บทที่ 4 ลุงเสิ่นเฉินิ
“สาวน้อย! เสร็จหรือยัง? เราไปกินข้าวกันเถอะ” เสียงของเสิ่นเฉินิดังมาจากข้างนอก พร้อมกับเสียงเคาะประตู “สายแล้ว ของอร่อยจะหมดนะ”
ฉินซวงซวงเปิดประตู มองดูชายตรงหน้าที่แต่งตัวสะอาดสะอ้าน แม้แต่หนวดเคราก็โกนเรียบร้อย ยืนกอดอกมองเสิ่นเฉินิราวกับเป็หัวหน้าหน่วยงานกำลังตรวจความสะอาด
จากนั้นก็พยักหน้าด้วยความพอใจ “อืม! ก็ใช้ได้นะ เสื้อเชิ้ตขาว กางเกงทหารสีเขียว รองเท้าหนังสีดำ เข็มขัดหนังสีดำ ดูดีทีเดียว หน้าตาก็จัดว่าดูดี มองแล้วสบายตา แค่อายุเยอะไปหน่อย”
“ทำไงได้ อายุก็ต้องมากขึ้นเป็ธรรมดา แต่ฉันรู้จักดูแลเอาใจใส่นะ สาวน้อย! อยู่กับฉันไปแล้วจะรู้เอง ไปกันเถอะ! ไปกินข้าวกัน กินเสร็จฉันจะพาเธอไปดูหนังที่หน่วย”
“นี่ชวนเดตเหรอเนี่ย?” ฉินซวงซวงมองเสิ่นเฉินิพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย “ไม่ว่าจะทำอะไร คุณก็ทำเหมือนกับการเดินทัพตีเมือง ต้องรวดเร็วไปหมดเลยรึไง”
“ไม่ขนาดนั้นหรอก! ฉันรอเธอมาตั้งห้าปี ยังจะเรียกว่ารวดเร็วอีกเหรอ? สาวน้อย! ฉันรอจนคอยาวแล้วนะ ถ้าเธอยังไม่มา ปลายปีนี้ฉันต้องลางานไปหาเธอที่บ้านแน่”
“ไปหาฉัน? ถ้าฉันไม่เห็นด้วยล่ะ?”
“งั้นฉันก็จะแต่งงานกับผู้หญิงคนอื่นไปเลย บอกตามตรงนะ ถ้าฉันอยากจะแต่งงาน ฉันก็เเก้ปัญหาเื่นี้ได้ทันที”
“โอ้โฮ! ขี้โม้จริง ๆ นะคะ!”
ฉินซวงซวงรู้ว่าที่เสิ่นเฉินิพูดไม่ใช่เื่โกหก ตอนที่เพิ่งเปิดห้อง พนักงานต้อนรับคนนั้นก็ดูแลเขาเป็อย่างดี สายตาหวานเยิ้มไม่ต้องพูดถึง พูดจาด้วยก็กระตือรือร้น อ่อนโยนเป็พิเศษเลยละ
ถ้าเธอเป็ผู้ชาย รับรองว่าต้องโดนพนักงานต้อนรับคนนั้นตกไปแล้วแน่ ๆ
แล้วยังมีเฉินจูจูที่วิ่งหนีไปก่อนหน้านี้ เห็น ๆ อยู่ว่าเพราะความคับแค้นใจที่รักเขาข้างเดียว ถึงได้วิ่งหนีไป อย่าคิดว่าฉันดูไม่ออกเชียว
ถึงแม้ว่าชาติที่แล้วเธอจะไม่เคยคบกับใคร แต่ก็ไม่ได้เป็อุปสรรคในการสังเกตพฤติกรรมของคนอื่นตอนที่เขาจีบกัน แถมโลกออนไลน์ก็พัฒนาไปไกล อะไร ๆ ก็หาได้จากในนั้น
ถ้าอยากรู้ว่ามีใครแอบชอบคุณอยู่หรือเปล่า แค่ค้นหาก็รู้ได้ทันที
เอาจริง ๆ แล้วเสิ่นเฉินิก็เป็คนไม่เลว หน้าตาก็ดี หุ่นก็ดี ไม่เหมือนพวกผู้ชายห่วย ๆ สมัยนี้ ร่างกายที่อยู่ภายใต้เครื่องแบบทหาร ไม่มีไขมันส่วนเกินแม้แต่น้อย น่าจะมีแต่กล้ามเนื้อแน่น ๆ ล้วน ๆ แน่
เป็ถึงผู้บังคับการ เชื่อว่าต้องมีความสามารถไม่น้อยอยู่แล้ว ข้อเสียอย่างเดียวก็คงจะเป็เื่อายุที่มากไปหน่อย ฉินซวงซวงเพิ่งจะอายุสิบเก้า แต่เสิ่นเฉินิอายุยี่สิบแปดแล้วนะ แก่กว่าเธอตั้งเก้าปีแน่ะ
เป็คุณลุงชัด ๆ!
