ตอนที่ 57
ศึกตัดสินหุบเขาพรางอากาศ·ทักษะการแสดงอันยอดเยี่ยม
ราชาปีศาจราชสีห์ราวกับมองไม่เห็นต้นหม่อนไฟร้อนระอุนี้ก็มิปาน ยังคงพุ่งเข้าไปที่เบื้องหน้าของราชาปีศาจเต่าอย่างไม่หวาดกลัวต่อสิ่งใด ธงรวบปีศาจในมือลุกไปด้วยเปลวไฟสีดำ วินาทีนั้นเกิดเป็นการโจมตีอีกนับไม่ถ้วน ถึงแม้ว่าราชาปีศาจเต่าจะพอฝืนต้านทานโดยการใช้โล่ของตัวเอง แต่ก็ยังคงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของราชาปีศาจราชสีห์อยู่ดี ทั้งยังถูกราชาปีศาจราชสีห์กระแทกด้วยพลังอันมหาศาลจนจมูกปากอาบไปด้วยเลือด!
ในที่สุดต้นหม่อนไฟร้อนระอุก็ลอยมาถึงเหนือศีรษะของราชาปีศาจราชสีห์ ราชาปีศาจราชสีห์หันหน้ามา อ้าปากขึ้นจนกว้าง แล้วเป่าออกด้วยพลังทั้งหมด : “วิชาเทาเทีย[1]!”
ที่บนร่างกายของเขา ปรากฏสี่ขาสองเขา ตรงส่วนของหน้าอกยังได้มีปากของสัตว์ประหลาดขนาดใหญ่ขึ้น นั่นก็คือเทาเทีย ซึ่งเป็นปากขนาดใหญ่ที่มีรูปร่างคล้ายกับทองสัมฤทธิ์อ้าออกมา ทำการกลืนต้นหม่อนไฟร้อนระอุเหล่านี้เข้าไปภายในท้อง
สีหน้าของราชาปีศาจราชสีห์แปรเปลี่ยนกลับกลายเป็นระลอก ในที่สุดก็ทำให้ต้นหม่อนไฟร้อนระอุเหล่านี้สลายหายไปจนหมดสิ้น : “ฮ่าฮ่าฮ่า พวกเจ้า จะมาทำอะไรข้าได้กัน?
ราชาปีศาจราชสีห์ไม่หวาดกลัวต่อการโจมตีของคนอื่นเลยแม้แต่น้อย ภายใต้การโบกสะบัดธงรวบปีศาจในมือ ทำให้ราชาปีศาจหลายตนต้องล่าถอยไปอยู่หลายต่อหลายก้าว ทั่วร่างเต็มไปด้วยเลือด ราชาปีศาจราชสีห์หันไปยิ้มต่อเฉินหมิงแล้วเอ่ยขึ้นว่า : “บัดนี้ สิ่งที่ส่งผลคุกคามต่อข้ามีเพียงสิ่งเดียวนั่นก็คือค่ายกลจตุลักษณ์ ขอเพียงข้าทำลายค่ายกลจตุลักษณ์นี้ไปได้ พวกเจ้า ก็แทบจะไม่มีโอกาสเอาชนะข้าได้ ข้าเองก็เพิ่งจะทราบในตอนนี้ว่า ขอบเขตคลังเทวะมีความแข็งแกร่งถึงเพียงใด ! ถึงข้าเพิ่งเข้าสู่ขอบเขตคลังเทวะระยะแรก แต่ทว่าพวกเจ้าทั้งหมดก็เป็นได้เพียงแค่สวะที่ผนึกรวมได้เพียงแค่ประเภทวิถีเท่านั้น ยิ่งไม่อาจที่จะทำอย่างไรกับข้าได้เลยด้วยซ้ำ!”
