช่สันติภาพ แต่มันคือการขโมยิญญาและความเป็มนุษย์ไปจากพวกเขาต่างหาก พวกเขาไม่มีสิทธิ์เลือก ไม่มีสิทธิ์คิด และไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะรู้สึกเสียใจหรือดีใจด้วยซ้ำ พวกนายทำตัวเป็พระเ้าปลอมๆ ที่คัดลอกชีวิตคนอื่นมาใส่โปรแกรมควบคุม!"
รินะรีบเชื่อมต่อแท็บเล็ตเข้ากับพอร์ตข้อมูลข้างเสาควบคุมหลัก ดวงตาสะท้อนรหัสโค้ดวิ่งพล่าน เธอกระซิบเตือนเซบาสเตียนและลูคัสด้วยความรีบร้อน
รินะ:
"เซบาสเตียนค่ะ... ดร.วิชญ์ไม่ได้แค่พูดถ่วงเวลา ระบบควอนตัมหลักกำลังเริ่มกระบวนการ 'ซิงโครไนซ์สติครั้งใหญ่' (The Great Synch) แล้วค่ะ อีกไม่ถึงสิบนาที โค้ดคำสั่งล็อกสติระดับประเทศจะถูกส่งออกไปสู่เสาสัญญาณทั่วเมือง ถ้าเราไม่หยุดมันตอนนี้ ทุกคนจะถูกบล็อกความทรงจำและกลายเป็หุ่นเชิดถาวร!"
ดร.วิชญ์แย้มยิ้มเยือกเย็น นิ้วเรียวกดปุ่มยืนยันบนแผงควบคุมโฮโลแกรมตรงหน้า หน้าจอหลักเปลี่ยนเป็สีแดงฉานพร้อมเสียงนับถอยหลังที่ดังขึ้นเป็จังหวะกระชั้นชิด
ดร.วิชญ์:
"สายเกินไปแล้ว... ทุกอย่างถูกเซ็ตระบบไว้หมดแล้ว ไม่มีใครหยุดยั้งการอัปเกรดครั้งนี้ได้อีกต่อไป แม้แต่ตัวคุณเอง เซบาสเตียน..."
ทันใดนั้นเอง แสงไฟรอบห้องโถงก็หรี่แสงลงเหลือเพียงแสงสีแดงก่ำ คลื่นความถี่ระดับสูงพุ่งทะยานออกมาจากเซิร์ฟเวอร์รอบตัว กระแทกเข้าประสาทััของพวกเขาทั้งสามคนจนรู้สึกวิงเวียนศีรษะ รินะและลูคัสต่างยกมือขึ้นกุมขมับด้วยความเ็ปเมื่อแรงดันคลื่นสมองพยายามแทรกซึมเข้ามาในจิตใจของพวกเขา
ทว่า เซบาสเตียนยังคงยืนสงบนิ่งราวกับขุนเขาที่ไม่หวั่นไหวต่อพายุฝน เขาหลับตาลงช้าๆ ดำดิ่งจิตใจลงสู่ "ความแว๊บว่างบริสุทธิ์" ที่ฝึกฝนมาอย่างยาวนาน ลมหายใจเข้าออกละเอียดอ่อนและลึกซึ้ง พลังงานความว่างอันบริสุทธิ์แผ่ขยายออกจากร่างของเขาเป็วงกว้าง ต้านทานแรงกระแทกจากคลื่นความถี่ควอนตัมได้อย่างน่าอัศจรรย์
เซบาสเตียนลืมตาขึ้น แววตาสุกสกาวทอประกายความมั่นคงและเมตตาล้ำลึก เขาหันไปมองดร.วิชญ์ที่กำลังจ้องมองด้วยความตกตะลึง
เซบาสเตียน:
"ดร.วิชญ์... ลองมองเข้าไปในกระจกส่องใจบานนี้ดูสิครับ แล้วคุณจะเห็นว่า สิ่งที่คุณพยายามควบคุมและหวาดกลัวมาตลอดชีวิต แท้จริงแล้วก็คือ 'เงาความระแวง' ในใจของคุณเอง..."
เซบาสเตียนก้าวเดินเข้าไปหาดร.ท่ามกลางกระแสคลื่นพลังงานที่โหมกระหน่ำ พร้อมที่จะเปิดเผยความจริงครั้งสุดท้ายที่จะพลิกชะตากรรมของมหานครแห่งนี้ไปตลอดกาล