ลมหนาวพัดผ่านหุบเขาหมื่นเมฆาม่านหมอกขาวลอยตัวเคลื่อนคลุมยอดเขาอย่างเงียบสงบซูลี่และสหายยืนรวมตัวกันบนจุดสูงสุดของหุบเขาบรรยากาศที่เงียบสงบยิ่งขับให้เสียงของเธอเด่นชัด
“เมื่อคืน...อัญมณีของข้าเปล่งแสงขึ้นอีกครั้ง” ซูลี่เริ่มต้นเล่าเธอกำอัญมณีสีแดงสดที่ห้อยอยู่บนคอแน่น ก่อนจะสูดลมหายใจลึก
“มันเป็เสียงของท่านแม่... นางบอกให้ข้าไปตามหาสัตว์เทพในตำนาน”
สหายแต่ละคนฟังอย่างตั้งใจแม้ลมหนาวจะพัดกรูกราวกับเสียงสะท้อนในหุบเขา แต่ทุกคำพูดของซูลี่ก็ยังดังชัด
"ถ้าสัตว์เทพมีพลังอย่างที่แม่ข้าพูดจริงบางทีพวกมันอาจเป็โอกาสเดียวของเราที่จะเอาชนะจอมมารได้"เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น
หลงเฟยอวิ๋นที่ยืนฟังเงียบๆ มาตลอดเงยหน้าขึ้น เขาถอนหายใจเบาๆก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงมั่นคง
“ถ้าเื่นี้จริง อาจมีบางสิ่งที่นำทางเราได้”
ทุกคนหันมามองเขาหลงเฟยอวิ๋นล้วงม้วนแผนที่โบราณที่เขาเก็บรักษามาอย่างดีออกมา แผนที่ที่เขาได้มาเมื่อครั้งยังเป็เด็ก เขาคลี่มันออกเบาๆลายเส้นซีดจางที่วาดด้วยมือโบราณปรากฏขึ้น
“แผนที่นี้ ข้าได้มาตอนยังเป็เด็ก มันเป็แผนที่ของูเาหลิงจวิ้น...สถานที่ที่พวกเรากำลังพูดถึง”
คำพูดของเขาทำให้ทุกคนตกตะลึงซูลี่เดินเข้าไปดูแผนที่นั้นด้วยความสนใจ ดวงตาเธอเปล่งประกายด้วยความหวัง
“เ้ามีแผนที่นี้มาั้แ่เมื่อไร?” ซ่งหลิงอันถามขึ้นน้ำเสียงเจือด้วยความประหลาดใจ
หลงเฟยอวิ๋นยิ้มจางๆ ก่อนจะเล่าเื่ที่เขาไม่เคยบอกใครมาก่อน
“ในวัยเด็ก ข้าเคยมีความคิดอยากเข้าไปทีู่เาหลิงจวิ้นสักครั้งข้าเคยคิดว่าบางสิ่งที่อยู่ที่นั่นอาจตอบคำถามบางอย่างเกี่ยวกับตัวข้าได้”
เขามองแผนที่ในมือราวกับความทรงจำที่เคยถูกเก็บซ่อนไว้เริ่มเผยตัวออกมา
“ข้าเคยพยายามแอบเข้าไปแต่ก็ถูกผู้คุมกฎเซียนจับได้”
เขาพูดเพียงแค่นั้น หลงเฟยอวิ๋นไม่อยากบอกถึงการที่ต้องรับโทษของเหล่าเซียนที่ฝ่าฝืนกฎให้เธอไม่สบายใจ
ถึงอย่างไรเขาก็ตัดสินใจไปแล้ว ว่าจะเข้าไปแดนต้องห้ามนั่น
ซ่งหลิงอัน เหยียนจ้าวหลง อวิ๋นหลัว ใกับคำพูดของเขาพวกเขาทั้งสามกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ต่างพากันนึกไม่ออกเลยว่า เซียนน้อยหลงเฟยอวิ๋นในวัยเด็กผ่านอัสนีบาตมาได้อย่างไรหลงเฟยอวิ๋นชำเลืองมองเซียนทั้งสาม แล้วพูดต่อว่า
“ข้ามีเสี้ยวพลังของเทพสุริยะอยู่ในร่าง”
ซูลี่มองคนทั้งสี่อย่างแปลกใจ แต่ก็ไม่ได้ถามสิ่งไดออกไป
หลงเฟยอวิ๋นหลับตานึกถึงเหตุกาณ์ในวันนั้น เขาจำได้ว่าเวลานั้นอาจารย์ของเขาต้องคุกเข่าอ้อนวอนเหล่าเซียนเพื่อขอให้ยกเว้นเด็กน้อยอย่างเขาสักครั้งหนึ่งท่านยอมลดตบะของตนเองเพื่อปกป้องเขา หลงเฟยอวิ๋นกำแผนที่ในมือแน่นแววตาของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและสำนึกในบุญคุณ
