เช้าที่บรรยากาศแจ่มใส ท่ามกลางทุ่งหญ้าสลับกับสวนส้มและผลไม้นาๆชนิด เื้ัเป็ทิวเขาซึ่งพื้นที่ไร่ของตระกูลจาง มีอาณาเขตติดต่ออุทยาน ด้านหลังจึงเป็ูเาต่อกันหลายลูก ทำให้บรรยากาศบริเวณนี้เต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์
ผู้เฒ่าจางกลับมาพักฟื้นที่บ้านได้วันแรก อาการดีขึ้นเป็ลำดับเพราะการดูแลเอาใจใส่ของลูกๆนั่นเอง ทุกคนออกมารวมตัวกันที่หน้าบ้านเพื่อรอการกลับมาของจางจื่อหลินลูกสาวคนรองของตระกูลจาง ที่เพิ่งสอบเสร็จและกลับมาจากเยอรมนี
รถคันงามเคลื่อนเข้ามาในไร่ด้วยความเร็วแล้วมาจอดหน้าบ้านทุกคนหันมามองทันที เมื่อรถจอดสนิท ขายาวเรียวข้างหนึ่งก้าวลงมาจากรถ เพียงชั่วอึดใจหญิงสาวผมสั้นที่ดันไว้เป็เกลียวเสมอปลายหู มาพร้อมกับรูปร่างสูงยาวระหงได้สัดส่วนก็ออกมายืนสง่าอยู่ข้างรถพบกับรอยยิ้มสดใส
“สวัสดีทุกคน” จางจื่อหลินส่งเสียงดังทักทายอยากยินดีไปยังผู้เป็พ่อ พี่ และน้องสาวของเธอพร้อมกับปรี่เข้าไปหาพ่อผู้ที่นั่งอยู่บนรถเข็นทันที
“พ่อคะ” หญิงสาวเรียกและนั่งลงคุกเข่าอยู่ตรงหน้ารถเข็นของผู้เป็พ่อ เธอสวมของผู้เป็พ่อไว้ด้วยความรักและคิดถึง
“ลูกอกตัญญูไม่สามารถกลับมาดูแลพระอาจารย์ป่วยหนักได้ลูกมันแย่จริงๆ” จางจื่อหลินพูดพร้อมกับซบหน้าลงบนตักของพ่อ
“อย่าโทษตัวเองเลยพ่อก็ไม่ได้เป็อะไรแล้วว่าแต่การสอบของลูกเป็อย่างไรบ้าง” ผู้เป็พ่อเคยถามอย่างอ่อนโยน
“เรียบร้อยดีค่ะลูกเรียนจบแล้ว” จื่อหลินตอบพร้อมกับนายหน้ามองใบหน้าที่มีริ้วรอยของความแก่ชราของผู้เป็พ่อ
“ดีๆลูกของพ่อเก่งอยู่แล้วยินดีต้อนรับกลับบ้าน” ผู้เฒ่าจางเหมือนพูดพร้อมรอยยิ้มโอบกอดลูกสาวคนรองไว้ด้วยความรัก
เสร็จจากการทักทายผู้เป็พ่อหญิงสาวจึงลุกขึ้นและหันไปยังพี่น้องของตนซึ่งยืนยิ้มอยู่ข้างๆ จางขื่อหลินโผลเข้าไปกอดจื่อฟ่านผู้เป็พี่สาวอย่างคิดถึงที่สุด
“จื่อฟ่านฉันคิดถึงพี่จังเลย” จื่อหลินกล่าว
“พี่ก็คิดถึงเธอจื่อหลิน” พี่สาวโอบกอดตอบเช่นกัน พร้อมกับใช้มือรูปไปยังปลายผมที่ดัดเป็เกลียวของน้องสาวด้วยความรัก
“หน้าตาพี่ดูไม่ค่อยเบิกบานเลยนะ เป็อะไรหรือเปล่า”จื่อหลินตั้งข้อสงสัย
“ไม่เป็อะไรหรอกพี่คงพักผ่อนไม่เพียงพอ” จางจื่อฟ่านตอบเลี่ยงๆ จื่อลู่น้องสาวคนเล็กชำเลืองดูพี่สาวคนโตด้วยความรู้สึกสงสาร
เมื่อทักทายคนเป็พี่เสร็จจื่อหลินก็หันมาหาน้องสาวทั้งสองะโกอดกันอย่างคิดถึงเพราะที่จริงแล้วทั้งสองสนิทสนมกันอย่างที่สุดด้วยวัยที่ไล่เลี่ยกันทำให้ทั้งสองเป็คู่เล่นกันมาั้แ่เด็กมีอะไรก็มักจะเล่าให้กันฟังเสมออย่างไม่ปิดบัง
