บทที่ 8 ทักษะยุทธ์
เมื่อดึงวิชาเสวียนเทียนกลับคืนมา ถังซานรู้สึกได้ทันทีว่าภายในพลังเสวียนเทียนของตนเองนั้น มีสีฟ้าอ่อนเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งสี เมื่อเทียบกับพลังเทพอสูรสถิตร่างสีเหลืองที่ได้รับการถ่ายทอดมาก่อนหน้านี้ สีฟ้าอ่อนนี้จางกว่ามาก เห็นได้ชัดว่าเป็เพราะปีศาจหมาป่าระดับสามตายไปชั่วครู่ ทำให้พลังส่วนใหญ่สลายไปแล้ว
แต่พลังสีฟ้าอ่อนนี้ยังคงมีอยู่จริง และเช่นเดียวกับพลังสีเหลือง มันก็เชื่อฟังมาก แม้ว่าการหลอมรวมเข้ากับพลังเสวียนเทียนจะไม่ทำให้พลังเพิ่มขึ้นมากนัก แต่ก็ยังมีการพัฒนาขึ้นเล็กน้อย ในขณะเดียวกัน มันก็ไม่ได้เกิดความขัดแย้งใด ๆ กับพลังสีเหลืองเลย เพียงแค่ตกตะกอนอยู่ในพลังเสวียนเทียนของเขา ราวกับว่ากำลังถูกร่างกายของเขาดูดซึมอย่างค่อยเป็ค่อยไปโดยไม่รู้ตัว
น่าสนใจจริง ๆ
ถังซานรีบเดินไปยังซากศพของปีศาจหมาป่าอีกตัวหนึ่งทันที และทำแบบเดียวกันอีกครั้ง ตัวนี้ก็ตายมาในเวลาไล่เลี่ยกัน พลังสายเืที่ถูกดูดออกมาจากร่างก็มีปริมาณใกล้เคียงกัน
หลังจากทำสิ่งเหล่านี้เสร็จสิ้น เขาก็ไม่ได้หยุดอยู่ที่นั่นอีกต่อไป ลบรอยเท้าของตัวเอง แล้วก็รีบออกจากที่นั่น กลับไปยังหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว
เขาไม่ได้จัดการศพของจูเจียซิน เช่นเดียวกับที่จูเจียซินได้กล่าวไว้ หากเขาทิ้งร่องรอยมากเกินไป ก็มีโอกาสที่จะถูกค้นพบ แต่คำพูดของจูเจียซิน เขากลับจดจำไว้อย่างลึกซึ้ง
‘องค์กรไถ่ถอน’ กลุ่มที่ดำรงอยู่เพื่อความอยู่รอดของมนุษย์ บางทีนี่อาจเป็ข่าวดีแรกที่เขาได้ยินหลังจากมาถึงโลกใบนี้ อย่างน้อยมนุษย์ก็ไม่ได้เป็เพียงทาสที่ชาชินทั้งหมด ยังมีขุมกำลังเช่นนี้ที่กำลังพยายามเพื่ออนาคตของมวลมนุษย์
แม้ว่าจะน่าเศร้าที่คนเหล่านี้ก็ล้วนมีสายเืของเผ่าปีศาจและเผ่าภูตอยู่ในตัว
เขาแอบกลับเข้าไปในหมู่บ้าน กระท่อมไม้ที่เขาอาศัยอยู่นั้นมีเด็กวัยเดียวกันอีกสิบกว่าคน ในบรรดาเด็กเหล่านี้ มีไม่กี่คนที่พูดจาคล่องแคล่ว
ไม่ต้องกล่าวถึงเื่อื่น ๆ ถังซานในยามปกติก็แสดงออกเหมือนกับพวกเขา ตอนนี้เมื่อกลับมาถึงกระท่อมไม้ เขาก็นอนลง ขดตัวอยู่ที่มุมหนึ่งของกระท่อม แล้วหลับตาลงทันที
คืนนี้สำหรับเขาแล้ว ผลลัพธ์ที่ได้รับนับว่าค่อนข้างดีทีเดียว สิ่งสำคัญที่สุดคือได้เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับโลกใบนี้ ทำให้รู้ว่ายังมีกลุ่มต่อต้านของมนุษย์อยู่ นอกจากนี้ยังมีเื่ของเทพอสูรสถิตร่างและความพิเศษของวิชาเสวียนเทียน
