บทที่ 9เฝ้าดูบทละครชีวิต
สองเดือนต่อมา
ณลานฝึกอันกว้างขวางของปราสาทดูร์วัลเลย์แสงแดดอุ่นยามเช้าทาบลงบนร่างของเด็กหนุ่มที่กำลังเคลื่อนไหวอย่างเป็จังหวะหนักแน่น
“การฝึกวิชาหายใจธาตุดิน ขั้นที่สอง...เสร็จสมบูรณ์”
เสียงแจ้งเตือนที่คุ้นเคยดังขึ้นในจิตสำนึกพร้อมกับการประมวลผลของ เชนหลาน ชิปพันธุกรรม ที่แสดงผลลัพธ์การพัฒนาอย่างละเอียด
“สถานะปัจจุบัน: เฮรัค เมอร์ลิน
พละกำลัง: 2.0(+0.4)
ความว่องไว: 1.6(+0.5)
ความทนทาน: 2.2(+0.5)
พลังจิต: 1.2
หมายเหตุ:ข้อมูลทางกายภาพใกล้ถึงขีดจำกัดทางพันธุกรรมของมนุษย์ปกติ”
เฮรัคหยุดท่วงท่าการฝึกพลางสูดลมหายใจเข้าลึกตลอดสองเดือนที่ผ่านมาเขาอุทิศแทบทุกวินาทีให้กับการขัดเกลาตนเอง
่แรกยังพอมีข่าวการก่อกวนจากดินแดนเบฮัดบ้างทั้งการลอบปล้นธัญพืชและสร้างความวุ่นวายตามชายแดน แต่จู่ๆพวกนั้นกลับเงียบหายไปราวกับถอนทัพกลับถิ่นฐานทิ้งให้บรรยากาศในดูร์วัลเลย์กลับมาสงบเงียบอีกครั้ง
บารอนบัคแม้จะขุ่นเคืองเพียงใดแต่ด้วยกำลังทหารที่มีเพียงหยิบมือ ราวสามร้อยนายซึ่งทำได้แค่เพียงเฝ้าระวังป้องกันดินแดนจึงไม่อาจยกทัพไปเอาคืนดินแดนเบฮัดที่แห้งแล้งและไร้ซึ่งทรัพยากรให้ปล้นสะดมคืนได้เมื่อาขนาดย่อยยุติลง เหล่ายามรวมถึงเฮรัคจึงเริ่มมีเวลาว่างมากขึ้น
“เฮรัค... เป็ยังไงบ้าง?”
เอมิลเดินตรงเข้ามาทักทายสายตาคมกริบของอัศวินหนุ่มกวาดมองความเปลี่ยนแปลงของเขา
“ยังไม่มีความรู้สึกพิเศษอย่างที่ท่านเคยบอกเลยครับดูท่าความหวังที่จะกลายเป็อัศวินของข้าคงริบหรี่”
เฮรัคตอบตามตรง
แม้ค่าสถานะของเขาจะพุ่งสูงจนใกล้เคียงอัศวินประจำการแต่เขายังไม่สามารถปลุก เมล็ดพันธุ์ชีวิต ให้ตื่นขึ้นได้ ตามการวิเคราะห์ของ ชิปพันธุกรรมร่างกายของเขาแตะขีดจำกัดทางพันธุกรรมแล้ว หากไม่สามารถทะลวงผ่านระดับอัศวินไปได้เขาก็ไม่อาจแข็งแกร่งไปได้มากกว่านี้
“ไม่ต้องรีบร้อนไป”
เอมิลตบไหล่ปลอบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“อัศวินหลายคนก็ปลุกเมล็ดพันธุ์ขึ้นมาได้ในจังหวะที่ไม่คาดคิดขอแค่เ้าฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอก็พอ”
เฮรัคพยักหน้าเงียบๆเขารู้อยู่เต็มอกว่าความแข็งแกร่งนี้มาจากพลังประมวลผลของ ชิปพันธุกรรม ไม่ใช่พร์ที่ติดตัวมาแต่กำเนิด
“เอมิล!”
เสียงหญิงสาวที่กังวานและอ่อนหวานดังขึ้นจากขอบลานฝึก
เอมิลชะงักสีหน้าของเขาเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดความสุขุมที่เคยมีกลับกลายเป็ความลุกลี้ลุกลนสายตาสั่นไหวอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะรีบก้มศีรษะลง
“คุณหนูเมลิสซา...ท่านกลับมาั้แ่เมื่อไหร่ครับ?”
คุณหนูเมลิสซา บุตรสาวคนโตของบารอนบัคก้าวเดินเข้ามาในลานฝึกด้วยชุดกระโปรงยาวสีทองที่งดงามสง่าผิวพรรณของเธอขาวผ่องรับกับแสงแดด เธอดูสง่างามสมกับเป็ศิษย์จากสถาบันชื่อดัง
“เลิกทำตาโตเสียทีประหลาดใจมากหรือไงที่เห็นข้า?”
เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงเจือความประชด
“หากข้าบอกล่วงหน้าเ้าคงจะหาข้ออ้างออกไปตรวจตราดินแดนเพื่อหลบหน้าข้าอีกใช่ไหม?”
“่นี้ดินแดนยังไม่ปลอดภัยนักถ้าข้ารู้ล่วงหน้าข้าคงเตรียมกำลังไปรับท่านแล้ว...”