“เดี๋ยวฉันจะเล่าอะไรให้พี่ฟัง” จื่อลู่กระซิบในขณะที่ทั้งสองกอดกันกลมอยู่นั่นเอง
“อะไรหรือ” จื่อหลินถามอย่างสงสัย แต่น้องสาวกับส่ายหัวและกระซิบตอบว่ายังไม่ถึงเวลาที่จะพูด
“แล้วทำไมจื่อฟ่านจึงแต่งตัวสวยนัก หรือว่ากำลังจะออกไปไหนงั้นเหรอ” จื่อหลินถามขึ้นเมื่อเห็นการแต่งตัวของพี่สาวซึ่งแตกไปจากทุกคน
“พี่จื่อฟ่านกำลังจะกลับไปที่วอชิงตันน่ะ” น้องสาวคนเล็กอาสาตอบแทนให้
“ได้ไงในเมื่อฉันพึ่งมาถึงพี่จะกลับแล้วหรอ” จื่อหลินหันไปถามพี่สาวทันที
“พี่ต้องขอโทษด้วยจื่อหลิน แต่พี่ทิ้งงานมาหลายวันแล้ว และตอนนี้อาการของพ่อก็ดีมากขึ้นแล้วพี่ก็จะกลับไปทำงานต่อ และอีกอย่างเธอก็กลับมาบ้านแล้ว พี่ก็หมดห่วง” จางจื่อฟ่านตอบ
ในขณะนั้นเองรถของหมอเฉิงซีกวน ก็เล่นเข้ามาจอดในบริเวณบ้านหมอหนุ่มเดินเข้ามาหาบุคคลทั้ง 4 และก็ต้องแปลกใจที่เห็นจื่อหลิน
“หมอเฉิงมาพอดี” ผู้เฒ่าจางเหมินร้องทักขึ้นอย่างยินดีเมื่อเห็นผู้มาเยือน
หมอหนุ่มเดินตรงไปหาและโค้งเบาๆเป็การทักทาย
“นี่คือจื่อหลินลูกสาวคนรองของผมเพิ่งมาจากเยอรมันลงรถได้เมื่อกี้เอง” ผู้เฒ่าจากแนะนำ หมอหนุ่มหันไปแล้วส่งยิ้มให้ยื่นมือออกไปเพื่อทำความรู้จักกับหญิงสาวตรงหน้า
“จื่อหลินนี่คือหมอเฉิงหมอที่ดูแลพ่อโดยตลอดที่พ่อยังมีชีวิตรอดอยู่ที่นี่ตรงนี้ได้ก็เป็เพราะหมอเฉิง รู้จักสนิทกันไว้คนกันเองทั้งนั้นฮ่าๆๆ” ผู้เฒ่าจางบอกลูกสาวคนรองอย่างอารมณ์ดี จื่อหลินส่งยิ้มให้และยื่นมือออกไปัักับมือหมอเฉิง ทุกคนกล่าวทักทายกันอย่างร่าเริงและมีความสุข
“เอ่อ หนูขอตัวไปเก็บของก่อนนะคะพ่อ” จางจื่อฟ่านกล่าวขึ้นเบาๆ กับผู้เป็พ่อทุกคนต่างหันมามองเธอ โดยเฉพาะหมอหนุ่มที่เพิ่งมาถึง เขามองใบหน้าเฉยเมยของจางจื่อฟ่านด้วยความรู้สึกที่อยากจะกล่าว แต่ยังสาวเหมือนหน้าหลบเธอไม่ยอมสบตากับเขาแล้วเดินเข้าไปในบ้านทันที
จางจื่อลู่ เมื่อเห็นอย่างนั้นหญิงสาวก็เริ่มเล่าให้จางจื่อหลินพี่สาวคนที่สองของเธอฟังทุกอย่าง สองสาวหันมามองหน้าหมอเฉิงเป็ตาเดียว เฉิงซีกวนขณะนี้ทำหน้าปั้นยากเมื่อเห็นสายตาของสองสาวมองมาที่เขา
“ยังไม่ตามเข้าไปอีก” จื่อลู่ร้องบอก หมอเฉิงยืนเก้ๆกังๆอยู่ครู่หนึ่งจึงหันไปทางผู้เฒ่าจางอย่างเกรงใจ แต่เมื่อเห็นผู้เฒ่าพยักหน้าให้เขาจึงก้มศีรษะน้อยๆเป็การขออนุญาตแล้วเดินเข้าไปในบ้าน
จางจื่อฟ่านลากกระเป๋าใบใหญ่ของเธอออกมาไว้ที่กลางบ้านขณะนี้หญิงสาวกำลังจัดเสื้อคลุมบนตัวของตัวเองให้เรียบร้อย
“จะไปวันนี้แล้วหรอครับ” หมอหนุ่มกล่าวขึ้นด้านหลังทำเอาหญิงสาวสะดุ้งและหันกลับมาก็พบกับดวงตาดำขลับเป็มันพี่จ้องมาที่เธออยู่ก่อนแล้ว
