ร่างเล็กอรชรทว่าอวบอัดก้าวเดินเข้าไปในเรือนหลักจวนสกุลจ้าวอย่างเชื่องช้าสายตาของซ่งเว่ยหนิงกวาดมองไปทั่วเรือนคุ้นเคยก่อนจะรีบก้มหน้าลงยกมือปิดปากกลั้นเสียงหัวเราะจนกายสั่นเทา
“ฮูหยินท่านอย่าเศร้าไปเลยนะเจ้าค่ะหากนายท่านที่อยู่ปรโลกรู้เข้าว่าท่านเศร้าถึงเพียงนี้นายท่านจะเป็นห่วงเอานะเจ้าค่ะ”
“อึก อึก อื้ออ”คนที่หัวเราะจนตัวโยนพยายามซ่อนใบหน้าปีติเอาไว้ ยืดร่างสูงเอ่ยรับสายใช้ด้านหลังก่อนจะรีบหมุนตัวเดินออกไปหวังกลับเรือนนอนของนางเพราะหากยังเป็นอยู่เช่นนี้เห็นทีว่าไม่นานนางอาจเผลอหัวเราะออกมาต่อหน้าบ่าวอีกแน่
“เจ้าดูสิฮูหยินเศร้าเพราะนายท่านจากน้ำตาคลอไม่หยุดเลย”
“นั่นสิเมื่อครู่ข้าเห็นนางไปที่เรือนกลางที่นายท่านชอบไป เข้าไปไม่ทันไรก็ร้องไห้ตัวโยนจนพี่จื่อซวงต้องรีบเข้าไปพยุง”
“จริงหรือ น่าสงสารเสียจริง”
“นั่นสิ”
เว่ยหนิงยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นปิดใบหน้าตัวเองเร่งเท้าเดินผ่านสาวใช้ที่กำลังทำความสะอาดทางเดินไปจนถึงเรือนนอนของนางก่อนจะก้าวเข้ามาด้านในพร้อมสั่งห้ามสาวใช้ข้างกายที่เดินตามมาติด ๆ ไม่ห่างไม่ให้ตามเข้ามา
“เจ้าไม่ต้องเข้ามา ข้าอยากอยู่คนเดียว”นางปิดประตูทันทีไม่คิดฟังสาวใช้ที่กำลังอ้าปากจะเอ่ยร่างบอบบางในชุดดำไว้ทุกข์เร่งเดินไปจนถึงเตียงหลังใหญ่
คิกคิก ฮึกฮึก ฮื้ออ ฮ่าฮ่า ฮึกคิกคิก
กายเล็กในชุดไว้ทุกข์สั่นแรงอย่างไม่อาจควบคุมมือทั้งสองข้างของนางปิดปากเอาไว้แน่นแต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นก็ยังมีเสียงเล็ดลอดออกมาให้ได้ยินอยู่เป็นระยะเว่ยหนิงหันมองไปทางประตูพร้อมมือที่ยังปิดปากหลังเผลอปล่อยเสียงออกมาอย่างทนไม่อยู่เมื่อเห็นว่าสาวใช้ไม่ได้ยินนางที่ยืนหัวเราะไร้เสียงจนตัวสั่นก็ทิ้งร่างลงนอนกลิ้งไปมาบนเตียงโดยที่มือทั้งสองข้างก็ยังคงปิดปากเอาไว้ไม่ละไปไหน
“คิกคิก ฮ่าฮ่า ในที่สุดในที่สุดที่นี่ทั้งหมดก็เป็นของข้าแล้ว ฮ่าฮ่า”
หญิงสาวหัวเราะจนพอใจก่อนจะเอามือลงนอนมองคานไม้ในเรือนด้วยตาเป็นประกายสายตากวาดมองความสวยงามมั่งคั่งของเรือนที่อยู่อาศัยอย่างมีความสุขนางคิดมาตลอดว่าสักวันที่นี่จะต้องเป็นของนาง แต่ไม่คิดว่ามันจะเร็วถึงเพียงนี้
