บทที่ 45 ตามน้ำไปก่อน
ผมโมโหจนต้องกัดฟันก่อนจะหยิบเมล็ดของผลไม้ขึ้นมาสักสองสามเม็ดแล้วปาใส่เขา เหอะเขากินจุชะมัด
“กินซะ สิ่งดี ๆ องุ่นชั้นเลิศเชียวนะ” ต้าเหว่ยเก็บเมล็ดผลไม้นั่นจากเสื้อผ้าขึ้นมา บีบด้วยมือสองสามครั้งแล้วพูดว่า
“แข็งเหมือนก้อนหินแบบนี้ จะกินได้ยังไง”
“ทำไมจะกินไม่ได้ นายลองถามพวกเธอดูสิ” ผมชี้ไปที่สองคนที่กำลังยิ้มเยาะอยู่ข้าง ๆ
ยายหวังพยักหน้า ส่วนหลี่หมิ่นดูท่าทางจะทนไม่ได้เห็นต้าเหว่ยกำลังจะเอาเข้าปาก จึงรีบเดินเข้ามาพูดว่า
“นั่นเอาไว้ให้ผีกินนะ นายกินไปย่อยไม่ได้หรอก”
“งั้นก็ยกให้เธอแล้ว” ต้าเหว่ยยอมควักของกินออกจากปากอย่างยากลำบาก ก่อนจะยื่นให้หลี่หมิ่น หลี่หมิ่นโบกมือเป็นสัญญาณว่าตัวเองไม่กิน
“เธอก็เป็นผีไม่ใช่เหรอ” ต้าเหว่ยก็ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย หลี่หมิ่นได้ยินคำพูดนี้ ดวงตาที่สุกใสก็พลันหรี่ลง
“ไอ้หมูอ้วนนี่ ปากหมานะ” ผมเห็นสาวน้อยดูเศร้าสร้อยจึงรีบเข้าไปปิดปากต้าเหว่ย แล้วบิดหูเขาบังคับให้เขารีบขอโทษหลี่หมิ่น เธอยิ้ม ๆ แล้วเดินกลับไปที่โต๊ะหินนั่งคุยกับยายหวังเสียงเบา
ผมรับลูกแก้วในมือของต้าเหว่ยมา เล่าที่มาที่ไปของสิ่งของแปลกประหลาดนี่ให้ฟังคร่าว ๆ จากนั้นก็เล่าความคิดที่แอบแฝงของยายหวังออกมา
“ให้พวกเรามาขายเกี๊ยวเหรอ กินเกี๊ยวยังจะเข้าท่ากว่า” ต้าเหว่ยเองก็คัดค้านเช่นกัน เขานึกถึงความเจ็บปวดที่แสนสาหัสในวันที่ถูกผีรุมทำร้าย มันเป็นฝันร้ายที่ไม่เคยลืมเหมือนการได้เห็นความเป็นความตายนี้จะฝั่งแน่นลงในส่วนลึกของจิตใจ
“พวกเราต้องหาวิธีปฏิเสธแล้วล่ะ” ดวงตาของต้าเหว่ยเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว แล้วหันมามองผม
“คนอยู่ใต้ชายคาบ้านคนอื่นก็ได้แต่ก้มหน้าทำไป” ผมยิ้มกว้างแล้วมองไปทางนั้น “ไม่งั้นนายก็ไปจัดการกับสองคนพิลึกนั่นเองสิ”
“หมอผีคนหนึ่ง สุนัขจิ้งจอกอีกหนึ่งคน ฉันไม่หลงกลนายหรอก” ต้าเหว่ยเลียริมฝีปาก ไอ้หมูอ้วนนรกนี่ก็มีสมองอยู่บ้างแหะ
ดูเหมือนยายหวังจะตั้งใจคุยเล่นกับหลี่หมิ่นอยู่ข้าง ๆ เพื่อสร้างโอกาสให้ผมกับต้าเหว่ยได้ปรึกษากันเป็นการส่วนตัว ผมคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดกับต้าเหว่ยเสียงเบา ๆ ว่า
“เมื่อกี้ฉันลองคิดดูแล้วมียายหวังหนุนหลัง ฉันก็ไม่กลัวเหล่าวิญญาณร้ายและผีดุร้ายที่กรูกันเข้ามาหรอก สิ่งที่พวกเราต้องกังวลคือปีศาจสาวเสี่ยวหงที่เมื่อคืนพวกเรายังฆ่าไม่ตาย ตอนนี้เธอเข้าสิงร่างทารกประหลาดนั้นแล้ว พลังไม่ได้ด้อยไปกว่าเดิมเลย” ผมพูดความคิดตัวเองออกไป อย่างเคร่งเครียด