“ข้าจึงล้มเลิกความตั้งใจในตอนนั้น เพราะถูกผู้คุมกฎเซียนจับได้”
ทุกคนต่างนิ่งเงียบ รับรู้ถึงน้ำหนักในคำพูดของหลงเฟยอวิ๋นซูลี่ยื่นมือแตะแขนเขาเบาๆ ด้วยแววตาที่เข้าใจ
“เ้าโดนทำโทษหนักหรือไม่ การฝ่าฝืนเข้าเขตต้องห้ามเซียนอย่างพวกเ้าต้องได้รับโทษทัณฑ์เช่นไร”
ไม่มีใครตอบคำถามของซูลี่ หลงเฟยอวิ๋นไม่อยากโกหกเธอแต่ก็ไม่อยากทำให้เธอไม่สบายใจเช่นกัน
“แหม แหม คุกเข่าที่แท่นสัจธรรมฟ้า 100 วัน ก็จบแล้ว”ซ่งหลิงอันตอบซูลี่กลับไป เพราะเขารู้ว่า สหายทุกคนไม่อยากบอกความจริงมันจะทำให้เธอไม่สบายใจกับการเดินทางในครั้งนี้
** แท่นสัจธรรมฟ้า แท่นที่ใช้ประกอบพิธีเพื่อแสดงความเคารพต่อกฎแห่ง์
“นานขนาดนั้นเลยเหรอ”ซูลี่พูดอย่างสำนึกผิดที่ทำให้สหายเซียนทุกคนต้องลำบาก
“ไม่นานหรอก เวลา 1วัน ของแดนเซียน เท่ากับเวลาบนโลกมนุษย์ 1ปีเอง” อวิ๋นหลัวพูดอย่างซื่อๆ เธอพูดจบก็คิดขึ้นได้รีบปิดปากตัวเอง
“100 วัน คือ 100 ปีเชียวนะ พวกเ้าไม่ต้องตามข้าไปหรอก” ซูลี่ะโเสียงดังอย่างลืมตัว หลิงชางซูก็พยักหน้าเห็นด้วย
“ซ่งหลิงอันเ้าพูดผิดแล้ว เมื่อร้อยปีที่แล้ว มีผู้คุมกฎคนใหม่ขึ้นตำแหน่ง เขาตั้งกฎใหม่แล้วไงคุกเข่าที่แท่นสัจธรรมฟ้า เพียงแค่ 10 วันเท่านั้น เ้านี่ขี้ลืมจริงๆ” เหยียนจ้าวหลงพูดแก้เหตุการณ์
“เออใช่ ข้านี่ขี้ลืมจริงๆ” ซ่งหลิงอันรีบพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดเหยียนจ้าวหลง
“ใช่หรือไม่ หลงเฟยอวิ๋น” ซูลี่หันมาถามความจริงกับ หลงเฟยอวิ๋นเพราะเขาไม่เคยโกหกเธอแม้แต่ครั้งเดียว
สหายเซียนทั้งสามมองหน้า หลงเฟยอวิ๋น เพียงแค่เขาพยักหน้า ซูลี่ก็จะเชื่อย่างหมดใจการเดินทางที่พวกเขาตั้งใจไว้จะได้เริ่มต้นขึ้นเสียที
ซูลี่เลิกคิ้ว เพื่อเป็การถามหลงเฟยอวิ๋นซ้ำ ชายหนุ่มพยักหน้า แต่ไม่พูดสิ่งไดออกมา
“เฮ้อข้าก็สบายใจขึ้นหน่อย ... ถ้าเช่นนั้นถึงแดนเซียนข้าจะไปรับผิดกับพวกเ้าด้วย” ซูลี่กล่าวออกมาจากใจจริง เซียนทั้งสี่ได้แต่ยิ้มจางๆบนใบหน้า
“แล้วสัตว์เทพตัวแรกอยู่ที่ใด?” หลงเฟยอวิ๋นเอ่ยถามแม้จะพยายามปิดบังความกังวล แต่เสียงของเขาก็ยังเจือความลังเล
ซูลี่ชี้นิ้วไปทางทิศตะวันออก พลางกล่าว “ูเาหลิงจวิ้น ทางทิศตะวันออกที่นั่นคือที่แรกที่พวกเราจะไป”
"แผนที่นี่แสดงสัญลักษณ์สายรุ้งที่ตำแหน่งนี้ บางทีที่นั่นอาจเป็ที่อยู่ของสัตว์เทพที่มีลำตัวเป็สีสายรุ้ง"ซูลี่พูดพลางชี้ไปที่แผนที่
“ฝูเหยียน” หลงเฟยอวิ๋นพูดออกมาสั้นๆ
“มันหน้าตาเป็เช่นไร” ซูลี่ถามอย่างไคร่รู้
“ฝูเหยียน เป็นกแก้วเทพมีปีกเป็สีรุ้ง และมีเสียงร้องที่สะกดทุกชีวิต...”
