
ความเย็นเฉียบของน้ำทะเลยามค่ำบาดลึกเข้าไปปะปนกลับความหวาดกลัวในจิตใจ...เมื่อภาพหลอนในวัยเยาว์ผุดขึ้น...ครั้งกระโน้นเธอก็เคยตกน้ำเช่นนี้ แม้ว่าจะว่ายน้ำเป็ แต่ก็ไม่คล่องนัก กอปรกับเกิดตะคริวจึงทำให้ครั้งนั้นตัวเธอเกือบจะจมน้ำอยู่แล้วเชียว โชคดีที่รอดชีวิตมาได้ เพราะความช่วยเหลือของคนที่เธอเรียกเขาว่า‘พี่ชาย’
แล้วครั้งนี้เล่า...ในความมืดดำใต้สายน้ำเพียงชั่ววินาทีที่เธอทะลึ่งตัวพรวดขึ้นมาเหนือผิวน้ำ เธอจึงะโเรียกออกไปอย่างลืมตัว
“พี่สูรย์ช่วยปีด้วย...ช่วยด้วย”
เสียงน้ำแตกกระเซ็นอยู่ไม่ไกลนักเมื่อผู้ชายที่ยืนเสวนากับเธอเมื่อครู่กระโจนตามลงมา แล้วว่ายเข้ามาถึงตัวตรงเข้าประคองร่างของเธอในน้ำอย่างผู้รู้หลักการช่วยคนจมน้ำ ด้วยความตกตะลึงไม่ทันตั้งตัว มือสองข้างของเธอจึงคว้าแหล่งยึดเกาะอย่างสะเปะสะปะคว้าลำตัวของอีกฝ่ายได้ จึงเหนี่ยวรั้งเอาไว้แน่น ลืมเสียสนิทว่าเขาคนนี้มิใช่หรือที่เธอเกลียดขี้หน้า
พอตั้งสติได้ ขณะลอยตัวอยู่ในน้ำปีวราจึงปล่อยมือข้างหนึ่งลูบเส้นผมซึ่งเปียกม่อลอกม่อแลกปรกดวงหน้าไล่หยาดน้ำที่เกาะพราวจนบังม่านตา ครั้นเห็นหน้าฝ่ายนั้นถนัดถนี่จากแสงจันทร์เสี้ยวรางๆ เธอจึงพยายามจะรุนร่างของเขาให้ออกห่าง
“คุณปล่อยฉันนะ...ฉันช่วยตัวเองได้”
แทนที่ชายหนุ่มจะทำตามที่บอกกลับกอดเธอเสียแน่นขึ้น คล้ายกับฉวยโอกาสหรือไม่ก็จงใจยั่ว และพฤติกรรมเช่นนี้ก็ยิ่งทำให้เนื้อต่างแนบเนื้อ เธอรู้สึกได้ทันทีว่าเสื้อผ้าซึ่งสวมใส่ทั้งสองฝ่ายยามเปียกน้ำจนลู่ผิวเนื้อมันช่างบางเสียจนไม่อาจกั้นเสียงสะท้อนซึ่งเต้นผิดจังหวะอยู่ในโพรงอกจนไม่แน่ใจว่าเสียงที่ดังตึกตักนั้นเป็ของเธอฝ่ายเดียวหรือไม่
“เมื่อครู่คุณเรียกผมตอนอยู่ในน้ำว่าอะไรนะ...”