ฉะนั้นเรื่องนี้ต้องขอบคุณสามีชราของนางที่เลือกจากไปก่อนเวลาอันควรด้วยอุบัติเหตุไฟไหม้เรือสินค้าตอนที่เขาออกเรือเพื่อส่งสินค้าด้วยตัวเองและก็ต้องของคุณหนังสือฉบับนั้นที่เขาเขียนเอาไว้ก่อนตายแถมระบุอย่างชัดเจนว่าให้นางดูแลกิจการทั้งหมดรวมถึงจวนและบุตรชายเพียงคนเดียวของเขาให้ดีแต่เมื่อคิดถึงบุตรชายของเขา นางก็ต้องถอนหายใจออกมาอย่างรู้สึกเหนื่อยเพราะนายน้อยจ้าวฉิงฮ้วนนั้นไม่ชอบนางมาแต่ไหนแต่ไร และต่อต้านทุกสิ่งที่นางกล่าว
ปีนั้นนางแต่งเข้าจวนจ้าวตอนตัวเองอายุสิบเจ็ดเป็นภรรยาคนที่สี่ของนายท่านจ้าว พ่อค้าผู้มั่งคั่งร่ำรวยทว่ากลับมีข่าวลือเรื่องดวงกินภรรยาเพราะไม่ว่าจะแต่งงานกี่ครั้งภรรยาของเขาก็ชิงตายจากไปก่อนทั้งสิ้นและไม่เพียงเรื่องดวงกินภรรยาของเขาจะเป็นที่กล่าวถึง แต่คำกล่าวที่ว่าเขาเป็นขันทีมีบุตรยากก็กลายเป็นเรื่องขบขันของคนในเมืองเพราะเขาแต่งภรรยาแรกอยู่นานหลายปีนางก็ไม่ตั้งครรภ์จนนางตายจากเขาแต่งภรรยาสองอยู่กินกันห้าปีกว่าจะมีบุตรชายคนแรกแต่ก็เพียงสามวันหลังคลอดภรรยาคนที่สองก็ตายจาก เขาจึงแต่งภรรยาหวังหามารดาให้บุตรแต่แต่งเข้ามาเพียงไม่กี่วันสตรีนางนั้นก็สิ้นใจตายอย่างไร้สาเหตุทำเอาสตรีทั้งหลายหวาดกลัวรวมถึงสาวใช้ในเรือนที่เคยปีนเตียงเจ้านายต่างก็ถอยออกห่างไม่คิดเข้าใจเขาอีกเพราะกลัวอาถรรพ์ ไม่เหมือนนางที่ตั้งใจจับพ่อหม้ายภรรยาตายผู้นี้
เมื่อสิบปีก่อนเขาได้พบกับนางระหว่างทำการค้าต่างแดนเวลานั้นนางเป็นเพียงเด็กสาวลูกพ่อค้าร้านข้าวเล็กๆ ในชนบท ไม่ได้โดดเด่นอะไรมากเจอเขาระหว่างทางกลับบ้านเห็นว่าเขาแต่งตัวดีมีบ่าวและหีบสินค้าในรถมากมายคิดว่าคงร่ำรวยจึงหมายตาเอาไว้ ไม่สนใจอายุที่ดูจะพอๆ กับท่านย่าของนางและไล่สอบถามพ่อค้าใหญ่ไปทั่วเพื่อยืมนยันว่าเขานั้นร่ำรวยจริงอย่างที่คิดหรือไม่และก็พบว่าเขาร่ำรวยจริงๆ นางจึงหาทางตีสนิทไม่ว่าจะแสร้งเมาใส่เขาแสร้งล้มต่อหน้าเขาเอาตัวเองไปอยู่ในสายตาเขาตลอดจนสุดท้ายได้พูดคุยและพัฒนามาเป็นภรรยาที่เขาตบแต่งในที่สุดตอนได้ยินข่าวลือนางก็ตกใจ แต่เพราะไม่อาจถอยนางจึงตั้งใจกินใช้อย่างมีความสุขแต่ไม่คิดว่าบุรุษที่มีข่าวว่าดวงกินภรรยาจะตายจากไปก่อนทำให้นางได้ครอบครองจวนนี้อย่างที่ต้องการ ในช่วงอายุที่ตัวเองยังสาวและสวยอยู่
‘เห้ออ ซ่งเว่ยหนิงเอ๋ยซ่งเว่ยหนิงวาสนาเจ้านี่มันดีจริงๆ คิกคิก’
