“ตะวันทำเองหมดเลยเหรอ”
กีรติหยิบไดฟุกุกินเป็ชิ้นที่สองแล้ว ตะวันยังนั่งเหม่อลอย เขาเอียงคอมองด้วยความสงสัย ทว่ารสชาติหวานติดเปรี้ยวสอดไส้ไดฟุกุหันเหความสนใจเป็อย่างมาก รสชาติดีกว่าร้านที่ขายในเมืองมากนัก หรือเขาจะลองชวนตะวันเปิดร้านขายขนมดี?
ตัดภาพมาที่ตะวัน ที่เขานั่งเหม่อลอยแบบนี้มีสาเหตุ เนื่องจากเมื่อเช้าตื่นมา พบว่าตัวเองนอนกอดเกยกับพี่โรมโดยไม่มีเสื้อผ้าอาภรณ์ปกปิดร่างกายแม้แต่ชิ้นเดียว ตะวันพยายามเค้นสมองนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืน เขาจำได้อย่างเลือนลางว่า พวกเขาดื่มกับชาวบ้านจนดึกดื่น ตะวันเมาหนักจนโรมต้องได้ช่วยพยุงกลับมาที่บ้าน
หลังจากนั้น… ภาพก็ตัด ครั้นจะโวยวายว่าโดนฉวยโอกาสก็พูดได้ไม่เต็มปาก เพราะคนที่นอนเปลือยเปล่าและเป็ฝ่ายนอนกอดโรมเสียแน่นก็คือเขาเอง ยิ่งคิดว่าทำไมถึงเป็แบบนั้นก็ยิ่งว้าวุ่นใจ อีกคนก็ไม่ได้พูดอธิบายอะไรเลยแม้แต่น้อย ทำตัวปกติจนเขานึกฉุน
จะต้องให้ตะวันเป็ฝ่ายเอ่ยปากก่อนหรืออย่างไร เื่น่าอายแบบนี้ เขาไม่พูดเสียหรอก
“พี่กีรติ…”
“หือ?”
กีรติมองท่าทางคิดไม่ตกของอีกคนแล้วก็นึกขำ โรมกับตะวันมาฝากรถเกวียนไว้ั้แ่เช้า พอเขาเชิญให้เข้ามาในห้องนั่งเล่น เด็กหนุ่มก็เอาแต่เหม่อ ทำปากมุบมิบพูดกับตัวเองไม่หยุด ส่วนโรมก็หายไปกับอนณในห้องทำงานยังไม่ออกมาเลย
จู่ๆ ตะวันก็หันขวับมาจ้องหน้า แล้วพูดว่า “พี่กีรติแต่งงานกับพี่อนณได้ยังไงครับ ผมหมายถึง ไม่ได้โดนคลุมถุงชนจากรัฐใช่ไหม”
คำถามนี้ทำให้กีรติเหลือบตามองตะวันอย่างพิจารณาก่อนเอ่ย “พี่โรมเล่าให้ตะวันฟังเหรอ”
“ครับ” ตะวันพยักหน้า กีรติยกแก้วจิบน้ำชาอย่างสงบ
“อย่างที่ตะวันเข้าใจนั่นแหละ งานแต่งงานของพี่กับพี่อนณถูกกำหนดโดยรัฐหลวง ตามจริงพวกเราเป็เพื่อนร่วมฝึกปีเดียวกัน รวมถึงพี่โรมด้วย”
“แสดงว่าคุ้นเคยกันมาก่อนแล้ว ดีจัง แล้วรัฐหลวงทำไมต้องจับคนนั้นไปแต่งงานกับคนนู้นด้วยครับ เราไม่สามารถเลือกคนที่อยากแต่งงานด้วยได้เลยเหรอ” ตะวันค่อนข้างสับสน โดยปกติหน้าที่ของรัฐไม่น่าจะรวมการเป็แม่สื่อให้คนของรัฐ หรือจะเป็นโยบายอะไรบางอย่างของโลกนี้
“ไม่ใช่ทุกคนที่รัฐหลวงจับคลุมถุงชนหรอก เฉพาะคนที่ได้รับมอบหมายงานเท่านั้น พี่เองก็รู้รายละเอียดไม่เยอะ สักพักพี่โรมน่าจะเป็คนพูดกับตะวันเอง” กีรติคลี่ยิ้มบาง แล้วรีบพูดต่อเหมือนเพิ่งนึกขึ้นมาได้
“จริงสิ กลางเดือนหน้าจะมีจัดประเพณีงานสงกรานต์ ผู้นำเขตและภรรยาต้องเข้าร่วมทุกคน ปีนี้จัดที่เมืองท่าหลวง สะดวกพวกเราหน่อย แล้วค่อยนัดหมายออกเดินทางไปด้วยกันนะ”
ตะวันอึ้งเล็กน้อย “อะไรนะครับ งานสงกรานต์?”
