ตอนที่ 2 เกิดใหม่ (2)
“ท่านอ๋องหวังดีเช่นนี้ มู่ชิวซาบซึ้งใจยิ่งนัก” มู่ชิวขานรับ หลุบตาลงเล็กน้อยพร้อมยิ้มบางๆ เทยาออกมากินหนึ่งเม็ดแล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ดึกมากแล้ว ท่านอ๋องพักผ่อนอีกสักหน่อยเถอะพ่ะย่ะค่ะ”
“เ้าเองก็มานอนพักที่นี่ด้วยกันเถอะ ไม่ต้องเฝ้าข้ามคืนแล้ว”
ซ่งจื่อเฉินยกมือลูบแก้มที่ยังคงซีดเซียวของคนตรงหน้า รู้สึกเพียงว่ายังคงเย็นเฉียบไม่มีความอุ่นแม้สักนิด ราวกับไร้หนทางจะทำให้อุ่นได้ ชวนให้รู้สึกเจ็บแปลบในหัวใจอย่างที่ห้ามอยู่ “ข้านอนไม่หลับ เ้าก็คิดเสียว่านอนเป็เพื่อนข้าแล้วกัน”
มู่ชิวถูกสั่งให้เป็เพื่อนซ่งจื่อเฉินเรียนหนังสือั้แ่เด็ก เวลาที่องค์ชายน้อยถูกรังแก ไม่ว่าจะเสียใจหรือโศกเศร้าก็ชอบขอให้เขานอนเป็เพื่อน ยิ่งไปกว่านั้น ก่อนหน้านี้พระชายาก็เพิ่งจะคลอดยากจนตกเืตาย คิดดูแล้วเื่นี้จะต้องสร้างความเ็ปให้ซ่งจื่อเฉินอย่างแน่นอน หลายวันมานี้จะอารมณ์แปรปรวนบ้างก็เป็เื่ปกติ เขาโตกว่าซ่งจื่อเฉิน ชินแล้วกับการที่ต้องปกป้องเอาใจองค์ชายหนุ่มน้อยที่อารมณ์อ่อนไหว พอได้ยินซ่งจื่อเฉินพูดแบบนี้เขาก็คิดเพียงว่าอีกฝ่ายรู้สึกไม่ดีเพราะเื่พระชายา และก็ดูเหมือนจะไม่ได้โกรธเขาที่อารักขาบกพร่องอีก จึงพยักหน้าเล็กน้อย ทำตามความเคยชินสมัยเด็ก ถอดเสื้อผ้าออกแล้วนอนลงบนเตียง โอบคนข้างๆ เข้ามาอย่างแ่เบา ตบหลังในอ้อมแขนเป็การปลอบโยน “ท่านอ๋องอย่าเสียพระทัยมากนักเลย พระชายาทรงรักท่านอ๋องมาก จะต้องไม่อยากเห็นท่านอ๋องโศกเศร้าเช่นนี้อย่างแน่นอน...”
“ก็แค่หมากตัวหนึ่งเท่านั้น ไม่มีค่าให้ต้องโศกเศร้า” ซ่งจื่อเฉินยิ้มเล็กน้อย พลิกมือกอดคนข้างๆ ห่มผ้าให้กระชับขึ้นอีกหน่อย “ร่างกายยังเย็นขนาดนี้ หนาวหรือไม่”
อันที่จริงต่อให้เป็ตอนนั้น เื่ที่เขาโมโหหาใช่เื่การตายของพระชายาไม่ แต่เป็เพราะการตายของพระชายาได้ทำให้ซ่งจื่อเซวียนสูญเสียการสนับสนุนจากจวนหรงชินอ๋องครอบครัวทางฝ่ายมารดาของพระชายา ธิดาสายตรงที่ถูกทางจวนหรงชินอ๋องตามใจจนเสียคนได้สร้างความวุ่นวายไปทั่วทั้งจวนอ๋อง ทั้งยังรังแกมู่ชิวต่อหน้าและลับหลังอยู่ไม่น้อย เื่พวกนี้เขาเห็นอยู่ในสายตา เพียงแต่ต้องอดทนกับเื่ทั้งหมดอยู่เงียบๆ ช่วยซ่งจื่อเซวียนผูกสัมพันธ์ ทว่าสุดท้ายแล้วก็แค่เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล
“ไม่เป็ไรพ่ะย่ะค่ะ อีกสักพักก็ดีขึ้น”
มู่ชิวยิ้มพลางตอบ เดิมทีอยากขยับออกสักหน่อย แต่กลับถูกกอดแน่นกว่าเดิม ซ่งจื่อเฉินกอดเขาแน่น ราวกับกลัวว่าเขาจะหนีไป ขังเขาไว้ในอ้อมอก น้ำเสียงแหบแห้งอย่างยากจะควบคุม “ห้ามไป มู่ชิว อยู่เป็เพื่อนข้า...”