ราชาปีศาจราชสีห์หันไปมองจุดที่ตั้งของกระบี่ทั้งสี่เล่ม ยิ้มแล้วกล่าว :“ดูเหมือนว่าดวงตาค่ายกลคงจะอยู่บนกระบี่ทั้งสี่เล่มนี้ ขอเพียงข้าทำลายกระบี่ทั้งสี่เล่มนี้ พวกเจ้าก็จะไม่เหลือโอกาสอะไรอีกแล้ว!”
ราชาปีศาจราชสีห์ที่จับจ้องมองไปยังการต้านทานของราชาปีศาจทั้งห้า ใช้พลังทั้งหมดพุ่งเข้าใส่กระบี่ราชันย์พิสุทธิ์หนึ่งในกระบี่ทั้งสี่เล่มของเฉินหมิง ในระหว่างที่ลงมือยังได้ฟาดไปที่ราชาจิ้งจอกขาวจนลอยออกไป ราชาปีศาจราชสีห์ก้าวเท้าดันไปที่พื้น เดิมยังคิดที่จะหยิบยืมพลังสภาวะ แต่คิดไม่ถึงว่าจะต้องมาถูกน้ำแข็งที่อยู่บนพื้นอันกว้างใหญ่ตรึงที่เท้าของตนเองเอาไว้ จึงกระตุ้นพลังมนตร์ตราบดขยี้เสาน้ำแข็ง ภายในแววตาราชาปีศาจราชสีห์เกิดเป็นความเกรี้ยวกราดดุร้ายมากยิ่งขึ้น : “แท้จริงแล้ว นี่คือความอึดอัดที่ต้องมาตกอยู่ในใจกลางค่ายกลจตุลักษณ์นี้! ”
ราชาปีศาจพยัคฆ์ดำเป็นห่วงว่าราชาปีศาจราชสีห์จะทำลายค่ายกลจตุลักษณ์ได้สำเร็จ จึงตวาดเสียงดังกึกก้อง : “อย่าได้ปล่อยให้เขาทำลายค่ายกลจตุลักษณ์ได้ หากว่าปล่อยให้เขาทำลายค่ายกลจตุลักษณ์ไปแล้ว เช่นนั้นพวกเราก็จะไม่มีโอกาสอีกต่อไป!”
ราชาปีศาจเต่าย่อมเข้าใจดี : “ตามประวัติศาสตร์ที่แล้วมา ศึกสู้สังหารราชาล้วนแต่เต็มไปด้วยเลือดที่แสนจะเจ็บปวด ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นราชาปีศาจที่เข้าสู่ขอบเขตคลังเทวะไปแล้ว ดูเหมือนว่าคงต้องมีการแลกชีวิต! ”
ราชาปีศาจเต่ากู่ร้องเสียงกังวาน ทั้งไม่ได้อยู่ในร่างมนุษย์อีกต่อไป กลับคืนสู่ร่างเดิม เต่าเฒ่าที่มีความยาวกว่าสิบจั้งตัวหนึ่ง บนร่างยังมีกระดองที่ใหญ่โตขนาดเท่าภูเขาลูกเล็กๆลูกหนึ่งอยู่
ราชาปีศาจเต่าก้าวนำออกไปหนึ่งก้าว พุ่งเข้าใส่ราชาปีศาจราชสีห์อย่างแรง : “พลังกดทับภูเขาไท่ซาน!”
ราชาปีศาจราชสีห์กลืนต้นหม่อนไฟร้อนระอุลงไปอีกหลายร้อยระลอก ขณะฟาดฝ่ามือขึ้นไปบนฟ้า เข้าใส่ราชาปีศาจเฒ่าที่กระแทกกดทับเข้ามา จนเกิดเป็นเสียงระเบิดดังขึ้น จุดที่ราชาปีศาจราชสีห์ยืนอยู่ได้เกิดเป็นหลุมขนาดใหญ่ และภายใต้การกดทับจากการโจมตีนี้เองราชาปีศาจราชสีห์ถึงกับต้องทรุดเข่าลงไปกว่าครึ่ง ทว่าเขายังหาได้ล้มลงไม่ ใช้เพียงแขนข้างเดียวยันราชาปีศาจเต่าเอาไว้ คล้ายกับผู้มีจิตใจที่ไม่ย่อท้อ!