เด็กหนุ่มจับต้นชนปลายไม่ถูก จำได้ว่าพี่โรมบอกที่นี่ไม่ใช่ประเทศไทย แต่ประเพณีสงกรานต์มีเฉพาะที่ประเทศไทยเท่านั้นไม่ใช่เหรอ แค่ภาษาที่พูดกันก็เป็ภาษาไทยแล้ว จะไม่ใช่ประเทศไทยตรงไหนกัน!
เอ่อ จริงๆ ก็หลายอย่าง อาทิ ภูมิอากาศ ภูมิประเทศ การแต่งกายเข้าใจได้ว่าเกี่ยวข้องกับอากาศที่เย็นขึ้น อาหารถึงแม้พืชผักจะเกี่ยวพันกับอากาศและทำเลที่ตั้ง แต่ที่เขาสังเกตก็เป็รสจัดจ้าน มีพริก มีแกง มีข้าวสวย ไม่ได้กินขนมปังเป็หลักอย่างเหมืองหนาวทางยุโรป
แล้วอากาศ่ฤดูใบไม้ผลิจะจัดให้เล่นสงกรานต์ มันจะไม่ดูแปลกไปสักหน่อยหรือ เท่าที่ตะวันจำได้ เทศกาลสงกรานต์มีการรดน้ำเพราะ้าบรรเทาความร้อนอบอ้าว่หน้าร้อนนี่นา
“ประเพณีนี้เป็แค่การรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ในบ้านน่ะ สำหรับคนทั่วไปมันก็คือวันที่คนที่อยู่ต่างถิ่นได้กลับบ้านเดิม เป็วันครอบครัว ดังนั้น ผู้นำแต่ละเขตก็จะต้องกลับรัฐหลวงพร้อมภรรยาเช่นกัน แต่สถานที่ก็จะกำหนดใหม่ในแต่ละปี อย่างปีนี้ก็เป็เมืองท่าหลวงที่เป็เ้าภาพ” กีรติอธิบายเพิ่มเติมเหมือนรู้ความสงสัยในใจของตะวัน เขาพยักหน้าทำความเข้าใจ
โลกนี้มีอะไรที่เขาต้องเรียนรู้อีกเยอะจริงๆ
ทั้งสองคนคุยกันสักพัก โรมกับอนณก็เดินออกมาจากห้องทำงาน กีรติกวักมือเรียกสามีตัวเอง “พี่มาดูนี่สิ ตะวันทำไดฟุกุลูกพลัม อร่อยมาก รับรองว่าพี่ไม่เคยทานขนมแบบนี้จากที่ไหนมาก่อนแน่”
อนณตาลุกวาว เดินเร็วๆ เข้ามา โดยมีกีรติหยิบลูกไดฟุกุป้อนให้ถึงปาก ตะวันเห็นสองคนรักใคร่กันดีก็นึกถึงเื่แต่งงานโดยรัฐหลวง แต่อนณกับกีรติรู้จักกันมาก่อนนี่นา ไม่ได้ปุบปับอยู่กินกันแบบเขากับพี่โรม อย่างน้อยก็ได้ศึกษาตัวตนของอีกฝ่ายมาประมาณหนึ่งแล้ว
ส่วนเขา… เด็กหนุ่มเหลือบมองโรมที่เดินมานั่งอย่างไม่เร็วไม่ช้า แล้วถอนหายใจ มันเป็ความรู้สึกที่จะถอยหลังก็ไม่ได้ จะไปต่อก็ไม่ได้เพราะอีกคนเฉยชาเสียเหลือเกิน ถ้าพี่โรมมีท่าทีกับเขาสักนิด ตะวันอาจจะพอรู้ทิศทางการวางตัวของตัวเองมากกว่านี้ก็ได้