ดวงตาสีดำสนิทมีแววอ่อนโยนขึ้นมาแวบหนึ่ง...ไม่ต่างไปจากน้ำเสียงทุ้มแม้ในยามที่สั่นพร่าเพราะความเย็นจากกระแสน้ำ...เขาจดจ้องเธอ ราวกับรอคำตอบ
“ฉันจะเรียกคุณว่าอะไรมันก็เื่ของฉัน แต่ตอนนี้ปล่อยตัวฉันก่อน ฉันว่ายน้ำเป็เมื่อครู่ฉันแค่ใ...ตอนนี้ฉันจะว่ายน้ำเข้าฝั่งแล้ว”
เธอขยับแขนสองข้างขึ้นมากันลำตัวเมื่อรู้สึกว่าหัวใจตนเองระส่ำระสายมากขึ้นแต่กระนั้นปลายเท้าซึ่งขยับไปมากลับไม่เป็ใจเพราะบังเอิญไปเกี่ยวกระหวัดเข้ากับขาของอีกฝ่ายอย่างไม่ตั้งใจมันยิ่งทำให้รู้สึกได้ว่า สีหน้าเธอมีเืฝาดระเรื่อ
“ถ้าคุณไม่ยอมบอกว่าเรียกผมว่าอะไรผมก็จะไม่ปล่อยคุณ”
เขาจงใจกระชับวงแขนที่โอบรอบลำตัวเธอแน่นขึ้นอย่างถือวิสาสะด้วยอาศัยความรู้สึกบางอย่างของการแสดงตัวว่าเป็เ้าของโดยที่เธอเองไม่อาจรู้ความนัยนั้นได้เลย...แต่ยิ่งแน่น เธอก็ยิ่งขัดขืนมือกำหลวมๆทุบลงไปบนลำตัวอีกฝ่าย แต่ดูเหมือนเขากลับชอบใจ
“ทุบแรงๆเลยก็ได้ผมไม่ถือสา”
“ซาดิสม์...ถ้าฉันหลุดไปได้ฉันจะบอกคนบนเกาะให้มาจับตัวคุณไว้ ถึงเวลานั้นฉันจะเอาคืนให้สาสม”
เขาหัวเราะในลำคอไม่ได้มีท่าทีน่ากลัวอย่างที่เธอคิดแต่แรก กลับมองเธอด้วยความสุขุมลุ่มลึก ลูกั์ตาพราวระยิบไม่ต่างไปจากดาวดวงเล็กที่ทอแสงบนผืนฟ้า
“คุณดูละครหรือไม่ก็อ่านนิยายเพ้อฝันมากไป...ทำยังกับว่า จะจับตัวผมไปคุมขังไว้ในกระท่อมเหมือนละครเื่อะไรน้า...” เขาทอดเสียงยียวนพลางทำท่านึกไปด้วย
ทว่าเธอไม่ได้ขบขันหรือนึกสนุกไปตามเขา...กลับรู้สึกว่ายิ่งอยู่ในวงแขนเขานานมากเท่าไหร่หัวใจเธอนั่นล่ะ ที่จะเป็ฝ่ายกระเจิดกระเจิงมากขึ้นเป็ทวีคูณจึงไม่คิดต่อล้อต่อเถียง ทอดเสียงอ่อนอย่างยอมจำนน
“คุณปล่อยฉันไปเถอะ...ฉันหนาวแล้ว”
แววตาเขาตริตรองเล็กน้อย “ถ้าอย่างนั้นคุณก็บอกผมมาสิว่าคุณเรียกผมว่าสูรย์...ใช่ไหม...คุณรู้จักเขาด้วยหรือยังไงกัน”
เมื่อสิ้นคำถามหญิงสาวแอบนึกในใจว่าทำไมผู้ชายคนนี้ถึงได้เซ้าซี้ ถามสิ่งเดิมๆอยู่ได้แต่คนอย่างเธอ ก็ไม่เห็นว่ามีความจำเป็ใด ที่จะต้องพูด
“ถ้าอย่างนั้นเอียงหูมาใกล้ๆ แล้วฉันจะบอก”
