“เอ่อ...ผมมาทำเื่คืนหนังสือครับ”
ร่างสูงโปร่งพูดเสียงนุ่มพร้อมกับยื่นหนังสือที่้าคืนมายังเบื้องหน้า โดยที่สายตาของเขายังคงจับจ้องมองมายังบรรณารักษ์สาวที่ซ่อนความสวยเอาไว้ภายใต้กรอบแว่นตาหนาเตอะ
(น้านนนน...ไงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำงานดีมากแม่คนแรกของการทำงานก็ผู้ชายเลยนะคะท่าน ขอปุ๊บได้ปั๊บจริง ๆ ...หึ...แต่ว่าท่านค่ะท่านได้ฟังไหมว่าหนูขออะไรคะท่าน...ทำไมให้ตรงข้ามอย่างนี้แทนล่ะ เอ...ว่าแต่ทำไมเสียงมันคุ้นจังเลยว่ะ)
ฉันขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัยพร้อมกับกลอกตาไปมา แต่ทว่า...ก็ยังไม่ยอมเงยหน้าขึ้นไปมองผู้มาใหม่
“...ค่ะ...วางไว้ได้เลยค่ะ”
คำตอบรับส่งออกไปห้วน ๆ ตามสไตล์คนเก็บตัวที่ไม่อยากสุงสิงกับใครถ้าไม่จำเป็ พร้อมดวงตากลมโตที่ยังคงจับจ้องอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ไม่ยอมหันไปมองเ้าของสายตาที่มีความหมายบางอย่างที่กำลังส่งมาแม้จะรู้ดีว่าสายตาคู่นั้นกำลังรอที่จะเปิดบทสนทนาต่อไปอยู่
“เอ่อ...คือผมไม่ค่อยแน่ใจน่ะครับว่าตัวเองได้เผลอทำปกหนังสือเป็รอยหรือเปล่า คุณช่วย...”
ส่วนคนร่างสูงที่ยังไม่ยอมแพ้เพราะเสียงในหัวดังว่าพรหมลิขิตคือผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าหลังจากได้เจอหญิงสาวเป็ครั้งที่สองก็ยังคงพูดยื้อเพื่อให้เธอชายตาขึ้นมามองโดยหวังว่าตัวเขาจะได้สานสัมพันธ์ต่อไป
เพียงแต่คนมันไม่ใช่แถมยังมาในเวลาที่ผิด...ในจังหวะที่ชายหนุ่มยังไม่ทันได้พูดจบประโยค หญิงสาวที่เบื่อหน่ายกับประโยคไร้สาระเหล่านี้เต็มทีเพราะแค่ปรายตาไปมองหนังสือตรงหน้าก็รู้ดีว่าหนังสือเล่มนี้คนตรงหน้าคงแทบจะไม่ได้แตะมันเลยสักนิด หรืออาจจะไม่แม้กระทั่งเปิดหน้าปกนี้เลยด้วยซ้ำก็ได้พูดขัดออกไปพร้อมกับเงยหน้าขึ้นไปมองคนตรงหน้าให้เต็มตาสักที
“ค่ะ...ดะ...เดี๋ยวดิฉันดูให้นะคะ”
(เฮือก ~~ นี่มันไอ้คอกเทลเมื่อเช้านี่น่า)
ฉันถึงกับเบิกตากว้างตัวแข็งทื่อเมื่อได้เห็นว่าคนตรงหน้าคือคนที่ทำให้ฉันต้องงดไส้กรอกจิ๋วไปน่าจะนานพอควร
“เอ่อ...คุณ...”
และในจังหวะคุณไส้กรอกคอกเทลกำลังจะเอ่ยปากเชิงทักทาย ฉันที่ไม่รอให้ความสัมพันธ์มันก้าวหน้าไปไกลก็รีบพูดตัดบทเสียงแข็งจนคนฟังถึงกับหน้าเจื่อนแต่ก็ยังไม่ยอมเดินออกไปจากหน้าเคาน์เตอร์
“วางไว้ได้เลยค่ะ”
“เอ่อ...แต่ว่า”
“เดี๋ยวดิฉันดูให้นะคะ...!!”