“หื้ม อร่อยจริงๆ ตะวันทำขนมเก่งแบบนี้ โรมโชคดีแล้ว” อนณหยิบกินเองอีกสองลูกอย่างติดใจ
“พี่โรมไม่ชอบของหวานน่ะครับ”
“แต่กับข้าวตะวันก็ทำอร่อย” โรมพูดขึ้นนิ่งๆ แล้วทั้งสามคนที่เหลือก็เหมือนจะชะงักไป ตะวันเห็นท่าทางเลิกลั่กของอนณแล้วรีบเอ่ย
“ถ้าพี่อนณกับพี่กีรติชอบ วันหลังผมจะทำมาให้ชิมอีกนะครับ”
“เดี๋ยวต้องขอตัวแล้ว มีธุระต้องไปจัดการอีก” โรมพูดพลางลุกขึ้นยืน ตะวันลุกตาม เอ่ยร่ำลาแล้วทั้งสองคนก็มุ่งไปสำนักงานเขตประจำเมือง โรมแสดงเข็มกลัดแปดเหลี่ยมให้เ้าหน้าที่ดู บอกว่ามารับกระดาษโฉนด ฝ่ายนั้นก็รีบกุลีกุจอเข้าไปหยิบมาให้เพราะได้รับการแจ้งจากอนณเป็พิเศษก่อนหน้านี้แล้ว
เนื่องจากเอกสารราชการที่จำเพาะมากๆ อย่างเอกสารสิทธิ์ต่างๆ เพื่อป้องกันการปลอมแปลงที่จะเกิดขึ้นได้ในอนาคต จึงจำเป็ต้องใช้กระดาษที่ออกแบบมาเฉพาะ แต่เพราะเขต 71 ยังไม่ได้เข้าระบบอย่างเป็ทางการ จึงยังไม่มีสำนักงานเขตของตัวเอง หลายๆ อย่างจึงต้องพึ่งพาเขต 70 ของอนณอยู่
“จะไปตลาดใช่ไหม” โรมหันมาถามตะวัน เขาพยักหน้าตอบ
“จะไปรับเสื้อที่สั่งตัดไว้ ซื้อของเข้าบ้านเพิ่ม แล้วก็อยากจะสำรวจตลาดสักหน่อยครับ”
“ได้”
โรมพาตะวันเดินสำรวจตลาดของเมือง 70 อย่างไม่รีบร้อน ค่อยๆ ดูข้าวของทุกร้านที่มีจำหน่ายพบว่ายังไม่มีร้านไหนขายซอส น้ำปลา หรือจำพวกน้ำปรุงรสเลย เครื่องปรุงส่วนใหญ่ก็จะเป็เครื่องเทศ เกลือ ฉะนั้นถ้าซอสถั่วเหลืองของตะวันได้ผล ก็มีโอกาสทำเงินได้ไม่น้อย
“เหล้าที่นี่ก็มีแต่เหล้าหมักจากข้าว ยังไม่เจอเหล้าองุ่นหรือเหล้าผลไม้อื่นๆ เลยนะครับ” ตะวันพูดขึ้นขณะเดินผ่านร้านขายเหล้า อย่างในหมู่บ้าน ชาวบ้านก็จะหมักเหล้าจากข้าวกันเอง ทั้งที่ป่าบนเขามีผลไม้ตั้งเยอะขนาดนั้น
“เมืองแถวนี้ยังไม่มี แต่เมืองอื่นก็พอจะมีอยู่บ้าง การขนส่งไม่ได้ดีทำให้ราคาที่นำมาขายแพง ชาวเมืองเลยไม่นิยมซื้อ จะหาซื้อได้ง่ายหน่อยก็เมืองท่าหลวง แต่ก็ยังราคาแพงอยู่ดี”
“ถ้าอย่างนั้นก็เป็โอกาสที่ดีอีกอย่างของพวกเราเลย” ตะวันคลี่ยิ้ม พอได้สำรวจตลาดแล้วพบว่ายังมีของที่สามารถทำขายได้อีกหลายอย่างเลย