หลงเฟยอวิ๋นตอบออกมาก่อนจะเริ่มบรรยายอย่างต่อเนื่อง
“...และยังมี...”
“...”
“...”
“...”
จนซูลี่รู้สึกเหมือนคำบรรยายจะไม่มีที่สิ้นสุดเธออดคิดไม่ได้ว่านี่อาจเป็ครั้งแรกและครั้งเดียวที่หลงเฟยอวิ๋นพูดมากขนาดนี้
หลงเฟยอวิ๋นในวัยเยาว์เป็ผู้ที่แตกต่างจากเซียนทั่วไปเขาใช้เวลาหลายร้อยปีในห้องตำรา แหล่งความรู้ที่เป็ดั่งขุมทรัพย์ของแดนเซียนทุกเล่มถูกอ่านผ่านสายตาเขาไม่ขาดแม้แต่เล่มเดียวโดยเฉพาะตำราที่เกี่ยวข้องกับสัตว์เทพในตำนานหลงเฟยอวิ๋นทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อศึกษาเื่ราวเหล่านี้อย่างลึกซึ้งทั้งเื่ลักษณะพิเศษ สัญลักษณ์เฉพาะตัว พลังที่พวกมันและที่อยู่ในตำนานของพวกมัน
การที่เขาสละเวลายาวนานเพื่อลงลึกกับเื่นี้ทำให้เซียนคนอื่นๆต่างกล่าวขานถึงเขาในฐานะ"เซียนนักปราชญ์" ผู้มีความรู้เหนือชั้นแม้เขาจะไม่อวดอ้างหรือแสดงตนว่าเหนือกว่าใครแต่ชื่อเสียงเื่ปัญญาของเขาก็แผ่ขจรไกล
ตำราทุกเล่มในห้องตำรากล่าวว่าสัตว์เทพแต่ละตัวมีบทบาทสำคัญในาครั้งก่อนกับจอมมารและยังเป็สัญลักษณ์แห่งพลังที่สามารถปลดปล่อยได้อีกครั้งในยามจำเป็หลงเฟยอวิ๋นจึงตั้งปณิธานว่าจะทำทุกวิถีทางเพื่อค้นหาพวกมันหากความรู้ที่เขาสะสมมานี้จะสามารถเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของโลกได้
แม้คนทั่วไปจะมองว่าเขาเป็คนที่รักสันโดษหมกมุ่นกับตำราจนหลงลืมโลกภายนอก แต่แท้จริงแล้วหลงเฟยอวิ๋นกำลังเตรียมตัวสำหรับภารกิจที่ยิ่งใหญ่กว่าใครจะคาดเดา
“เหมาะกับเ้าดี” หลิงชางซูเอ่ยปากชมซูลี่ พร้อมตัดบทให้หลงเฟยอวิ๋นหยุดพูด
หลิงชางซูลูบหัวน้องสาวบุญธรรมของเขา ยิ่งนับวันความรู้สึกที่มีต่อหญิงสาวก็เริ่มปิดบังไม่ได้อีกแล้วหลงเฟยอวิ๋นชำเลืองมอง เขาเองรู้สึกไม่ค่อยพอใจขึ้นมาที่เห็นถาพนี้แต่ก็ไม่ได้กระทำสิ่งไดออกไป
หลังจากถกเถียงกันอยู่นานพวกเขาตัดสินใจเริ่มต้นการเดินทางตามหาเหล่าสัตว์เทพแม้จะไม่รู้แน่ชัดว่าพวกมันมีอยู่จริงหรือไม่แต่ทุกคนก็เข้าใจดีว่านี่อาจเป็หนทางเดียวที่จะต่อกรกับพญาจอมมารได้