แต่เธอก็ไม่ใช่สาวน้อยเสียหน่อย เธอน่ะเป็ถึงนักบุญวัยสามสิบสี่เชียวนะ
ตัวเธอน่ะไม่ได้รังเกียจเขาหรอก แค่ไม่รู้ว่าที่บ้านจะเห็นด้วยหรือเปล่าเท่านั้นเอง
“ฉันไม่ได้คุยโวนะ พูดความจริงทั้งนั้น” เสิ่นเฉินิพาเธอเดินไปที่โรงอาหาร “ในใจของฉันจดจำคำสัญญาที่ให้ไว้กับเธอเสมอ รอคอยการมาของเธอตลอด แต่เธอก็ไม่มาสักที”
"เ้าตัวแสบ! ทำไมยังจะไปหมั้นกับหยางเทียนเหอได้อีก เธอลืมฉันไปแล้วเหรอ?"
เสิ่นเฉินิรู้สึกน้อยใจเหลือเกิน เขาเฝ้าคิดถึงเธออยู่ตลอด แต่เธอกลับไม่ใส่ใจคำพูดของเขาเลยสักนิด
"ใครจะไปจำได้เล่า!" ฉินซวงซวงไม่เห็นว่าการที่เ้าของร่างเดิมลืมเสิ่นเฉินิไปจะเป็เื่แปลกอะไร "ตอนนั้นฉันอายุแค่สิบสี่ปี คุณะโกลางอากาศว่าบุญคุณช่วยชีวิตขอตอบแทนด้วยร่างกาย ใครเขาจะไปจริงจังด้วย"
"ใจร้ายจัง ฉันจริงจังนะ!" เสิ่นเฉินิพูดพลางเอามือลูบหัวฉินซวงซวงอย่างหมั่นเขี้ยว "เธอเห็นคำพูดของฉันเป็เพียงเสียงลมงั้นเหรอ บอกไว้เลยนะ เสิ่นเฉินิ พูดคำไหนคำนั้น!
รู้งี้ตอนหายป่วยฉันไปหาเธอแล้ว คอยดูสิยังจะไปยุ่งเกี่ยวกับหยางเทียนเหอได้อีกรึเปล่า"
"ฉันไม่ได้ยุ่งกับเขาแล้ว"
เ้าของร่างเดิมต่างหากที่ไปยุ่งกับเขา พอเธอมาถึงก็เหลือแค่ตัดขาดกับไอ้สารเลวนั่นแล้ว
"อย่างนั้นก็แล้วไป"
เสิ่นเฉินิรู้สึกว่าผมของหญิงสาวนุ่มลื่นราวกับผ้าแพร ััน่าลูบเสียจนไม่อยากเอามือออก
ฉินซวงซวงเอียงหัวหลบมือเขาหลายครั้งก็ไม่สำเร็จ จึงเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยสายตาเอือมระอา
"คิดว่าสูงแล้วจะลูบหัวคนอื่นไปทั่วได้งั้นเหรอ"
พูดแล้วก็รู้สึกหงุดหงิด เสิ่นเฉินิน่าจะสูงเกินร้อยแปดสิบเิเ ส่วนเ้าของร่างเดิมสูงแค่ร้อยหกสิบเิเ พอยืนอยู่ตรงหน้าเขา หัวก็เลยแค่ระดับไหล่เขาเท่านั้น
ถ้าเขาอยากจะลูบหัวเธอ แค่ยกมือขึ้นก็ทำได้ ไม่ต้องออกแรงอะไรเลย
"ก็ชอบ"
สมกับที่เสิ่นเฉินิเป็ชายโสดวัยยี่สิบแปดปี เวลาพูดจาหวาน ๆ ก็ไม่ต้องอ้อมค้อม พูดตรงไปตรงมาสุด ๆ
ฉินซวงซวงอยากจะเถียง แต่กลับหาคำพูดมาแย้งไม่ได้
ในเมื่อเขาก็บอกแล้วว่า ‘ชอบ’ แล้วเธอจะพูดอะไรได้อีกล่ะ
"สาวน้อย ฉันชอบลูบผมเธอนะ มันนุ่มลื่นดี ถ้าเธอไม่ชอบ ฉันไม่ลูบก็ได้..."
เสิ่นเฉินิไม่อยากทำให้ฉินซวงซวงขุ่นเคืองใจ เธอเพิ่งถูกหยางเทียนเหอมาขอถอนหมั้น ในใจคงจะเศร้าเสียใจอยู่ไม่น้อย
ฉะนั้นปล่อยให้เธอเสียใจสักคืนหนึ่ง พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่ ต้องให้เธอลืมหยางเทียนเหอให้ได้ แล้วทุ่มเทหัวใจทั้งหมดให้กับเขา
ฉินซวงซวงคิดในใจ ไม่ใช่ว่าเธอไม่ชอบหรอก แค่อายุเยอะกว่านิดหน่อยไม่ได้เป็ปัญหาอะไร แต่การที่เสิ่นเฉินิลูบหัวเธอ ทำให้เธอเขินเล็กน้อย
ช่วยควบคุมตัวเองหน่อยได้ไหม? หัวใจสาวน้อยอย่างเธอจะไหม้เพราะท่าทางของเขาแล้วนะ!