เขาหันมาเขย่าแขนโรมเมื่อเดินผ่านร้านขายเครื่องปั้นดินเผา “พี่โรมผมอยากสั่งทำไหกลั่นเหล้า พวกเราไปสั่งร้านทำกันเถอะ”
ตะวันพุ่งเข้าไปสอบถามเ้าของร้าน แล้วก็ต้องผิดหวังเมื่อฝ่ายนั้นตอบกลับมาว่าไม่สามารถรับงานสั่งทำได้ เพราะไปรับของมาขายอีกที ซึ่งแหล่งผลิตค่อนข้างอยู่ไกล เ้าของร้านยังบอกอีกว่า ของที่ร้านก็ครบครันสำหรับการใช้งานหลากหลายแล้ว นอกเสียจากตะวันจะซื้อไหไปปรับทำเอง
ในขณะที่กำลังครุ่นคิดว่าจะอย่างไรดี โรมที่เงียบมานานก็พูดขึ้นว่า “มีที่หนึ่งที่สามารถทำให้เราได้” ตะวันตาเป็ประกายทันที
“ที่ไหนเหรอครับ”
โรมตอบเสียงเรียบ “หมู่บ้านของอาราดล”
..
เมื่อกลับถึงบ้าน โรมก็นั่งทำงานที่โต๊ะยาวหน้าบ้าน ซึ่งตอนนี้ตอกคานไม้เป็ผนังซุ้มเพิ่มเพื่อเป็ที่กำบังลม เครือไม้เลื้อยเริ่มอยู่ตัว ไม่มีอาการเหี่ยวเฉาแล้ว ลำต้นสีเขียวขจี ออกดอกบานสะพรั่ง ตะวันยังนำกระถางไม้ดอกเบญจมาศหลากหลายสายพันธุ์ที่ขุดได้จากในป่า มาวางเรียงกันบนชั้นไม้ที่โรมทำไว้ให้หลังจากที่ว่างจากการทำงาน บ้านที่เคยเป็บ้านหินแห้งแล้ง ก็ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาหลายส่วน
“หมู่บ้านของอาราดลมีดินเหนียวเยอะ แล้วยังไงต่อนะครับ” ตะวันเอ่ยถามโรมขณะที่กำลังรดน้ำต้นไม้พันธุ์เล็กของตัวเอง ต้นเบอร์รี่ลูกกลมเม็ดเล็กสีแดงสด จับกลุ่มเป็พวงน่ารักน่าชัง
“จากที่ไปสำรวจมาหมู่บ้านของอาราดลจะอยู่เหนือทะเลสาบในหุบเขา สภาพดินส่วนใหญ่เป็ดินเหนียวจับเป็ก้อน จึงเพาะปลูกพืชผักไม่ได้มาก ชาวบ้านส่วนใหญ่จึงหาเก็บของป่ากับล่าสัตว์ แต่ก็เพียงพอสำหรับการให้ใช้ชีวิตเท่านั้น”
“พี่โรมจึงคิดจะนำดินมาทำประโยชน์อย่างอื่น ใช่มั้ยครับ” เขาวางกระบวยไม้ลง แล้วรุดไปนั่งบนโต๊ะตรงข้ามกับโรม มองหน้าฝ่ายนั้นราวกับสนอกสนใจในเื่ที่คุยกันเต็มที่ โรมจึงได้หยุดเขียน อธิบายด้วยน้ำเสียงที่ไม่เร็วไม่ช้า
“ถูกต้อง ดินเหนียวทำเครื่องปั้น ภาชนะได้หลายแบบ ไหกลั่นเหล้าหมักของเธอก็สามารถออกแบบให้ทำได้ เพียงแต่ชาวบ้านต้องเปิดใจเรียนรู้ และต้องลงทะเบียนเป็ประชากรของรัฐหลวงก่อน เทคโนโลยีนี้ถึงสามารถถ่ายทอดให้ได้”