ในตอนนี้ เส้นลมปราณทั่วร่างของเขาอุ่นร้อน ราวกับว่ากำลังได้รับการบำรุงเลี้ยงจากพลังที่ดูดซับมาก่อนหน้านี้ เขารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าพลังของตนเองกำลังเพิ่มขึ้น สิ่งนี้ไม่เกี่ยวกับวิชาเสวียนเทียน แต่เป็การเพิ่มขึ้นของความแข็งแกร่งทางร่างกาย
การกินอาหารที่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการที่นี่ จะมีสารอาหารอะไรให้กล่าวถึง เขาทำได้เพียงอาศัยวิชาเสวียนเทียนดูดซับปราณิญญาฟ้าดินมาบำรุงร่างกาย แต่ครั้งนี้แตกต่างออกไป พลังจากเทพอสูรสถิตร่างและสายเืของปีศาจหมาป่าทั้งสองตัวนั้น กำลังบำรุงเลี้ยงเส้นลมปราณ กระดูก และอวัยวะภายในของเขาอย่างเห็นได้ชัด
นี่คือการเพิ่มพลังในทุกด้าน และการมีอยู่ของวิชาเสวียนเทียนทำให้พลังเหล่านี้ไม่มีความขัดแย้งกันเลย อีกทั้งยังทำให้ดูดซับได้ดียิ่งขึ้น
หรือว่า หลังจากมาถึงโลกนี้แล้ว พลังเสวียนเทียนจะกลายเป็พลังกลืนกินไปแล้วกระนั้นหรือ? สามารถดูดกลืนพลังสายเืของเหล่าปีศาจและภูตได้ ไม่รู้ว่าหากพวกมันยังมีชีวิตอยู่ จะสามารถกลืนกินได้หรือไม่ ถ้าทำได้ก็คงน่ากลัวเกินไป
แน่นอนว่านี่ก็ไม่ได้ปราศจากความเสี่ยงเช่นกัน หากดูดกลืนสายเืหลากหลายชนิดเกินไป จะส่งผลกระทบต่อร่างกายของตนเองหรือไม่ พลังที่ซับซ้อนย่อมไม่ใช่เื่ดีต่อการฝึกฝนอย่างแน่นอน
และสิ่งเหล่านี้จะเป็อย่างไรกันแน่ เขาจำเป็ต้องสังเกตการเปลี่ยนแปลงของร่างกายหลังจากการดูดซับครั้งนี้เพื่อวินิจฉัยต่อไป
มนุษย์ที่พลังเทพอสูรสถิตร่างจะมีคุณสมบัติที่จะกลายเป็บริวารของเผ่าปีศาจและเผ่าภูต โดยไม่ต้องเป็ทาสอีกต่อไป เมื่อเข้าไปในมหานครจะไปตามหาองค์กรไถ่ถอนนั้น
ถังซานได้วางแผนบางอย่างไว้ในใจอย่างเงียบ ๆ หลังจากหาองค์กรไถ่ถอนนั้นเจอแล้ว เขาจะเข้าร่วมกับพวกเขา และใช้เครือข่ายของพวกเขาเพื่อตามหาเสี่ยวอู่ที่กลับชาติมาเกิด ซึ่งแน่นอนว่าจะง่ายกว่าการที่เขาตามหาเสี่ยวอู่คนเดียว ดูเหมือนว่ากลุ่มนี้จะมีสมาชิกไม่น้อย หากมีอยู่ในทุกมหานคร
เมืองหมาป่าวายุไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรเลยหลังจากที่คนเ่าั้ตายไป อย่างน้อยก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในหมู่บ้านทาสของพวกเขา
ถังซานใช้เวลาทั้งหมดเจ็ดวันในการย่อยพลังเทพอสูรสถิตร่างที่ดูดซับมาครั้งนี้ รวมถึงพลังสายเืของปีศาจหมาป่าสองตัว หลังจากย่อยพลังเ่าั้ได้แล้ว ความรู้สึกที่ชัดเจนที่สุดของเขาคือตัวเองแข็งแรงขึ้นเล็กน้อย ร่างกายแข็งแกร่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ด้วยประสบการณ์การฝึกฝนของเขา เขาย่อมเข้าใจดีว่าความแข็งแกร่งของร่างกายนั้นสัมพันธ์กับขีดจำกัดของการฝึกฝน หากไม่มีร่างกายที่แข็งแกร่งเพียงพอ ก็ไม่สามารถรับพลังที่ทรงพลังยิ่งขึ้นได้