น้ำเสียงที่แข็งขึ้นถูกส่งออกไปอีกครั้งเพราะอยากจะให้คนตรงหน้าไปให้พ้น ๆ ก่อนที่ภาพบางอย่างมันจะผุดขึ้นมาจนทำให้ฉันเอากลับไปนอนฝันร้ายในคืนนี้ก็ทำให้คนโดนเสียงดังใส่คอตกเดินจากไป
และในจังหวะที่ฉันคิดว่าเขาถอดใจแล้วเดินจากไปแล้วนั้น...ฉันที่กำลังจะเอื้อมมือไปหยิบหนังสือเ้าปัญหาที่เขาวางเอาไว้ที่เคาน์เตอร์ก็เป็จังหวะเดียวกันกับที่เขานั้น...
หมับ...!!
“คุณครับผมว่า...”
วูบ!
(โอ๊ยยยย...เวรเอ๊ย! ใครมันจะไปอยากเห็นไส้กรอกคอกเทลทั้งวี่ทั้งวันกันห๊ะ...ไม่นะ...กรี๊ดดดดด ~~)
“อ๊ะ....อะ...อื้ออออ ~~ แรงอีกซิคะ...กระแทกเข้ามาแรง ๆ อีก”
“อะ...ผมจะแตกแล้ว มะ...มันไม่ไหวแล้ว อะ...อะ...อ่า...~~”
“โธ่อะไรกันเนี่ยเสร็จไปสองรอบแล้วฉันยังไม่ได้สักรอบเลย...เซ็งเป็บ้า”
“แฮกๆๆ โธ่อย่างอนเลยนะที่รัก...เฮือก...ขอผมพักสักหน่อยเดี๋ยวผมต่อให้”
“ไม่ต้องแล้วค่ะ…!! ถ้าเวลาทำมันจะสั้นเหมือนดุ้นไส้กรอกคอกเทลคราวหน้าก็ไม่ต้องเรียกมาแล้วนะ...เสียอารมณ์...ชิ”
สิ้นประโยคสุดท้ายจากหญิงสาวรูปร่างดีหน้าอกหน้าใจใหญ่ตูมตามแม้จะเห็นเพียงราง ๆ ก็ตามที ภาพร่างอันเปลือยเปล่าของทั้งหญิงสาวและชายหนุ่มผู้เป็เ้าของไส้กรอกคอกเทลที่ตอนนี้ยิ่งหดเหี่ยวลงไปก็พลันจางลงไปพร้อมกับเสียงเรียกของคนในนิมิตเมื่อครู่จะดังแทรกขึ้นมาจนทำให้ฉันหลุดออกจากภวังค์
“คุณครับ...คุณ...”
“เฮือก ~~ อ๊ะ!”
ฉันที่พอได้สติปุ๊บก็รีบสะบัดมือออกจากนิ้วมือของคนตรงหน้าที่ตอนนี้กำลังแตะอยู่ยังนิ้วชี้ของฉันทันที
“คุณคิดจะทำอะไรคะ!”
“เอ่อ..ผม”
“กรุณาอย่ามาแตะต้องตัวดิฉันนะคะ ดิฉันไม่ชอบ!”
สายตาดุจากดวงตากลมโตลอดผ่านกรอบแว่นจ้องมองไปยังคนที่ถือวิสาสะจับมือคนอื่นอย่างเอาเื่
“ขะ...ขอโทษครับคือผมไม่ได้ตั้งใจผมแค่...”
และในขณะที่เขายังคงแก้ตัว ฉันที่ไม่คิดจะเปิดช่องสนทนาอะไรกับเขาอีกก็รีบตัดบททันที
“ถ้าไม่มีอะไรแล้วเชิญค่ะ”
ฉันพูดเสียงเข้มจนคนที่มั่นใจแล้วว่าตัวเองโดนปิดประตูสร้างความสัมพันธ์ในครั้งนี้ถึงกับเดินคอตกออกไป
“ฟู่ววววว ~~ ไอ้ไส้กรอกคอกเทลบ้านี่...!!”