“พี่ก็รู้วิธีการปั้นหม้อด้วยเหรอครับ” ตะวันคิดอยู่แล้วว่าโรมเป็คนมีความสามารถ แต่คิดไม่ถึงว่างานฝีมือที่เป็งานเฉพาะจะเชี่ยวชาญด้วย โรมลงมือเขียนหนังสือต่อ ขณะพูด
“เคยอบรม แต่ถ้าต้องทำจริงจัง จะต้องไปแจ้งขอยืมหนังสือคู่มือจากรัฐหลวงมาเสียก่อน”
“งานเฉพาะทางขนาดนี้ ทางรัฐไม่ส่งคนมาช่วยพี่ดูบ้างเหรอครับ” ผู้นำเขตแบบใดกัน ลูกน้องจะใช้งานก็ยังไม่มี อย่างน้อยก็คนคอยช่วยประสานงานทั่วไปก็ยังดี พี่โรมคนเดียวจะทำงานใหญ่ทั้งหมดขนาดนี้ไหวได้อย่างไรกัน
“เป็ความ้าของพี่เอง พี่อยากให้คนในพื้นที่ได้บริหารงานตัวเอง มากกว่าจะต้องมีคนของทางการมากำกับดูแล ถ้าคนในพื้นที่รวมกันอย่างแข็งแกร่ง คนอื่นก็ยุ่งมือเข้ามาสอดไม่ได้”
ตะวันคิดตามแล้วพยักหน้าเห็นด้วย นับว่าชาวบ้านที่นี่โชคดีที่ได้พี่โรมเป็ผู้นำเขต เขาไม่รู้หรอกว่าคนอื่นบริหารเขตของตนเองอย่างไร แต่คนในท้องถิ่นอย่างไรก็รู้จักพื้นที่ของตัวเองดีที่สุด มีความหวังดีอยากพัฒนาบ้านเกิดให้ดีมากกว่าใครอยู่แล้ว ถ้าทำให้ชุมชนของตนเองมีความเป็อยู่ที่ดี คนในพื้นที่ก็จะไม่ต้องตรากตรำไปทำงานหาเงินที่อื่น เป็การกระจายความเจริญสู่รอบนอกเมืองเอกด้วย
ไม่เหมือนโลกที่ตะวันอยู่มา ความเจริญกระจุกแค่ไม่กี่เมือง คนชนบทก็ต้องดั้นด้นเข้ามาหางานทำในเมืองเ่าั้ ปล่อยบ้านเกิดเหลือแต่เด็กและคนแก่ เกิดปัญหาช่องว่างทางสังคมและปัญหาอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย
เขาเท้าคางมองคนตัวสูงอย่างนึกเลื่อมใส ก่อนเอ่ยพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ตะวันจะช่วยพี่โรมเอง”
โรมมองตรงมา ดวงตามีแววอ่อนโยนล้ำลึก “ที่ทำอยู่ก็ช่วยได้มากแล้ว” บอกพลางขยี้หัวกลมเบาๆ ตะวันยิ้มกว้างหลังจากได้รับคำชม
่เย็นหลังจากเสร็จงานจากในไร่ อาบน้ำ ทานมื้อเย็นกันเรียบร้อย คณะกรรมการหมู่บ้านก็เดินเป็กลุ่มกันขึ้นเนินมา นำโดยน้าธาร พี่จันทร์ พี่กร น้าคง ลุงผาน และลุงเรือง ทั้งห้าคนนี้เป็คณะกรรมการจากการแต่งตั้ง ทุกคนในหมู่บ้านคุ้นเคยกันดี