“แล้วยังมีลุงอวี้ที่เผาฐานที่มั่นของยายหวังจนราบเป็นหน้ากลองกับงูยักษ์ของเขา ทั้งสองคนนี้ล้วนเป็นบุคคลที่ไม่มีใครเทียบได้ในเมืองนี้แล้ว ตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นใคร ยายหวังก็ต้านทานไม่ไหว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพวกเรา”
ผมเหลือบมองไปด้านหลัง พี่สาวน้องสาวที่ไม่ได้เจอกันนานหลายปี ดูเหมือนจะมีเรื่องต้องพูดคุยกันมากมาย ทั้งสองคนอยู่ใกล้ชิดกัน เผยให้เห็นแผ่นหลังที่งดงามอย่างยิ่งให้กับพวกเรา ผมเห็นพวกเธอไม่ได้สนใจทางนี้ จึงกดเสียงต่ำลง แล้วพูดความคิดบางอย่างกับต้าเหว่ย
“ถึงแม้ตอนนี้พวกเราจะอยู่บนเรือลำเดียวกับยายหวัง แต่ยายแก่นี่ก็อยู่มาเป็นร้อยปีแล้ว เกลือที่กินก็เยอะกว่าข้าวที่พวกเรากิน ฉันระแวงนางมาตลอด นางดูเหมือนจะบาดเจ็บสาหัส แต่จริง ๆ แล้วพวกเราไม่มีใครรู้สถานการณ์ที่แท้จริง นางดูเอาแต่แสร้งทำเป็นได้รับบาดเจ็บแล้วบอกว่าลูกแก้วสีดำใกล้จะหมดแล้ว อยากให้พวกเราไปขายเกี๊ยวเพื่อสนับสนุนนาง นี่เป็นแค่เหตุผลส่วนหนึ่ง ที่สำคัญกว่านั้น นางอาจจะใช้พวกเราเป็นเหยื่อล่อเสี่ยวหงกับลุงอวี้ก็ได้”
“ไม่จริงมั้ง ยายแก่นี่ร้ายขนาดนั้นเลยเหรอ” ต้าเหว่ยก็ตกใจเช่นกัน แล้วมองไปที่โต๊ะหิน ผมเอานิ้วชี้แตะริมฝีปาก เป็นสัญญาณให้เขาเบาเสียงหน่อย แล้วพูดต่อว่า
“กันไว้ดีกว่าแก้ พวกเขาทั้งสามคนอยู่ในเมืองนี้มานานกว่าร้อยปี ฉันไม่เชื่อหรอกว่าพวกเขาไม่เคยเจอหน้ากัน ไม่เคยปรึกษาหารือกัน ถ้าพวกเขาไม่อยากตายหรือไม่อยากมีชีวิตเหมือนคนเป็นกึ่งคนตายแบบนี้ ก็แค่เอากระจกทองสัมฤทธิ์มาประกอบกัน ก็ออกจากเมืองนี้ได้แล้วสิ” ผมบอกพลางชำเลืองมองยายหวังก่อนหันมาคุยเสียงเบากับต้าเหว่ยต่อ
“แต่ทำไมถึงได้หวาดระแวงกัน ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ แสดงว่าสิ่งที่พวกเขาต้องการไม่ใช่แค่นี้ พวกเขาต้องการสิ่งของที่อยู่ข้างล่างในสุสานใต้ดินที่นี่ฝังสมบัติที่จักรพรรดิฉวงสะสมมานาน พวกเขาล้วนโลภ อยากได้มาครอบครองคนเดียว ดังนั้นจึงแตกแยกกันมาเป็นร้อยปีแล้วก็ยังคงต่อสู้กันจนถึงตอนนี้”
ที่จริงยังมีอีกอย่างที่ผมไม่ได้บอกต้าเหว่ยกู่พิษของยายหวังน่าจะมีเหลืออยู่ นางเป็นคนรอบคอบขนาดนี้ แน่นอนว่าต้องรู้จักวิธีกระจายความเสี่ยง ส่วนที่ถูกไฟไหม้เมื่อคืนน่าจะเป็นฐานที่มั่นของนาง แต่ใครจะไม่ทิ้งไพ่ตายไว้ล่ะ นางกลับปฏิเสธพูดว่าดักแด้ทั้งหมดถูกลุงอวี้ทำลายหมดแล้ว นางแค่อยากจะใช้สิ่งนี้มาเป็นข้ออ้างในการกดดันพวกเรา