หญิงสาวคิดอย่างมีความสุข ดีใจไปสารพัดที่สามีของนางมีชื่อเสียทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าปีนเตียงเขาในนางปวดหัวก่อนจะเหลือบเห็นว่าบนนิ้วนางว่างเปล่าไร้เครื่องประดับจึงลุกไปที่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งหยิบเอาทั้งปิ่นทองประดับพลอยแหวนทับทิมออกมามากมายและสวมประดับบนร่างกายที่ชอบทำแม้ตอนนี้นางจะกำลังไว้ทุกข์ให้สามีผู้ล่วงลับอยู่ก็ตาม
ซ่งเว่ยหนิงหมุนร่างมองตัวเองในคันฉ่องอย่างมีความสุขเครื่องประดับมากมายบนกายทำนางยิ้มกว้างออกมาไม่หุบ นางเดินเล่นไปมาทั่วเรือนก่อนจะนั่งลงตรงโต๊ะชาหยิบเครื่องเครือบราคาแพงที่สามีมอบให้ออกมารินชาจิบด้วยท่าทางสบายใจสายตามองออกไปที่สวนดอกไม้พลางคิดอย่างมีความสุขว่าตนจะหยิบใช้เงินทองมากมายที่มีอย่างไรดี
ปึ้งๆๆๆ
“คุณชาย คุณชายฮูหยินพักผ่อนอยู่เจ้าค่ะ คุณชาย”
“หลีกไป!!”
“อ่ะโอ๊ยยย”
ปึ้ง แอ๊ดดด
เสียงความโกลาหลดังอยู่เพียงชั่วครู่ก่อนที่ประตูจะเปิดออกอย่างแรงพร้อมร่างสูงใหญ่กำยำจะก้าวยาวเข้ามาทำให้คนที่นั่งจิบชาไม่ทันตั้งตัวเก็บเครื่องประดับมากมายไม่ทันใบหน้าขึงขังของเขาที่จ้องมองนางทำใจหล่นวูบอย่างตกใจแต่เพราะรับมือกันมานานซ่งเว่ยหนิงจึงพอจะรู้วิธีรับมือกับบุตรชายสามีว่าต้องทำเช่นไร
“ฮูหยิน คุณชาย”
“ออกไปเถิด”น้ำเสียงเรียบนิ่งเอ่ยออกมาพร้อมกับนางโบกมือไล่สาวใช้ให้ออกไปจากห้องก่อนจะมองไปทางบุตรเลี้ยงร่างใหญ่ที่เดินเข้ามาพร้อมกวาดตามองนางด้วยท่าทางหยาบคายสายตากรุ้มกริ่มเต็มไปด้วยความเย้ยหยันมองมาอย่างไม่ปิดบังทำนางที่เป็นคนโดนมองอดไม่ได้ที่จะชิงชังสายตานั้นของเขา
“ไม่นึกเลยว่าแม่เล็กที่เศร้าโศกเพราะท่านพ่อจากไปจะมีอารมณ์สุนทรีย์หยิบปิ่น แหวนมาสวมเต็มไปทั้งมือและหัวเช่นนี้”
“เจ้ากล่าวหนักไปแล้ว พ่อเจ้าจากไปใครก็เศร้าโศกเพียงแต่ที่เจ้าเห็นแม่เล็กเอาของพวกนี้มาใส่ทั้งที่ไว้ทุกข์อยู่นั่นเพราะแม่เล็กคิดถึงพ่อเจ้าต่างหากของพวกนี้ล้วนเป็นพ่อเจ้าให้แม่เล็กทั้งสิ้น”
“เช่นนี้นี่เอง คงเป็นลูกที่เข้าใจแม่เล็กผิด”เด็กหนุ่มวัยเพียงสิบหกเอ่ยออกมาพร้อมเดินไปนั่งที่ด้านข้างภรรยาคนสุดท้ายของบิดาเขารินชาแล้วยกขึ้นดื่มด้วยท่าทางเป็นธรรมชาติ ก่อนจะวางถ้วยเคลือบมีราคาลงตวัดสายตามองมารดาเลี้ยงที่นั่งยิ้มหวานส่งมาอย่างเสแสร้ง
“แต่แม่เล็ก ตอนนี้ท่านพ่อตายไปแล้วข้าที่เป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของเขาก็ต้องขึ้นเป็นผู้นำตระกูลดูแลทุกข์อย่างของเขาแทนเขาที่ล่วงลับ ท่านคิดเช่นนั้นหรือไม่”