ตะวันแจกชาดอกเบญจมาศให้กับทุกคนอย่างทั่วถึง แล้วนั่งลงข้างโรม วันนี้เขาจะทำหน้าที่เป็เลขา ช่วยจดรายงานการประชุม
“มีสามเื่เร่งด่วนที่ผมอยากให้เริ่มทำภายในสัปดาห์นี้เลย เพราะกลางเดือนหน้าผมกับตะวันต้องเดินไปทางเมืองท่าหลวง อาจจะไปหลายวันหน่อย จึงต้องฝากเื่กับทุกท่านไว้ก่อน” โรมเริ่มเปิดการประชุม เื่ที่ต้องไปงานสงกรานต์ตะวันรู้มาก่อนแล้ว จึงไม่ได้สงสัยอะไรเพิ่มเติม
“เื่แรกคือการออกเอกสารโฉนดที่ดิน อยากจะให้ทุกคนช่วยนัดชาวบ้านแต่ละครอบครัวมายืนยันรับสิทธิ์ ลงนามการให้เสร็จภายในสามวัน
เื่ที่สอง การขุดคลองทดน้ำเข้านา เนื่องจากคลองนี้ชาวบ้านทุกคนจะได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน อยากให้แต่ละครอบครัวส่งตัวแทนเพื่อออกแรงขุดคลอง มีเวลาอีกหนึ่งเดือนจะถึงฤดูกาลทำนา คิดว่าจะพร้อมใช้งานทันพอดี
และเื่ที่สาม ตะวันจะสอนการทำหมักซอสถั่วเหลืองให้กับพี่สะใภ้ในหมู่บ้าน ครอบครัวไหนที่มีถั่วเหลืองเหลืออยู่ก็ให้เอาออกมาขายได้ อุปกรณ์ต่างๆ ก็ให้คนไปซื้อจากในเมือง อาจจะต้องได้สร้างโรงเก็บซอสที่หมักแล้วเพิ่ม หลังจากทำโฉนดที่ดินเสร็จแล้ว ตะวันก็รับผิดชอบร่างรายละเอียดมา”
“รับทราบครับ” ตะวันที่ได้รับมอบหมายงานครั้งแรกรับปากอย่างมั่นใจทันที
“เดี๋ยวพี่กับลุงผานจะช่วยดูเื่โรงเก็บกับซื้ออุปกรณ์ มีอะไรบอกพวกเราได้ ที่บ้านพี่มีลาแก่ตัวหนึ่ง เดินทางเข้าเมืองก็ไม่แย่” พี่จันทร์เอ่ยอาสาอย่างมีน้ำใจ ตะวันยิ้มรับทันที
“น่าจะต้องมีเื่ให้ช่วยอีกเยอะเลยครับ แต่ว่าถ้ามีเื่ต้องใช้เกวียนเดินทาง มาเอาของบ้านพวกเราไปใช้ได้ ถ้าเกวียนไม่ว่าง ค่อยรบกวนลาแก่ของพี่จันทร์” จันทร์รับปากตามนั้น
จากนั้นโรมถึงได้แบ่งงานให้คนอื่นทำ ใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงก็ประชุมกันเสร็จ
พรุ่งนี้จะเริ่มส่งมอบใบโฉนดที่ดิน ตะวันที่เคยคิดว่ามีเวลาว่างเหลือเฟือ ชักจะรู้สึกงานยุ่งขึ้นมาแล้วสิ มีหลายอย่างที่ต้องคิดและต้องลงมือทำ
จนลืมงานสงกรานต์ของรัฐหลวงไปเสียสนิท
จบตอน
สิสิร•