พลังทั้งหมดได้รวมไว้ที่แขนข้างเดียว แล้วจับราชาปีศาจเต่าโยนจนลอยออกไปในทันที กระแทกชนเข้ากับภูเขาสูงตระหง่านลูกหนึ่งจนแหลกลาญ ราชาปีศาจราชสีห์หัวเราะเสียงดังกังวานแล้วกล่าว : “หุบเขาพรางอากาศหรือเขตแดนใต้นี้ ยังมีใครบ้างที่สามารถสู้กับข้าได้อีก?”
“สวะ ล้วนแต่เป็นสวะ!”
“เฉินหมิง เห็นราชาปีศาจเต่าแล้วหรือไม่ ในครั้งนี้เป็นเขา รายถัดไปก็คือเจ้า!”
ราชาปีศาจเต่าที่กำลังดิ้นรนตะเกียกตะกายออกจากกองเศษหิน ปีนป่ายขึ้นมาจากภูเขาที่แหลกลาญลงมา : “ปีศาจราชสีห์ ข้าผู้ชรายังไม่ตาย!”
การต่อสู้ที่สู้กันมาจนถึงตอนนี้ ถือว่าอเนจอนาถอย่างถึงขีดสุดแล้ว!
เฉินหมิงมองไปยังพื้นที่ซึ่งห่างไกลออกไป หาได้คิดบุกขึ้นหน้ามาไม่ ภารกิจในครั้งนี้ของเขาก็คือการนั่งนิ่งประจำการคอยควบคุมจัดการค่ายกลจตุลักษณ์ หากว่าไม่มีค่ายกลจตุลักษณ์คอยสะกดพลัง ก็เกรงว่าราชาปีศาจทั้งห้าจะถูกราชาปีศาจราชสีห์จัดการได้ในครั้งเดียว และพากันบาดเจ็บสาหัส แต่จนถึงบัดนี้ราชาปีศาจทั้งห้าบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หาได้มีทีท่าว่าจะพ่ายแพ้ในการต่อสู้ไม่
ดังนั้นไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เขาในตอนนี้ล้วนแต่ไม่สามารถเข้าร่วมในศึกการต่อสู้ได้ในทันที เขายังคงต้องคอยควบคุมค่ายกลจตุลักษณ์ต่อไป
ภารกิจในการสังหารราชาปีศาจราชสีห์ ตกไปอยู่กับราชาปีศาจทั้งห้า
ในหมู่ราชาปีศาจ แค่ความต่างกันขอบเขตเดียวก็ต่างกันราวฟ้ากับดินแล้ว ราชาปีศาจราชสีห์ในตอนนี้ได้อยู่ในขอบเขตคลังเทวะ ค่าดัชนีความเสี่ยงสูงถึง 560หน่วย สูงกว่าราชาปีศาจทั้งห้าอย่างมากมาย
ราชาปีศาจจิ้งจอกขาวที่ในตอนนี้ได้คืนสู่ร่างเดิม กลายเป็นจิ้งจอกขาวสามหางยาวสิบกว่าจั้งตนหนึ่ง ใช้เพียงจิตควบคุมแส้เข้าจับกุมราชาปีศาจราชสีห์เอาไว้ ราชาปีศาจพยัคฆ์ดำหาได้เลือกที่จะคืนร่างเดิมไม่ เขาคิดที่จะพึ่งพลังของพลองสัมฤทธิ์ทมิฬ มีแต่ต้องอยู่ในรูปลักษณ์มนุษย์เท่านั้น เขาจึงสามารถแสดงพลังสภาวะแข็งแกร่งที่สุดออกมาได้!
