พิกัดที่1 ถุงน้ำตาล
ถ้าจะให้เล่าย้อนไปถึงครั้งแรกที่ผมได้พบกับชูก้า… ก็คงต้องเริ่มจากเื่ราวที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น เื่ราวที่เหมือนจะเกิดขึ้นด้วย “ความบังเอิญ” ทั้งๆ ที่ในหัวของผม ไม่เคยเชื่อเลยว่าความบังเอิญจะมีอยู่จริง
"ไฮ๊— เรียวจิ!"
นั้นคือชื่อจริงของผม หรือชื่อเต็มของผมคือ ซากิ เรียวจิ
ส่วนคนที่เรียกชื่อผมด้วยโทนเสียงสูงเมื่อกี้ ก็คือคุณซิออน เท่าที่ทุกคนชอบเรียกกันละนะ
"คือ—ฉันทำส่วนของฉันไปบ้างแล้ว แต่เอ่อ…"
เธอเอามือชี้ไปที่ข้อมือ ทำให้ดูเหมือนกำลังดูเวลา ทั้งที่จริงๆ แล้วเธอไม่ได้ใส่นาฬิกาด้วยซ้ำ
"ต้องรีบวิ่งไปชมรมแล้วล่ะ พอดีมีเื่ด่วนสุดๆ เลยล่ะ! ถ้าไม่ว่าอะไร"
"ช่วยทำในส่วนที่เหลือของฉันทีสิ"
นิ้วเรียวประสานกันไว้ใต้คาง ก้มคอมองตา ทำท่าทางเหมือนกำลังวิงวอนขอร้องให้ผมช่วยเธอ
ผมเพียงพยักหน้าลงช้าๆ หนึ่งครั้งให้เธอ ไม่ได้ตอบอะไรกลับไป ท่าทางของเธอผ่อนคลายลงเล็กน้อยทันทีที่ได้เห็นการตอบรับนั้น
“อ่า…ขอบคุณนะ ไว้ครั้งหน้าฉันจะตอบแทน ไปก่อนนะ บ้ายยย”
"..."
.
.
.
บางทีผมก็รู้สึกเบื่อหน่ายกับการเสี่ยงดวง ไม่ว่าจะเป็การจับฉลากเลือกเวรประจำวัน เลือกตำแหน่งที่นั่ง หรือถูกเรียกให้ตอบคำถามที่ไม่มีใครอยากตอบหน้าห้อง และแม้กระทั่งการที่ได้เกิดมาบนโลกใบนี้ ทุกอย่างล้วนมาจากการเสี่ยงดวงทั้งนั้น
มันเป็สิ่งเดียวที่รู้สึกควบคุมไม่ได้ แต่ในทางกลับกัน…มันกลับทำให้รู้สึกถึงการมีชีวิต เวลาที่หัวใจเต้นสูบฉีดแรงๆ มนุษย์เราจะเริ่มเข้าใจถึงสิ่งที่ต้องเสียไป และสิ่งที่กำลังจะได้มา ยิ่งความเสี่ยงสูง ผลตอบแทนก็ยิ่งสูงขึ้น และในจังหวะเวลาที่กำลังลุ้นอยู่ว่า จะได้ หรือ จะเสีย นั่นแหละ คือ่เวลาที่รู้สึกถึงการมีชีวิตจริงๆ
ตอนนี้ผมกำลังรู้สึกถึงสิ่งที่ต้องสูญเสียไป…จากการจับฉลากเลือกเวรประจำวัน มันทำให้ผมต้องเสียเวลาอีกสิบนาทีเพื่อทำส่วนที่เหลือของคุณซิออน สิบนาทีนั้นก็คือเวลาที่ผมควรจะเดินทางขึ้นรถประจำทางพอดี แต่กลับกลายเป็ว่า ในสิบนาทีที่ผมเสียไป ฝนกลับเทลงมาอย่างพอดิบพอดี
จะกล่าวโทษว่าทุกอย่างมาจากการเสี่ยงดวงเสียทั้งหมดก็คงไม่ถูกนัก เพราะในห้วงจังหวะสำคัญที่ผมมีสิทธิ์ปฏิเสธ ผมกลับพยักหน้าตกลง และนั่นก็คือผลจากการกระทำในสิ่งที่ผมเลือกเอง
.
.
.