เสียงสบถที่พ่นออกพร้อมอารมณ์ที่ขุ่นเคือง และถึงแม้ว่าเสียงนั้นจะไม่ได้ดังมากตามมารยาทที่พึ่งมีในห้องสมุด แต่ทว่ามันก็ดังพอให้คนที่ทำงานใกล้ ๆ กันได้ยิน
“หนอนหิวข้าวหรอ??”
พี่วิมลบรรณารักษ์ที่ทำงานร่วมกันเอ่ยถามหลังจากได้ยินฉันสบถเมื่อครู่
“ค่ะ...ว่าไงนะคะพี่วิมล”
“พี่ถามว่าเราหิวหรอเห็นบ่นงึมงำอะไรคอกเทล...คอกเทล”
แววตาใสซื่อที่ลอดออกมาจากกรอบแว่นหนาทรงล้าสมัยทำฉันอดสะท้อนไม่ได้ว่าถ้าหากพี่วิมลรู้ว่าไอ้คอกเทลที่ฉันหมายถึงคืออะไรแกจะทำหน้าทำตาเลิ่กลั่กมากแค่ไหนกัน
“ปะ...เปล่าค่ะหนอนไม่ได้หิวค่ะ”
ฉันปฏิเสธพร้อมกับแอบถอนหายใจเบา ๆ
“ถ้าหิวบอกได้นะไปหาอะไรกินจะได้ไม่ปวดท้องรู้ไหม”
พี่วิมลยังไม่วายเป็ห่วง ก่อนที่แกจะถามประโยคที่ทำฉันต้องไปนึกถึงภาพวาบหวามอีกรอบ
“เอ่อ...ว่าแต่หนอนรู้จักกับคุณคนที่เอาหนังสือมาคืนเมื่อกี้นี้หรอ”
พี่วิมลถามหน้าตาใสซื่อ
“ไอ้ไส้กรอกคอกเทลอ่ะนะ…!!”
“ทำไมหนอนไปเรียกเขาแบบนั้นล่ะ”
“อ่ะ...เอ่อ...ขอโทษค่ะหนอนพูดผิดไป...แหะ...แหะ”
ฉันรีบแก้ตัวเพราะรู้ว่าตัวเองโป๊ะแตกเข้าให้แล้ว
“พี่ว่าเราหิวชัวร์”
“ไม่หิวค่ะไม่หิว ว่าแต่พี่วิมลหมายถึงผู้ชายที่เอาหนังสือมาคืนเมื่อกี้ใช่ไหมคะ”
และโชคดีที่พี่วิมลไม่สงสัยอะไรนั่นจึงทำให้ฉันรีบเปลี่ยนเื่ทันที
“ไม่นี่ค่ะ...มีอะไรหรอค่ะ”
“กะ...ก็ไม่มีอะไรหรอกพี่เห็นเขามายืนมองเราตั้งนานก็นึกว่ารู้จักกัน อีกอย่างพี่เห็นว่าเขาหน้าตาดีน่ะเลยนึกว่าเป็แฟนหนอน”
พี่วิมลพูดพร้อมกับมือที่ขยับแว่นเล็กน้อยด้วยท่าทีเอียงอาย
(อย่าบอกนะว่าพี่วิมลชอบไอ้ไส้กรอกคอกเทลนั่นนะ...พี่รู้ไหมคะว่าเขา...)
“ไม่รู้จักนะคะแล้วเขาก็ไม่ใช่แฟนหนอนด้วย”
ฉันปฏิเสธเพราะไม่ชอบให้เขามาเข้าใจผิดอะไรแบบนี้
“อะ...อ้าวหรอ”
พี่วิมลหน้าแดงเล็กน้อยก่อนจะหันไปจัดการงานของตัวเอง ส่วนฉันที่ในเวลานี้ไม่ไหวแล้วที่ต้องมาเห็นภาพนิมิตอุจาดในเวลากระชั้นชิดถึงสองครั้งสองคราในระยะเวลาไล่ ๆ กันก็ได้แต่ขอพี่วิมลไปล้างหน้าล้างตาทำใจในห้องน้ำสักครู่...