ให้พวกเราทำงานให้นาง นางต้องมีแผนการที่ยังไม่ได้ใช้ออกมาแน่ ๆ ที่จริงตอนที่ผมกับหลี่หมิ่นคุยกัน นางก็ตื่นแล้วผมได้ยินเสียงเสื้อผ้าของนางเสียดสีกับแผ่นหิน แต่นางกลับไม่พูดไม่จายังคงหลับตาพักกายฟังทุกสิ่งทุกอย่างที่นี่เงียบ ๆ ผมก็รู้สึกขยะแขยงนางขึ้นมาทันที
จากนั้นก็ลองคิดทบทวนดู ความสงสัยที่มีต่อนางก็เพิ่มมากขึ้นต้าเหว่ยเป็นคนตรงไปตรงมา ผมจึงฉวยโอกาสนี้เตือนเขา ให้เขาระวังตัวจะได้ไม่ประมาทจนเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นมาภายหลัง
“แล้วพวกเราจะทำยังไงกันดี” ต้าเหว่ยมองมาที่ผม ผมยิ้มแล้วพูดว่า
“จะทำยังไงได้ ก็คงตามน้ำไปก่อน พวกเราลองขายเกี๊ยวแล้วค่อยหาโอกาสลงมือดูสัญญาณมือฉันนะ ฉันไปนายก็ไป ฉันอยู่นายก็อยู่”
ที่จริงในใจผมมีสถานที่ขายเกี๊ยวที่ดีอยู่แล้วคือมุมโบสถ์ที่นั่นทั้งเปลี่ยวและอยู่ติดกับกำแพงสูงด้านนอกโบสถ์ พื้นที่กว้างขวางสามารถมองเห็นภัยคุกคามจากทั้งสี่ทิศได้อย่างชัดเจน
หากประสบอันตรายก็สามารถหลบภัยในโบสถ์ได้ชั่วคราว พวกเราจะไม่ใช่ตัวหลักในการต่อสู้ เรื่องนี้ผมค่อนข้างมั่นใจ พวกเราก็เป็นแค่ตัวประกอบ อย่าไปทำตัวเป็นเหยื่อเลยจะดีกว่า
ผมตกลงกับต้าเหว่ยแล้ว จากนั้นก็ย้ำอีกสองสามคำเห็นเขาเข้าใจแล้ว ผมจึงลุกขึ้นแสร้งไอสองครั้งเดินไปที่โต๊ะหินแล้วนั่งลงทั้งสองหยุดพูด แล้วมองมาที่ผม
“ฉันปรึกษากับต้าเหว่ยแล้ว เดี๋ยวพวกเราจะไปขายเกี๊ยวกัน” ตอนที่ผมพูดแบบนี้ ยังคงทำสีหน้าลำบากใจ หลี่หมิ่นเห็นดังนั้นจึงอยากจะปลอบใจผมสองสามคำ ผมห้ามเธอไว้แล้วบอกว่าตัวเองยังมีอะไรจะพูด ผมจ้องมองไปที่ยายหวังบนใบหน้าของนางดูยิ้ม ๆ
“ที่จริงตอนแรกฉันตั้งใจจะให้หลี่หมิ่นไปขายเกี๊ยวด้วยกัน ชายหญิงทำงานร่วมกันจะได้ไม่เหนื่อย” ยายหวังขมวดคิ้ว ผมยิ้มแล้วพูดว่า “แต่ทีนี้ต้าเหว่ยบอกว่างานหนักแบบนี้เป็นเรื่องที่ผู้ชายควรทำ จะให้ผู้หญิงมายุ่งด้วยได้ยังไง แต่ผมคิดว่าพวกเรามันเป็นแค่คนธรรมดา ข้างนอกวุ่นวายไปหมด ยายต้องรับประกันความปลอดภัยของพวกเรา ให้พวกเราหมดห่วง”
“เรื่องนั้นแน่นอนอยู่แล้ว” ยายหวังก็ยังคงพูดจาไพเราะ นางไม่ได้ถือสาหาความกับความคิดเล็กคิดน้อยของผม หยิบยันต์ปราบภูตผีปีศาจออกมาสองอัน พับเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส “เก็บไว้กับตัวคนละอัน ผีเล็กผีน้อยพวกนั้นจะไม่กล้าเข้าใกล้พวกเธอ”
ผมรับมาแล้วโยนให้ต้าเหว่ยหนึ่งอัน แล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า
“ฉันยังมองยายไม่ออกจริง ๆ จะบอกว่ายายเป็นหมอผี แต่ยายก็จับผีวาดยันต์ได้ด้วย หรือว่ายายเป็นแม่ชีที่หนีจากวัดกันแน่”