ขณะที่เขาเผลอตัว โน้มศีรษะเข้ามาใกล้แล้วเอียงหูไปตามคำขอ...เธอจึงใช้่เวลานั้น กัดเข้าที่ใบหูเขาถึงจะไม่แรงเพื่อหวังผลให้มันขาดวิ่นแต่มันก็ทำให้ร่างแข็งแกร่งซึ่งโอบตัวเธออยู่ถึงกับคลายวงแขนออกหลวมๆพร้อมกับส่งเสียงร้องด้วยความเ็ป
เธอจึงใช้แรงที่พอหลงเหลือผลักร่างของเขาออก รีบวาดแขนจ้ำไปข้างหน้าเพื่อเข้าฝั่งให้เร็วที่สุด แต่ดูเหมือนเขาเองก็ไม่ยี่หระ ว่ายน้ำตามเธอมาติดๆ
เมื่อขึ้นฝั่งอย่างทุลักทุเลปีวราไม่มีเวลาคิด ตั้งใจจะกลับไปที่บ้านเพื่อตั้งหลักแล้วบอกกับคนในบ้านให้ย้อนมาจับกุมตัวผู้ชายคนนี้ทีหลัง เพราะเชื่อว่า ถ้าจะจับตัวเขาเพื่อมาไต่ถามถึงจุดประสงค์ของการมาเยือนที่นี่ว่าเป็ใคร มาจากไหน คงจะไม่ยากเย็น
แต่ดูเหมือนความคิดอันกระท่อนกระแท่นนั้นก็ต้องหยุดลงฉับพลันเมื่อรู้สึกตัวว่าเท้าที่กำลังก้าวมันหนักเสียจนขยับยากเย็นและมันกำลังจะเสียการทรงตัว เมื่อถูกผู้ที่วิ่งตามหลังมา โถมน้ำหนักทั้งหมดเพื่อจะคว้าร่างของเธอเอาไว้
สุดท้ายก็ล้มลงทั้งคู่บนผืนทรายละเอียด....โดยที่น้ำหนักของฝ่ายชายทิ้งตัวลงมาทาบทับบนแผ่นหลังของเธอในท่านอนคว่ำครั้นเธอขัดขืน จะพลิกตัวเพื่อหลีกหนีจากอาการ ‘กดทับ’ ในท่านี้แต่มันก็ไม่ง่ายนัก เมื่อพลิกร่างมาได้จริงแต่เธอก็ไม่สามารถถอนตัวไปจากร่างของเขาได้
กลายเป็ว่ายามนี้เธอกำลังนอนหงาย แผ่นหลังทาบอยู่บนเม็ดทรายโดยที่ร่างสูงของเขานอนคว่ำทาบอยู่ข้างบน...โลกทั้งใบเหมือนจะไร้การเคลื่อนไหวเข็มนาฬิกาเหมือนจะหยุดเดิน ไม่มีสรรพเสียงใดทั้งลมทะเล ทั้งเสียงหวีดหวิวของกิ่งไม้น้อยใหญ่มีแต่เสียงของ ‘หัวใจ’ ซึ่งเธอไม่อาจหักห้ามมัน
แล้วความนิ่งเฉยของเธอก็ทำให้เขาฉวยโอกาส ยันแขนขึ้น เพื่อยก่ตัว้าออกห่างก่อนจะเปลี่ยนเป็โน้มใบหน้าลงมา “คุณกัดหูผม...ผมจะเอาคืน”
“ฉันจะร้องะโให้คนมาช่วย”
เธอเปล่งเสียงออกไปด้วยความคิดที่ไม่เข้าที่เข้าทางนัก...เสียงนั้นเหมือนลอยออกไปโดยที่สมองมิได้สั่งการและคล้ายจะอ่อนกำลังลง โดยที่ไม่ได้ขัดขืนในวินาทีถัดมา เมื่ออีกฝ่ายรุกคืบอีกครั้งซึ่งไม่รู้เป็ครั้งที่เท่าไหร่ ด้วยการก้มหน้า ประกบริมฝีปากอย่างย่ามใจ
จนเธอเคลิ้มคล้อย...ปล่อยหัวใจลอยคว้าง
................................................................จบตอนที่ 5