ไม่มีร่มด้วยสิ…จะขอยืมหรือขอติดร่มใครไปก็คงไม่มีใครให้ เพราะไม่มีใครอยู่แถวนี้เลยไงล่ะ นี่คงเป็ผลจากสิ่งที่ผมเลือกเหมือนกัน…การใช้ทางลัดผ่านสวนสาธารณะ เพื่อหวังว่าจะขึ้นรถประจำทางได้เร็วกว่าแทนที่จะเดินไกลๆ ไปขึ้นรถไฟฟ้า แต่ผลลัพธ์กลับเป็ว่า แทบไม่มีใครผ่านทางนี้เลย
ผมยืนหลบอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ต้นไม้ที่ดูเหมือนจะไม่ได้ช่วยคุ้มกันกะลาหัวสักเท่าไหร่นัก
เมื่อไหร่กันนะ…จะมีคนคิดค้นเครื่องย้ายมวลสาร หรือประตูมิติที่พาเราไปไหนก็ได้ เหมือนกับในการ์ตูนหรือภาพยนตร์ที่ผมเคยดู… เื่ที่มีของวิเศษ เช่น ประตูไปไหนก็ได้ของแมวหุ่นยนต์สีส้มที่ถูกส่งมาจากอนาคต ปืนทะลุมิติของคู่หูตาหลานอัจฉริยะ หรือหนังที่พระเอกมีมีดคมที่สุด จนสามารถตัดอากาศทะลุมิติได้ ลองคิดดูสิ…ถ้าเรามีของแบบนั้น ชีวิตมันจะน่าสนุกขนาดไหนกัน
บางที…ถ้าคิดว่าอยากกลับบ้าน แล้วตวัดมือขึ้นไปในอากาศ อาจมีช่องแยกมิติเกิดขึ้นมาให้ก้าวข้ามกลับบ้านก็ได้
ผมเอามือตวัดขึ้นไปในอากาศ เงยหน้าไปบนฟ้า ทำท่าทางเท่ๆ ราวกับกำลังปล่อยพลังเวทมนตร์
ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
นั่นสินะ เวลาที่คนว่างๆ ก็ชอบทำเื่ไร้สาระแบบนี้และ
"อ๊าก…!" หยดน้ำฝนจากกิ่งไม้ไหลมาตกใส่ตาข้างขวาของผมพอดิบพอดี
ผมก้มหน้าลงเอามือขยี้ตา…นี่ก็คือผลจากการกระทำเหมือนกันสินะ…ไอบ้าเอ้ย!
ระหว่างที่เอามือออกและเงยหน้าขึ้น…ผมก็เห็น…ห้อง?
ผมสะดุดหงายหลังล้มลงไปกับพื้น พอได้ตั้งตัวแล้วมองดีๆ มันไม่ใช่ห้องแบบที่เคยคิดเอาไว้ แต่เหมือนรอยแยกกลางอากาศ ภายในรอยแยกนั้นปรากฏภาพของห้องนั่งเล่น…คล้ายกับห้องนั่งเล่นที่ผมอาศัยอยู่ เพียงแต่สีของกำแพงหรือเฟอร์นิเจอร์ไม่เหมือนกับบ้านของผม
ค่อยๆ ดันตัวเองถอยหลังไปตามพื้น ห่างจากรอยแยกนั้น
แล้ว…มีบางอย่างโผล่ออกมา
แมวสีน้ำตาลทองลายเสือ ค่อยๆ ก้าวออกมาจากรอยแยกนั้น คาบถุงน้ำตาลไว้ในปาก มันเอียงคอมองผมด้วยสายตางุนงง และก้าวตรงเข้ามาหาผมอย่างไม่รีบร้อน
"อ…อ…ออกไปไกลๆ เลยนะ?!"
ผมกลัวสุดขีดกับเพียงแค่แมวที่คาบถุงน้ำตาลอยู่ในปาก พยายามปัดมือไปมาไม่ให้มันเข้ามาใกล้ตัว ผมถอยหลังไปตามพื้น ใจเต้นแรงราวกับจะกระเด็นออกมาจากอก
ประตูรอยแยกค่อยๆ จางหายไป เงาสะท้อนของห้องในรอยแยกเริ่มเลือนราง แต่…แมวตัวนั้นยังคงอยู่ตรงหน้า ผมชะงักไปชั่วขณะ
"ห๊าาาาา เอาจริงดิ?"