หลังจากการเสริมสร้างความแข็งแกร่งครั้งนี้ ตอนนี้เขามีความมั่นใจพื้นฐานว่าหากต้องเผชิญหน้ากับปีศาจหมาป่าระดับสามโดยตรง เขาน่าจะรับมือได้
แต่นั่นยังไม่ใช่สิ่งที่เขาได้รับมากที่สุด สิ่งที่ได้รับมากกว่านั้นคือ พลังเทพอสูรสถิตร่าง รวมถึงความสามารถของปีศาจหมาป่า เขาได้รับมันมาจริง ๆ
เมื่อราตรีมาเยือน
ถังซานแอบย่องมาที่ป่าอีกครั้ง
เขาหรี่ตาลง จากนั้นก็โคจรพลังเสวียนเทียน สายเืในร่างพลันเดือดพล่านขึ้นมา ปลายเท้าแตะพื้นเบา ๆ ร่างของเขาพลันเรืองแสงสีเหลือง ความเร็วเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน พุ่งทะยานออกไปสามจั้งราวกับสายฟ้า
เขาสูญเสียพลังเสวียนเทียนไปส่วนหนึ่ง เมื่อเขายืนมั่นคงบนพื้น ร่างกายก็รู้สึกปวดเมื่อยเล็กน้อย ความเร็วที่ะเิออกมาเมื่อครู่ ทำให้ร่างกายของเขาสูญเสียพลังไปไม่น้อย
แต่ถังซานไม่ได้หยุดชะงัก มือทั้งสองยกขึ้นพร้อมกัน ฝ่ามือทั้งสองเปล่งแสงสีฟ้าออกมา เมื่อโบกมือ คมมีดวายุสองเล่มยาวประมาณสามชุ่น*[1]ก็พุ่งออกไป คมมีดวายุสีฟ้าบินไปได้สามจั้งหายไปในอากาศ
ใช่แล้ว นี่คือสิ่งที่เขาได้รับหลังจากการดูดซับครั้งที่แล้ว
ดาวคะนองวูบไหวและคมมีดวายุ สืบทอดมาจากเทพอสูรสถิตร่างของจูเจียซินและสายเืของปีศาจหมาป่า ผ่านการกลืนกินและดูดซับของพลังเสวียนเทียน เขาสามารถเรียนรู้ได้ทั้งหมด นี่เป็สถานการณ์ที่ถังซานเองก็ไม่เคยคาดคิดมาก่อน
เมื่อเขาดูดซับพลังสายเืทั้งสองชนิดนั้นเสร็จสิ้น เขาก็รู้สึกว่าในความทรงจำของตนเองนั้นเหมือนมีความสามารถเพิ่มขึ้นมาสองอย่าง เมื่อเขา้าใช้งาน ก็สามารถใช้ได้อย่างเป็ธรรมชาติ และสิ่งที่แปลกประหลาดก็คือ เมื่อเขาใช้งาน ร่างกายของเขาจะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงเป็สัตว์อย่างเทพอสูรสถิตร่าง สิ่งที่ถูกใช้ไปก็คือพลังเสวียนเทียนของเขา และภายในพลังเสวียนเทียนของเขาก็ไม่มีสีเหลืองและสีฟ้าที่เคยมีอยู่แต่ก่อนแล้ว
ความรู้สึกนี้ก็เหมือนกับว่าเขาได้เรียนรู้ทักษะยุทธ์สองอย่าง ตอนนี้สามารถใช้งานได้ตามใจปรารถนา แต่ไม่ว่าเขาจะฝึกฝนอย่างไร ทักษะยุทธ์ทั้งสองนี้ก็ไม่มีทางแข็งแกร่งขึ้น
เมื่อเทียบกับการใช้ทักษะยุทธ์ดาวคะนองวูบไหวของจูเจียซิน และการใช้คมมีดวายุของปีศาจหมาป่าวายุแล้ว มันยังอ่อนแอกว่ามาก ราวกับว่าถูกแช่แข็งไว้อย่างนั้น มิใช่ว่าไร้ประโยชน์ แต่ทักษะยุทธ์ที่ไม่สามารถเพิ่มพลังได้เช่นนี้ ย่อมมีประโยชน์ไม่มากนัก