“ถูกต้องเจ้าเป็นบุตรเพียงคนเดียวของเขาก็ต้องรับช่วงต่อกิจการและทุกอย่างของเขา”
“เช่นนั้นในเมื่อแม่เล็กก็คิดแบบนี้ก็เอากุญแจเรือนและร้านมาเถิดข้าจะดูแลให้ต่อ”
เว่ยหนิงเหลือบสายตามองบุตรชายของสามีที่ยื่นมือมาตรงหน้านางก่อนจะยกชาจิบอย่างใจเย็นปล่อยเขาให้ยกมือข้างอยู่อย่างนั้นไม่สนใจ
‘หาทางไล่ข้าอยู่หรือ ไม่ง่ายเช่นนั้นหรอก’
กึก
“เจ้ารีบขนาดนั้นเลยหรือ ศพพ่อเจ้าพึ่งจะฝังเมื่อเช้าตกเย็นเจ้าก็มาขอกุญแจจากข้าเสียแล้ว”
“โธ่แม่เล็กคิดเยอะไปแล้วข้าแค่เห็นว่าท่านเหน็ดเหนื่อยมาหลายวันจึงอยากช่วยบรรเทาก็เท่านั้นเอง”เด็กหนุ่มแสร้งยิ้มออกมาเต็มใบหน้าทว่าไม่ถึงดวงตาพร้อมกับดึงมือที่ยกขึ้นเก้อกลับมายกชาจิบแก้เขินในหัวก็คิดหาวิธีที่จะทำให้สตรีนางนี้ยอมเอากล่องกุญแจและบัญชีให้ทันใดนั้นคำพูดของท่านอาและอาสะใภ้ก็ผุดเข้ามาในหัว ว่าหากนางไม่ให้ของมาง่ายๆก็เรียกประชุมเครือญาติบีบนางให้จนมุม
พลันมุมปากหยักที่แนบไปกับจอกก็ยกสูงขึ้นสายตามองไปทางร่างมารดาเลี้ยงด้านข้างพร้อมกับความมั่นใจที่มากขึ้นตามา
“แต่แม่เล็กอย่างไรเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ท่านที่จะจัดการเรื่องทั้งหมดได้อืมมม งั้นเอาเช่นนี้ดีหรือไม่ เราเรียกประชุมใช้ทุกคนช่วยตัดสินและช่วยแบ่งเบาหน้าที่ท่าน เช่นนี้ท่านก็จะได้ไม่เหนื่อย”
ซ่งเว่ยหนิงมองบุตรชายสามีพลางยิ้มกริ่มอยู่ในใจนางคิดไว้อยู่แล้วว่าสุดท้ายต้องมีการเรียกประชุมขึ้นมาแต่ก็เอาเถิดไม่ว่าอย่างไรเรื่องนี้ก็จบที่ทุกอย่างเป็นของนางอยู่ดีเขาอยากจะเล่นอะไรนางก็จะตามใจสักหน่อย
“เอาเช่นนั้นก็ได้ เดี๋ยวข้าจะให้พ่อบ้านเชิญทุกท่านมา”
“เช่นนั้นเรื่องนี้ให้แม่เลี้ยงจัดการแล้วกันวันนี้ข้าไม่รบกวนท่านแล้วท่านพักเถอะ”ร่างสูงลุกขึ้นยิ้มกริ่มอย่างพอใจเมื่อเห็นดวงหน้ามารดาเลี้ยงเสียไปเล็กน้อยก่อนจะทำความเคารพแล้วเดินออกจากห้องหวังบอกข่าวดีนี้กับท่านอาของเขา
ส่วนฮูหยินจ้าวเมื่อร่างลูกเลี้ยงออกไปนางก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่พิงร่างไปกับพนักเก้าอี้ยกจอกชาขึ้นมาดูยิ้มกว้างอย่างผู้มีชัย ไม่คิดว่าปลาจะว่ายมาติดเบ็ดเร็วเช่นนี้
“ดีนะข้ายังไม่ได้เอาไม่เด็ดออกมาดีเลยเช่นนั้นก็เอาโอกาสนี้แล้วกันที่จะประกาศให้ทุกคนรู้รวมถึงเจ้าด้วยฉิงฮ้วนที่ต้องเป็นของข้า”