ขณะเดียวกัน อีกฟากหนึ่ง มิกกี้ ได้เดินเข้าห้องน้ำชายไปเช่นเดียวกัน ทว่าบรรยากาศภายในนั้นกลับแตกต่างจากความครึกครื้นภายนอกอย่างสิ้นเชิง แสงไฟนีออนสลัวกะพริบถี่เป็จังหวะจนดูน่ารำคาญ จนเขาแอบวิเคราะห์ในใจอย่างใจเย็นว่า ‘บัลลาสต์น่าจะเสื่อมสภาพแล้วล่ะ’ เขาพยายามไม่ใส่ใจเงาบิดเบี้ยวของตนเองที่ทาบลงบนผนังกระเบื้องสีขาวขุ่นซึ่งเขรอะไปด้วยคราบตะไคร่หนา ราวกับว่าที่แห่งนี้ถูกทิ้งร้างและปราศจากการดูแลมานานนับปี
มิกกี้เลือกเข้าห้องน้ำห้องกลาง เขาปิดประตูและลงกลอนเหล็ก ทันทีที่ทำธุระเสร็จสิ้น และกำลังเอื้อมมือไปปลดกลอนเหล็กออก จู่ๆ เสียงประหลาดก็ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน ฉุดให้เขาหยุดนิ่งเป็หินอยู่ตรงนั้น
"ฮึก... ฮือ..."
เสียงสะอื้นอย่างแ่เบาแต่บาดลึกดังมาจากห้องข้างๆ มันไม่ใช่เสียงร้องไห้ของคนปกติ แต่มันฟังดูแหบพร่าและเต็มไปด้วยความทรมานอย่างแสนสาหัส
มิกกี้ยืนตัวแข็งทื่อ เขากลั้นหายใจ พยายามปัดความรู้สึกขนลุกที่แล่นพล่านทั่วแผ่นหลังทิ้งไป ‘อาจจะมีคนอื่นเข้ามา... ใช่ มันต้องมีคนอื่นเข้ามาแน่ๆ’ เขาพยายามสะกดจิตตัวเอง แต่เสียงที่ได้ยินกลับหายไปอย่างกะทันหัน ทิ้งไว้แต่เพียงความเงียบงันเอาไว้
“ใครน่ะ?”
มิกกี้ตัดสินใจโพล่งถามออกไปด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว เพื่อสะกดความหวาดกลัวเอาไว้ แต่กลับไม่มีเสียงตอบรับใดๆ มีเพียงเสียงหยดน้ำที่ตกกระทบพื้นกระเบื้องดังสะท้อนขึ้นมา
แปะ... แปะ...
ทั้งที่ก๊อกน้ำทุกตัวปิดสนิท...
ท่ามกลางความหวาดกลัวที่แทบจะหยุดหายใจกัดกินสติของมิกกี้จนภาพตรงหน้าเริ่มพร่ามัว ทันใดนั้น ความทรงจำจากก้นบึ้งในสมัยมัธยมก็วาบขึ้นมาในหัว ภาพของห้องน้ำหลังโรงเรียนร้างที่เก่าคร่ำครึกและมืดสลัวฉายซ้ำขึ้นมาอีกครั้ง บรรยากาศรอบตัวในตอนนี้มันช่างเหมือนตอนนั้นอย่างน่าประหลาด แม้แต่แสงไฟนีออนที่กะพริบติดๆ ดับๆ ก็ยังเหมือนกับคืนนั้นที่เขาและเพื่อนๆ ไปล่าท้าผีกันไม่มีผิดเพี้ยน