เอมิลพึมพำเลี่ยงสายตา
“ข้าเป็ศิษย์ของสถาบันโนเซนแทน นะ!มีท่านอาจารย์คลอด์ดูแล และท่านพ่อก็เป็อัศวินชั้นสูง ใครจะกล้าแตะต้องข้า”
เธอเชิดหน้าขึ้นก่อนที่น้ำเสียงจะเริ่มสั่นเครือ
“มองหน้าข้าสิเอมิล...เ้าไม่อยากรู้หรือว่าทำไมข้าถึงรีบกลับมาตอนนี้?”
เอมิลรวบรวมความกล้าเงยหน้าขึ้นสบตาเพียงแวบเดียวก่อนจะก้มลงมองพื้นตามเดิม
“ข้ากลับมาเพื่อ... แต่งงาน”
เมลิสซาเอ่ยทั้งน้ำตาที่เริ่มคลอเบ้า
“ท่านพ่อจะยกข้าให้บุตรชายของดยุคแห่งทิวลิป”
ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วลานฝึกอยู่เนิ่นนานจนสุดท้ายเอมิลก็เค้นเสียงออกมาอย่างยากลำบาก
“นั่น... ก็ดีแล้วครับดินแดนของดยุคกว้างใหญ่และมั่งคั่ง ท่านจะมีชีวิตที่ดี”
“นั่นคือทั้งหมดที่เ้าจะพูดรึ!”
เมลิสซาตะคอกใส่ด้วยความอัดอั้น
“ข้ารักเ้า และเ้ารักข้า...เราต่างก็รู้ดี! ทำไมเ้าถึงขี้ขลาดแบบนี้? ใครจะสนกฎโบราณพวกนั้นอาจารย์ข้ายังสอนเลยว่ายุคสมัยเปลี่ยนไปแล้ว เราต้องกำหนดชะตาชีวิตตัวเอง!ท่านพ่อรักและไว้ใจเ้ามาก ถ้าเ้ากล้าไปพูดกับท่าน”
เฮรัคที่ยืนอยู่อีกด้านรู้สึกอึดอัดจนแทบจะกลืนหายไปกับกำแพงปราสาทในลานฝึกที่ว่างเปล่ามีเพียงพวกเขาสามคน จะเดินหนีตอนนี้ก็เสียมารยาทจะอยู่ต่อก็เหมือนเข้าไปอยู่กลางพายุอารมณ์
“ข้า...”
เอมิลพยายามจะเอ่ยบางอย่างแต่คำพูดกลับจุกอยู่ที่คอ
เพียะ!
ฝ่ามือเรียวสวยฟาดลงบนใบหน้าของอัศวินหนุ่มอย่างแรงเมลิสซาสะอื้นฮักก่อนจะหันหลังวิ่งหนีไปทั้งน้ำตา ทิ้งให้ เอมิลยืนนิ่งงันราวกับรูปสลักหินสายตาของเขาจดจ้องมองแผ่นหลังที่ค่อย ๆ ลับตาไปก่อนที่เขาจะเดินจากไปในทิศทางตรงกันข้ามด้วยท่าทางโดดเดี่ยว
เมื่อเหลือเพียงคนเดียวในลานฝึกเฮรัครีบปลีกตัวไปยังสวนหลังปราสาททันที สุขภาพของเฒ่าเฮนรีทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็วชิปพันธุกรรมเชนหลาน วินิจฉัยว่าระบบภายในร่างกายของชายชราเริ่มเสื่อมสภาพตามวัยและอาจจะไม่พ้นฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง
“ถ้าขาดเหลืออะไรบอกแมรี่ได้เลยนะครับข้าเตรียมเงินไว้ให้แล้ว”
เฮรัคกล่าวพลางนั่งลงข้างเตียงของชายชรา
แมรี่คือหญิงวัยกลางคนในปราสาทที่เฮรัคจ้างมาคอยดูแลเฮนรีด้วยสถานะที่สูงขึ้นจากการเป็ยามคนโปรดของเอมิล และการได้รับเงินรางวัลเป็เหรียญทองจากบารอนบัคทำให้เฮรัคมีความเป็อยู่ที่ดีขึ้นมาก เขาไม่ได้อยู่ในกระท่อมผุพังอีกต่อไปแต่มีบ้านไม้หลังเล็กที่มั่นคงเป็ของตัวเอง
ในคำคืนหนึ่งเฮรัคนั่งพิงหน้าต่างมองดวงจันทร์กลมโตบนฟากฟ้าพร้อมกับถอนหายใจความรู้สึกสับสนเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ แม้คนทั่วไปจะมองว่าเขามีชีวิตที่น่าอิจฉา
แต่เฮรัคกลับรู้ดีว่าเขายังคงเป็เพียงหมากตัวหนึ่งในโลกใบนี้เส้นทางอัศวินดูเหมือนจะถึงทางตัน ส่วนเื่ พ่อมด ที่อาจจะเป็ทางออกก็ยังเป็เพียงเื่เล่าปรัมปรา
ไม่นานหลังจากที่คุณเมลิสซากลับมาข่าวการหมั้นหมายของคุณหนูเมลิสซาก็แพร่สะพัดไปทั่วชาวเมืองต่างยินดีเพราะนั่นหมายถึงการคุ้มครองจากตระกูลดยุคผู้ทรงอำนาจซึ่งจะทำให้ดินแดนเบฮัดไม่กล้าแหยมกับดูร์วัลเลย์อีกต่อไป
เช้าวันรุ่งขึ้นเอมิลมาหาเฮรัคั้แ่ฟ้ายังไม่สางเขาอยู่ในชุดพร้อมเดินทางและสะพายสัมภาระไว้บนหลัง
“เฮรัค... อีกสองเดือนข้างหน้าเ้าไปกับข้า เราจะไปเฝ้าฟาร์มฟักทองกัน”