ราชาปีศาจงูเหลือมดำที่กลายเป็นหมอกดำสายหนึ่ง ได้เข้าโอบล้อมราชาปีศาจราชสีห์อีกครั้ง เตรียมพร้อมที่จะเข้าโจมตีใส่ทุกเมื่อ
ราชาปีศาจทั้งห้าลงมือออกมาด้วยพลังฝีมือต่างๆ ล้วนแต่คิดที่จะหยุดยั้งราชาปีศาจราชสีห์เอาไว้ ราชาปีศาจราชสีห์คล้ายกับเป็นการดำรงอยู่ที่ไร้ผู้ต้าน ธงรวบปีศาจโบกสะบัดอยู่ในมือ เพลิงผลาญสีดำเข้าโถมใส่ทุกสิ่ง กระแทกจนราชาปีศาจทั้งห้าต้องถอยไปทางด้านหลังติดต่อกัน
ในระหว่างที่ปีศาจราชสีห์ก้าวเท้า ก็ได้มาถึงยังทางด้านข้างของกระบี่ราชันย์พิสุทธิ์ ราชาปีศาจราชสีห์สะบัดธงรวบปีศาจในมือ พุ่งเข้าใส่กระบี่ราชันย์พิสุทธิ์ : “ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า เฉินหมิง วิชาค่ายกลมีประโยชน์อะไร? คอยดูข้าทำลายมันก็แล้วกัน!”
ธงรวบปีศาจสะบัดเข้าใส่กระบี่ราชันย์พิสุทธิ์ ภายใต้การเผาผลาญของเปลวเพลิงสีดำ กระบี่ราชันย์พิสุทธิ์ถูกธงรวบปีศาจซัดจนลอยกระเด็น
เดิมทีราชาปีศาจราชสีห์ยังคิดว่าค่ายกลจตุลักษณ์จะสลายไปในบัดดล แต่ที่คิดไม่ถึงก็คือ พลังฝีมือของเขายังคงถูกสะกดเอาไว้อยู่ดี : “นี่เป็นไปได้ยังไงกัน? กระบี่เล่มนี้มิใช่ว่าเป็นดวงตาค่ายกลงั้นหรือ เฉินหมิง เจ้าช่างเจ้าเล่ห์เพทุบายเหลือเกิน กระบี่เล่มนี้เป็นเพียงแค่วิชาปาหี่เท่านั้น!”
เฉินหมิงรู้สึกว่าขบขันอยู่บ้าง : “ข้าบอกไปตั้งแต่เมื่อไหร่กันว่ากระบี่เล่มนี้คือดวงตาค่ายกลกันเล่า?”
กระบี่ทั้งสี่เล่มนี้ใช้เพื่อตั้งค่ายกลเท่านั้น ทันทีที่วิชาค่ายกลตั้งขึ้นจนสำเร็จ ดวงตาค่ายกลที่แท้จริงก็จะอยู่ที่ตัวของเขาเอง เขาจึงถือเป็นแหล่งพลังของวิชาค่ายกลนี้
ราชาปีศาจราชสีห์มองไปยังกระบี่ทั้งสามเล่มที่เหลือ เริ่มครุ่นคิดว่าแท้จริงแล้วดวงตาค่ายกลนั้นอยู่ที่กระบี่เล่มไหนกันแน่ ขณะนี้ก็ได้พุ่งเข้ามาจนดูเหมือนไร้ซึ่งความหวาดกลัวอย่างผู้ไร้เทียมทาน ตามความเป็นจริงแล้วก็คือไม่จำต้องมากังวลในการกระตุ้นพลังมนตร์ตรา ถึงแม้จะกล่าวกันว่าขอบเขตคลังเทวะมีพลังมนตร์ตราที่มากมายมหาศาล แต่ว่าก็ยังไม่มากพอที่จะกระตุ้นออกมาอย่างบ้าบิ่นอย่างเขาเช่นนี้ได้
ราชาปีศาจราชสีห์หัวเราะเสียงดังกังวานแล้วกล่าว : “ดูเหมือนจะเป็นกระบี่ สีแดงเล่มนี้สินะ!”