วันนั้น กฤษฎิ์ เพื่อนสนิทจอมแสบประจำกลุ่ม ได้วางแผนแกล้งหลอกผีในห้องน้ำร้างหลังโรงเรียนแห่งนั้น ทั้งกลิ่นอับชื้น เสียงสะอื้น และความหวาดกลัวที่ดิ่งลึกทำให้มิกกี้ในวัยเยาว์สติกระเจิง กฤษฎิ์แอบเข้าไปในห้องน้ำห้องข้างๆ ใช้ไม้ถูพื้นเก่าๆ ขยับไปมาใต้ช่องประตูให้ดูเหมือนเงามืดของบางสิ่ง และส่งเสียงสะอื้นโหยหวนแหบพร่าจนมิกกี้ถึงกับเข่าอ่อน ทรุดตัวลงร้องไห้ปล่อยโฮด้วยความขวัญเสียกลางห้องน้ำมืดๆ
แต่แล้วความมืดมิดที่ดูไร้ทางออกในตอนนั้นก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและทรงพลังของ จิน เพื่อนสนิทอีกคนที่มีสติที่สุดในกลุ่ม จินเดินตรงเข้ามาเตะประตูห้องน้ำดังสนั่นจนกฤษฎิ์สะดุ้งสุดตัว และลากคอกฤษฎิ์ออกมาประจันหน้ากับมิกกี้เพื่อบังคับให้กฤษฎิ์ขอโทษมิกกี้ที่เล่นพิเรนทร์จนเกินขอบเขต
วินาทีนั้นเอง ท่ามกลางคราบน้ำตาและความโล่งอก มิกกี้ไม่ได้เพียงแค่หายกลัว แต่มันคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาแอบสัญญากับตัวเองว่าเขาจะไม่ยอมเป็ฝ่ายถูกหลอกฝ่ายเดียวอีกต่อไป ความทรงจำนั้นกลายเป็แรงบันดาลใจแรกที่จุดประกายความคิดให้เขาเริ่มอยากสร้างสิ่งประดิษฐ์ประหลาดๆ เอาไว้ใช้ ‘ไล่ผี’ หรือพิสูจน์เื่เหนือธรรมชาติด้วยวิทยาศาสตร์
ก่อนที่ท้ายที่สุด ทั้งสามคนจะกอดคอกันเดินออกจากโรงเรียนร้าง พลางหัวเราะร่าให้แก่ความขี้กลัวของกันและกัน และมุ่งหน้าไปกินข้าวมื้อดึกด้วยกันเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เหตุการณ์ในวันนั้นเองที่ทำให้นักประดิษฐ์อย่างมิกกี้ในวันนี้ เริ่มรู้สึกว่า บางทีสิ่งที่อยู่หน้าประตูก็อาจจะเป็แค่ใครบางคนที่กำลังเล่นตลกกับเขาอยู่เหมือนเดิมก็ได้
หลังจากที่ความทรงจำเื่มิตรภาพในอดีตช่วยดึงสติที่กระเจิดกระเจิงให้กลับคืนมา ความกล้าในใจของมิกกี้ก็เริ่มก่อตัวขึ้นทีละน้อยจนกลายเป็ความมุ่งมั่นที่มากพอ เขาตัดสินใจเอื้อมมือที่เคยสั่นเทาไปที่กระเป๋ากางเกงด้านหลังของตน เพื่อหยิบสิ่งประดิษฐ์เพียงชิ้นเดียวที่เขามีในตอนนี้ออกมา