ทั้งสองคนมาถึงโรงอาหาร บนกระดานดำเขียนเมนูอาหารเย็นวันนี้ มีหมูสามชั้นตุ๋น ปลาดาบเงินผัดพริก ป๋วยเล้งผัด ผัดฟักทอง ผัดบวบ และผัดแตงกวา
เสิ่นเฉินิสั่งหมูสามชั้นตุ๋น ปลาดาบเงินผัดพริก แล้วก็สั่งผัดบวบอีกจาน เขาสั่งข้าวให้ฉินซวงซวงน้อยกว่าตัวเองประมาณหนึ่ง
สองคนกินสามอย่างก็น่าจะพอแล้ว พอสั่งเสร็จก็จ่ายเงินกับตั๋วอาหาร จากนั้นก็หาโต๊ะนั่งลง
ฉินซวงซวงไม่เคยเห็นโรงอาหารสมัยนี้มาก่อน รู้สึกแปลกใหม่มาก เธอหันซ้ายหันขวามองไปรอบ ๆ คนที่มาทานข้าวที่นี่มีไม่เยอะ มีอยู่แค่สามโต๊ะเท่านั้น
โต๊ะของพวกเขาอยู่ถัดจากโต๊ะที่มีคุณปู่กับคุณย่านั่งอยู่ ดูจากท่าทางแล้วน่าจะเป็สามีภรรยากัน
โต๊ะข้าง ๆ เป็ผู้ชายสองคนมีฐานะหน่อย เพราะพวกเขาสั่งแต่อาหารดี ๆ ทั้งนั้น ทั้งยังสั่งอย่างละสองที่ด้วย
ทุกคนเริ่มทานอาหารกันแล้ว คุณปู่กำลังแกะก้างปลาให้คุณย่า จากนั้นก็คีบเนื้อปลาใส่ชามให้เธอ มีรอยยิ้มเอ็นดูปลื้มปริ่ม มองดูเธอกินอย่างมีความสุข
ส่วนคุณย่าก็เหมือนเด็กสาว ยิ้มจนตาหยี รับเนื้อปลาที่ไม่มีก้างแล้วกินอย่างช้า ๆ ท่าทางของเธอช่างเรียบร้อยดูดีราวกับว่า สิ่งที่เธอกินไม่ใช่ปลาดาบเงินธรรมดา แต่เป็อาหารเลิศรสจากแดน์
ฉากนี้ทำให้ฉินซวงซวงถึงกับมองจนตาค้าง พลันนึกถึงคำว่า ‘เซียงหรูอี่โม่’*[1] ขึ้นมาได้
คุณปู่กับคุณย่าตรงหน้าได้อธิบายความหมายของสำนวนนี้ได้อย่างชัดเจน ภาพที่เรียบง่ายและบริสุทธิ์เช่นนี้ คงมีให้เห็นแค่ในยุคนี้เท่านั้น
คนรุ่นหลังต่างก็ถูกความโลภครอบงำ ไม่ว่าคนแก่หรือหนุ่มสาวต่างก็ใจร้อนวู่วาม ไม่ค่อยจะอยู่เคียงข้างและเข้าใจกัน
ทุกคนต่างให้ความสำคัญกับความชอบและความสนใจส่วนตัว ขัดใจกันนิดหน่อยก็หย่าร้าง แม้แต่คู่ชายหญิงวัยชราก็ยังทะเลาะกันบ้านแตก
เป็การยากที่จะได้เห็นความสุขของคนธรรมดาสามัญที่แสดงออกมาตรงหน้าโดยไม่ปิดบังเช่นนี้ ชาติก่อนตอนที่เธอเรียนอยู่มัธยมต้นพ่อแม่ก็หย่าร้างกัน
ตอนเรียนมัธยมปลาย ปู่กับย่าก็เสียชีวิต พ่อแม่ต่างก็มีครอบครัวใหม่ มีลูก เธอจึงกลายเป็คนที่ไม่มีใคร้าที่สุดในโลก
สี่ปีในมหาวิทยาลัย เวลาปิดเทอมฤดูหนาวและฤดูร้อน คนอื่น ๆ ต่างก็มีความสุขที่ได้กลับบ้าน แต่เธอกลับต้องอยู่คนเดียวในหอพัก บ้างก็ต้องออกไปทำงานพิเศษ
แต่ก็มีข้อดีอยู่ เนื่องจากความขยันหมั่นเพียร กล้าทำ และเต็มใจทำของเธอ หลังจากเรียนจบ เธอจึงได้ทำงานเป็อาจารย์สอนภาษาต่างประเทศในมหาวิทยาลัย