สายตาของราชาปีศาจราชสีห์หันไปมองที่ร่างของเฉินหมิง เพื่อดูสีหน้าของเฉินหมิง แล้วพบว่าเขาอยู่ในอาการลังเล : “ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า ไม่ผิดแล้ว ดวงตาค่ายกลก็คือกระบี่เล่มนี้ ! ”
เฉินหมิงนึกขึ้นในใจว่าราชาปีศาจราชสีห์ผู้นี้คงไม่ได้เล่นตลกอะไรกับข้าอยู่หรอกนะ? ถึงจะไม่ได้เป็นตัวละครเอกที่น่าคบหา แต่ก็น่าเสียดาย ที่เฉินหมิงลังเลนั้นก็เพราะว่าราชาปีศาจราชสีห์ยังคิดว่าดวงตาค่ายกลยังเป็นหนึ่งในกระบี่ทั้งสี่เล่ม จนรู้สึกว่าราชาปีศาจราชสีห์ดูน่าขบขันอยู่บ้างก็เท่านั้น
เฉินหมิงกล่าวแต่เพียงว่า : “กลับมิใช่”
ราชาปีศาจราชสีห์คิดว่าตนเองได้พบเจอที่ตั้งของดวงตาค่ายกลแล้ว มีอย่างที่ไหนจะไปฟังคำพูดของเฉินหมิงกัน : “เฉินหมิง เจ้าคงคิดที่จะหลอกข้า ข้าเห็นชัดแล้วว่าเจ้าเกิดความลังเลขึ้นชั่วครู่ รอจนข้าทำลายกระบี่เล่มนี้ แล้วจะมากลืนกินเจ้าทั้งเป็น!”
เมื่อราชาปีศาจทั้งห้าพบว่าค่ายกลจตุลักษณ์ยังไม่สลายหายไป ในเวลานี้มีอย่างที่ไหนจะยอมปล่อยโอกาสให้หลุดลอยไป จึงใช้กระบวนท่าที่แข็งแกร่งแต่ละชนิด โจมตีถาโถมเข้าใส่ราชาปีศาจราชสีห์!
ภายใต้การโจมตีระลอกหนึ่ง ราชาปีศาจราชสีห์เองก็ได้เช็ดคราบเลือดที่ไหลออกมาจากมุมปาก ทว่าการบุกโจมตีของราชาปีศาจทั้งห้า ยังไม่อาจที่จะทำอะไรราชาปีศาจราชสีห์ได้แม้เพียงครึ่งส่วน ราชาปีศาจราชสีห์ที่เปี่ยมไปด้วยพลังอำนาจ ได้ก้าวมาอยู่ที่เบื้องหน้ากระบี่เมฆาเพลิง ยื่นมือฟาดเข้าใส่กระบี่เมฆาเพลิง กระบี่เมฆาเพลิงถูกซัดจนปลิวกระเด็นไป แต่ว่าค่ายกลจตุลักษณ์ก็ยังคงสะกลพลังของเขาเอาไว้อยู่!
ราชาปีศาจราชสีห์มองไปที่เฉินหมิงอย่างละเอียดถี่ถ้วน อดไม่ได้ที่จะเดือดดาล จนถึงกับต้องขบเคี้ยวเขี้ยวฟัน : “ทักษะการแสดงยอดเยี่ยมยิ่งนักนะ!”
.
.
.
.
[1] เทาเทีย เป็นสัตว์ในตำนานจีนที่มีมาแต่โบราณอยู่แล้วครับ ความหมายของชื่อคือ "ความตะกละตะกลาม" เป็นอสูรกายที่แทนความตะกละ ละโมบ ไม่รู้จักเพียงพอ