มู่ชิวไม่รู้ว่าซ่งจื่อเฉินคิดอะไรอยู่กันแน่ แต่กลับรู้สึกได้ถึงความสับสนและกระวนกระวายใจของซ่งจื่อเฉินตามสัญชาตญาณ ทว่าแต่ไหนแต่ไรมาเขาเป็คนพูดน้อย และไม่ช่างถาม จึงยิ้มบางๆ พลางลูบหลังซ่งจื่อเฉินเบาๆ พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “มู่ชิวไม่ไป ท่านอ๋องอยู่ที่นี่ มู่ชิว...ยังจะไปที่ไหนได้อีก...”
เขาแค่พูดออกไปโดยไม่คิดอะไร ทว่ากลับทำให้หัวใจของซ่งจื่อเฉินเ็ปและร้อนรุ่มในคราเดียว เจ็บเสียจนแทบพูดไม่ออก
คนผู้นี้ไม่เคยห่างจากเขา คอยเฝ้าอยู่ข้างกายเขาตลอดชีวิต แม้กระทั่งในวาระสุดท้ายก็กลืนลมหายใจเฮือกสุดท้ายในอ้อมกอดของเขาอย่างเงียบๆ เขาไม่เข้าใจว่าตัวเองมีดีมาจากไหนถึงสามารถทำให้คนคนหนึ่งปักใจอยู่เคียงข้างเขาได้ถึงเพียงนี้
อาจเป็ในที่สุดเพราะความเ็ปจากอาการพิษกำเริบมาหลายวันก็ได้ยาเม็ดนั้นระงับอาการไว้ได้ หรืออาจเป็เพราะความเหนื่อยล้าจากการอยู่เฝ้ายามติดกันหลายวัน ไม่นานมู่ชิวก็หลับสนิท ซ่งจื่อเฉินอาศัยแสงจันทร์จ้องมองใบหน้าที่ดูอิดโรยกว่าในความทรงจำ เขากลับไม่รู้สึกง่วงแม้แต่นิดเดียว
เพราะการตายของพระชายาจึงพาลโกรธองครักษ์คนหนึ่ง เื่นี้ฟังดูน่าขบขัน แต่ในใจของเขากลับรู้ดีว่าเพราะอะไร สมัยราชวงศ์ฉีความนิยมในบุรุษค่อนข้างรุ่งเรือง กระทั่งในตระกูลสูงศักดิ์หรือเชื้อพระวงศ์ก็ยังมีคนแต่งบุรุษเป็ภรรยา ขอเพียงแต่บุรุษภรรยารับเลี้ยงบุตรต่อจากอนุก็ถือว่าเป็บุตรสายตรงเช่นกัน พูดตามตรง ใช่ว่าเขาไม่เคยคิดเื่จะแต่งมู่ชิวมาเป็บุรุษภรรยา ทว่ากลับถูกพี่ใหญ่ตำหนิอย่างรุนแรง มิใช่เพราะบุรุษภรรยาไม่ดี แต่ชาติกำเนิดของมู่ชิวเป็แค่องครักษ์ทั่วไป หนทางอาศัยอิทธิพลของตระกูลพระชายาที่ดีจะต้องขาดสะบั้นไปทั้งแบบนี้ คนผู้นั้นที่มีความตั้งใจอยาก่ชิงตำแหน่งใหญ่ไม่มีทางยินยอม