สิ่งประดิษฐ์ชิ้นนั้นคือ “Spectral Tracker” กล่องโลหะสีดำขนาดพอดีมือที่เขาฟูมฟักสร้างมานานนับปี ด้านในของมันเต็มไปด้วยแผงวงจรซับซ้อนที่เรียงตัวกันอย่างเป็ระเบียบ ตรงกลางมีหน้าจอ LED ขนาดเล็กที่กำลังสว่างวาบเป็สีเขียวอ่อน คอยทำหน้าที่แสดงค่าความเคลื่อนไหวของคลื่นความถี่แม่เหล็กไฟฟ้า (EMF) ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แม้มิกกี้จะพยายามทุ่มเทสร้างสิ่งประดิษฐ์ไล่ผีและเครื่องตรวจจับิญญาขึ้นมามากมายเพียงใด แต่เขากลับไม่เคยพบเจอกับิญญาจริงๆ เลยสักครั้ง ทุกสถานที่ที่ว่าเฮี้ยน ทุกมุมมืดที่ว่าแรง กลับเงียบสนิทจนเขาเริ่มคลายความเชื่อเื่เหนือธรรมชาติไป กระทั่งวินาทีนี้ที่เขาต้องพบเจอกับเื่น่ากลัวด้วยตัวเองอย่างไม่ทันตั้งตัว ความหวาดกลัวกัดกินลึกเข้าไปในจิตใจจนร่างทั้งร่างแข็งทื่อ เขาแทบไม่มีเรี่ยวแรงพอที่จะหยิบสิ่งประดิษฐ์ที่เขาภาคภูมิใจออกมาใช้งาน
และเขาก็จะไม่ยอมให้วินาทีนี้สูญเปล่า มิกกี้กำอุปกรณ์ในมือแน่น ปลายนิ้วโป้งวางอยู่บนปุ่มสแกน เขาสูดลมหายใจเข้าลึกสุดปอด เพื่อเตรียมพร้อมพิสูจน์ความจริงที่อยู่หลังบานประตูห้องน้ำนั้น
‘เอาล่ะ ถ้าแกเป็คน... เครื่องนี้ต้องนิ่ง แต่ถ้าแกเป็ "อย่างอื่น" เราก็จะได้รู้กัน’
เขาคิดในใจ ราวกับเป็การเรียกขวัญ มิกกี้ยกกล่องโลหะขึ้นระดับสายตา ดวงตาภายใต้กรอบแว่นจ้องมองตัวเลขบนหน้าจอ LED ที่เริ่มขยับเปลี่ยนค่าไปตามจังหวะแสงไฟนีออนที่กะพริบติดๆ ดับๆ ตัวเลขสีเขียวสะท้อนบนเลนส์ตาของเขา วิ่งสลับไปมาระหว่าง 0.1 ถึง 0.5 mG (milliGauss) ซึ่งเป็ค่ามาตรฐานของสนามแม่เหล็กไฟฟ้าทั่วไปในอาคาร
เขากลั้นหายใจ แล้วค่อยๆ เลื่อนเครื่อง Spectral Tracker เข้าไปใกล้กำแพงห้องน้ำด้านข้างที่เคยส่งเสียงสะอื้นประหลาดออกมา
ทันทีที่เซ็นเซอร์เข้าใกล้ ตัวเลขที่เคยแสดงค่าคงที่ พลันกะพริบเป็ตัวเลขที่ะโไปมาอย่างไร้ทิศทาง 20... 50... 100... จนในที่สุดก็พุ่งทะลุขีดจำกัดสูงสุดของเครื่องที่จะรับไหว
หน้าจอสีเขียวเปลี่ยนเป็สีแดงฉานสว่างวาบพร้อมเสียงสัญญาณเตือนที่ดังหวีดแหลมยาวจนแสบแก้วหู
ตื๊ด... ตื๊ด... ตื๊ด...