“ค่ะ” จางจื่อฟ่านตอบสั้นๆแล้วหันหลังกลับเพื่อหลบสายตา หญิงสาวทำทีสาละวนกับการจัดเสื้อคลุมต่อที่หน้ากระจกบานใหญ่
“เร็วขนาดนี้เลยหรอครับ” หมอเฉิงถามต่อ
“ไม่เร็วหรอกค่ะ ฉันเองก็ทิ้งงานมานานแล้วชเมื่อพ่อหายดีก็สมควรแล้วที่ต้องรีบกลับ” จางจื่อฟ่านตอบ
“คุณเข้ามาที่นี่ทำไมคะ” จางจื่อฟ่านเป็คนถามบ้าง
“ผมอยากจะพูดคุยกับคุณให้นานที่สุด” หมอเฉิงพูดเบาๆ จางจื่อฟ่านนิ่งไปชั่วขณะก่อนที่จะตอบว่า
“ก็พูดมาสิคะ” หญิงสาวใจเต้นแรง เธออดนึกไปเองไม่ได้ว่าหมอเฉิงอาจจะมาขอให้เธออยู่ต่อหญิงสาวรอฟังอย่างตั้งใจ
“ผมดีใจที่ได้รู้จักกับคุณ” หมอเฉิงกล่าวขึ้นและเงียบไปอีก
“แค่นี้เองเหรอคะ” หญิงสาวถามทางชำเลืองดูร่างใหญ่นั้นผ่านกระจกเงา
“ผมขอโทษ ที่ไม่คู่ควรที่จะรั้งคุณไว้” หมอเฉิงพูดขึ้นมาในที่สุดด้วยซ้ำเสียงทุ้มลึกที่แฝงไว้ด้วยความเ็ปไม่แพ้กัน
“ฮึๆ เพราะคุณไม่อยากจะรั้งฉันมากกว่า” จื่อฟ่านเค้นหัวเราะออกมาจากลำคอ
“ผมไม่อาจเป็คนทำลายความสุขของคุณได้” หมอหนุ่มกล่าวช้าๆ
“คุณรู้งั้นเหรอว่าความสุขของฉันคืออะไร” หญิงสาวถามกลับ
“ความสุขของคุณก็คืองานผมรู้ดี เพราะฉะนั้นผมถึงไม่กล้าที่จะดึงคุณออกมาจากงานที่คุณรักได้ ถ้าผมรักคุณไว้จริงอยู่วันนี้เราสองคนอาจมีความสุขด้วยกันแต่นานไปคุณก็จะกลายเป็คนที่เริ่มเบื่อหน่ายและไม่มีความสุขเหตุเพราะไม่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ถึงตอนนั้นผมคงได้แต่โทษตัวเองที่รั้งคุณไว้ในวันนี้” หมอเฉิงซีกวนกล่าวเบาๆ
“แปลกดีนะที่คุณอ้างเหตุผลทุกสิ่งทุกอย่างทั้งที่คุณไม่เคยถามฉันเลยแม้แต่ครั้งเดียวว่าฉันเองรู้สึกอย่างไร” หญิงสาวเอ่ยขึ้นอย่างตัดพ้อและหันหน้ามาเผชิญหน้ากับหมอหนุ่ม เธอจ้องหน้าเขาพยายามค้นหาความหมายที่ซ่อนอยู่ในแววตา แล้วน้ำตาที่เธอพยายามเก็บซ่อนเอาไว้ก็ไหลลงมาอาบแก้มของเธอต่อหน้าเขา ชายที่ปฏิเสธเธอ
“ผมรู้และเข้าใจในความรู้สึกของคุณเพราะมันก็ไม่ต่างอะไรกับความรู้สึกของผม ผมเองก็เจ็บและปวดร้าวเช่นกัน แต่เรา 2 คนพยายามตัดความรู้สึกทั้งหมดในวันนี้ ยังจะดีเสียกว่าที่วันข้างหน้าเรา2 คนจะเป็คนที่ต้องเกลียดกันไปไหนที่สุด” หมอหนุ่มกล่าวเบาๆเขาไม่สามารถมองใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยน้ำตาของหญิงสาวคนที่เขารักได้
“คุณลองรั้งฉันสิ พูดว่าขอให้ฉันอยู่ที่นี่อยู่กับคุณที่นี่คุณพูดมาสิ ฮึก ฮึก” จางจื่อฟ่านพูดเป็เสี
ยงสะอื้น ความรู้สึกตอนนี้มันถาโถมเข้ามาจนหญิงสาวรับไม่ไหว แต่อีกฝ่ายยังคงนิ่งเงียบ