ด้วยเหตุนี้ซ่งจื่อเฉินในตอนนั้นจึงเชื่อคำพูดของพี่ชาย แต่งกับธิดาสายตรงของจวนหรงชินอ๋อง ก็ไม่รู้ว่าเป็สัญชาตญาณที่มีมาแต่กำเนิดของเพศหญิงหรืออย่างไร ถึงแม้มู่ชิวจะจงใจหลีกเลี่ยงแล้ว แทบจะไม่ปรากฏตัวต่อหน้าสองสามีภรรยาเวลาอยู่ด้วยกัน ยามเจอเขาก็แค่สั่งงานทั่วไป ทว่าพระชายาก็ยังคงจับจ้องมู่ชิว สามวันดีสี่วันฟ้องความผิดสารพัดของมู่ชิว อีกทั้งยามนั้นเขากำลังโมโหที่มู่ชิวจงใจทำตัวห่างเหินอยู่พอดี ต่อให้ไม่เชื่ออย่างไรก็ฟังเข้าหูอยู่บ้าง จึงถือโอกาสไม่ช่วยทั้งสองฝ่าย แต่กลับนึกไม่ถึงว่าต่อมาจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เช่นนั้น
“เหตุใด...ถึงไม่ยอมอธิบายกับข้า” ซ่งจื่อเฉินพูดพึมพำ โอบคนที่นอนหลับสนิทเข้ามาจูบที่หว่างคิ้วเบาๆ
ปีนี้เขาอายุสิบแปดแล้ว มู่ชิวโตกว่าเขาห้าปี อายุยี่สิบสาม เป็ช่วยวัยที่กำลังดียิ่ง ทั้งยังมีหน้าตางดงามกว่าบุรุษทั่วไป คิ้วตาอ่อนโยนละมุนละไม ยามยิ้มดุจสายลมในฤดูใบไม้ผลิที่สลายสายฝน พาให้ใจอบอุ่นอย่างไม่รู้ตัว แปดปีที่ผ่านมาคนผู้นี้อยู่ข้างกายเขา เป็ทั้งอาจารย์และพี่ชาย เขาเองก็บอกไม่ถูกว่าความชื่นชมและพึ่งพาแบบนั้นปะปนไปด้วยความรู้สึกที่แปลกประหลาดั้แ่เมื่อใด น่าเสียดายที่เขาในชาติก่อนยังไม่ทันแยกแยะได้อย่างชัดเจนว่าความรู้สึกแปลกๆ นั้นคืออะไรกันแน่ ก็ถูกบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความเคลือบแคลงและเกลียดชังไปเสียแล้ว
บางทีในใจของมู่ชิว เขาคงเป็เด็กที่ไม่รู้จักโตอยู่เสมอกระมัง โดดเดี่ยวเอาแต่ใจ อารมณ์แปรปรวน มู่ชิวถึงยอมได้ทุกอย่าง แม้จะเป็การทำร้ายที่ทารุณเพียงใดก็ตาม ในสายตาของมู่ชิวก็เป็แค่ความเอาแต่ใจอันไร้ขอบเขตครั้งแล้วครั้งเล่าของน้องชายคนเล็ก ด้วยเหตุนี้แต่ไหนแต่ไรจึงไม่คิดว่าจะต้องอธิบาย หลงลืมไปว่าเขาไม่ใช่องค์ชายน้อยที่ความคิดใสซื่อบริสุทธิ์คนนั้นอีกแล้ว ก็มีความใคร่และความรั้นที่สลัดไม่หลุดเช่นเดียวกัน
แม้จะไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดถึงมีโอกาสได้กลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง ทว่าแต่ไหนแต่ไรซ่งจื่อเฉินก็ไม่ได้มีนิสัยเก็บเอามาคิดมาก ในเมื่อแน่ใจแล้วว่าทั้งหมดนี้หาใช่ความฝัน เขาเองก็ไม่คิดจะทนอยู่เฉยๆ ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีกครั้ง