ข่าวดีเพียงอย่างเดียวก็คือ ความสามารถที่เขากลืนกินและดูดซับมานี้ แล้วแปรเปลี่ยนเป็ทักษะยุทธ์ของตนเองไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งใด ๆ ดูเหมือนจะเป็เพียงการแปรเปลี่ยนรูปแบบหนึ่งของพลังเสวียนเทียนเท่านั้น
โดยรวมแล้ว นี่ย่อมเป็เื่ดีอย่างแน่นอน ในใจถังซานก็มีการคาดการณ์และสมมติฐานบางอย่างเกี่ยวกับเื่นี้
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เมื่อเขามาถึงโลกนี้ เขาแตกต่างจากมนุษย์ที่มีอยู่ในโลกเดิมอย่างสิ้นเชิง วิชาเสวียนเทียนก็เป็สิ่งที่มีเพียงหนึ่งเดียวเช่นกัน และการเปลี่ยนแปลงระหว่างพลังเสวียนเทียนกับระบบพลังของโลกนี้ ยัง้าการทดลองอย่างต่อเนื่องเพื่อที่จะค้นพบสิ่งต่าง ๆ ได้มากขึ้น
การเรียนรู้ทักษะยุทธ์ทั้งสองนี้ย่อมเป็เื่ดีเสมอ จูเจียซินและปีศาจหมาป่าไม่แข็งแกร่งพอ ทักษะยุทธ์ที่ได้จากการกลืนกินจึงอ่อนแอลงตามไปด้วย แต่ถ้าหากรอจนกระทั่งวิชาเสวียนเทียนของเขามีพลังอำนาจที่แข็งแกร่งขึ้นในภายหน้า และพลังของเทพอสูรที่ถูกกลืนกินก็แข็งแกร่งขึ้นด้วย ทักษะยุทธ์ที่มอบให้เขาก็จะแข็งแกร่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อย่างน้อยก็มีวิธีที่ง่ายขึ้นในการเพิ่มความแข็งแกร่ง และผ่านการกลืนกินแบบนี้ การฝึกฝนวิชาเสวียนเทียนของเขาก็จะเร่งความเร็วขึ้นด้วย
ปราณิญญาฟ้าดินในโลกนี้เข้มข้นมาก ถังซานมั่นใจได้ว่า หากฝึกฝนต่อไปด้วยความเร็วในการพัฒนาแบบนี้ เมื่อเขาอายุยี่สิบปี ก็มีโอกาสที่จะบรรลุวิชาเสวียนเทียนขั้นที่เก้า ซึ่งตรงกับขั้นที่เก้าของโลกนี้ นั่นควรจะเป็ผู้แข็งแกร่งคนหนึ่งแล้ว แน่นอนว่านี่จะเป็ไปได้ก็ต่อเมื่อการฝึกฝนทั้งหมดราบรื่น วิชาเสวียนเทียนปรับตัวเข้ากับปราณิญญาของโลกนี้ได้เป็อย่างดี นี่คือประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ถังซานได้รับ
วันเวลาค่อย ๆ ผันผ่าน ถังซานทำงานในตอนกลางวัน ฝึกฝนในตอนกลางคืน ถังซานกลับมาใช้ชีวิตธรรมดาสามัญของเขาอีกครั้ง
…..
สองปีผ่านไป ถังซานอายุได้แปดขวบ
อาจเป็เพราะการดูดซับพลังของปีศาจหมาป่าและเทพอสูรสถิตร่างเมื่อก่อนหน้านี้ ทำให้เขาเติบโตสูงใหญ่กว่าเด็กทั่วไป แม้จะอายุเพียงแปดขวบ แต่เขาก็สูงกว่าเด็กมนุษย์คนอื่นที่อายุสิบขวบเสียอีก ถึงแม้จะยังดูผอมบางอยู่บ้าง แต่ก็ถือว่าโดดเด่นแล้ว ดังนั้น เขาจึงถูกมอบหมายให้ทำงานหนักมากขึ้น
[1] 1 ชุ่น เท่ากับ 1 นิ้ว