“บ้าน่า... นี่มันไม่ใช่คนแล้ว!” มิกกี้สบถออกมาด้วยความใ มือที่ถือเครื่องเริ่มสั่นอีกครั้ง
ทันใดนั้นเอง ผิวััของกำแพงปูนที่ดูเหมือนจะแข็งแกร่งกลับเริ่มสั่นะเืข้างใต้เครื่องตรวจจับของเขา มิกกี้ััได้ถึงความเย็นเยียบที่แผ่ออกมาจากผนังราวกับมีน้ำแข็งซ่อนอยู่ข้างใน และในจังหวะที่เขาพยายามจะดึงมือกลับ เขาก็สังเกตเห็นบางอย่างที่ทำให้หัวใจแทบหยุดเต้น
รอยแยกบนผนังปูนที่มิกกี้เคยปลอบใจตัวเองว่าเป็เพียงความเสื่อมโทรมของอาคาร กลับเริ่มปริแตกกว้างขึ้นอย่างน่าสยดสยอง น้ำเย็นเชียบเริ่มซึมไหลออกมาตามรอยแตกร้าวเ่าั้ มันไม่ได้มาเพียงแค่หยดน้ำ แต่มันกลับไหลออกมามากขึ้นเรื่อยๆ ราวกับเขื่อนที่กำลังพังทลาย และที่น่าสะพรึงไปกว่านั้นคือสิ่งที่แทรกผ่านรอยแยกออกมา
มืดซีดขาวของหญิงสาวปริศนา ที่มีเล็บยาวสีดำสนิทราวกับซากศพค่อยๆ พยายามตะเกียกตะกายออกมาจากหลังกำแพง กลิ่นเหม็นเน่ารุนแรงของเนื้อตายแผ่ขยายคละคลุ้งจนมิกกี้แทบสำลัก เขาต้องกลั้นหายใจเพื่อไม่ให้กลิ่นชวนอาเจียนนั้นพุ่งเข้าสู่ปอด
ไม่รอช้า เขารีบเก็บอุปกรณ์ในมือแล้วโผเข้าหาประตูห้องน้ำเพื่อปลดกลอนเหล็กทันที แต่ความตระหนกกลับจู่โจมเขาอีกครั้ง เมื่อกลอนที่ควรจะเปิดออกง่ายๆ กลับติดขัด ราวกับว่ามีพลังลึกลับบางอย่างขังเขาไว้ในห้องน้ำแคบๆ แห่งนี้ มิกกี้พยายามออกแรงกระชากจนเส้นเืที่ขมับปูดโปน สบถคำพูดออกมาด้วยความกลัวผสมความโกรธ เขาตัดสินใจใช้แผ่นหลังกระแทกประตูอย่างสุดชีวิตเพื่อหวังจะพังมันออกไป แต่บานไม้เก่าๆ กลับนิ่งสนิทและแข็งแกร่งราวกับว่าเขากำลังพุ่งชนเข้ากับกำแพงเหล็กกล้า
ในขณะที่มือนั้นคืบคลานเข้ามาใกล้แผ่นหลังของเขามากขึ้นเรื่อยๆ และเตรียมจะกระชากิญญาเขาให้จมดิ่งลงไปในผนังปูนเน่าๆ ทันใดนั้น แสงสว่างจางๆ สีขาวนวลก็เรืองรองออกมาจากกระเป๋าเสื้อยีนส์ด้านซ้าย มิกกี้ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเขาได้พกการ์ดยันต์ของเปามาด้วย
เขารีบล้วงมือเข้าไปหยิบการ์ดใบนั้นออกมาแล้วฟาดเข้าใส่มือซีดขาวที่อยู่ห่างจากตัวเขาเพียงไม่กี่นิ้วอย่างเต็มแรง
วูบ!
แสงสีขาวสว่างจ้าพุ่งออกมาจากการ์ดยันต์ทันทีที่ัักับผิวศพ มือนั้นสั่นกระตุกอย่างรุนแรงและรีบถดถอยกลับเข้าไปในรอยแยกปูนอย่างรวดเร็วพร้อมเสียงกรีดร้องแหลมต่ำที่ดังก้อง มิกกี้เห็นโอกาสสุดท้าย เขาหันกลับไปกระชากกลอนประตูอีกครั้ง และครั้งนี้กลอนเหล็กกลับเลื่อนออกอย่างง่ายดายราวกับต้องมนต์
มิกกี้ผลักประตูให้เปิดกว้างแล้ววิ่งสุดฝีเท้าออกจากห้องน้ำนรกแห่งนี้โดยไม่คิดจะหันหลังกลับไปมองอีกเลย
มิกกี้วิ่งออกมาแบบไม่คิดชีวิตจนกระทั่งร่างของเขาปะทะเข้ากับ ร่างกำยำของกฤษฎิ์ ที่ยืนรออยู่ด้านหน้าอย่างเต็มแรง แรงกระแทกนั้นหนักหน่วงจนกฤษฎิ์เสียหลักเกือบจะล้มหงายหลัง แต่ด้วยสัญชาตญาณและความแข็งแรง กฤษฎิ์รีบคว้าแขนและประคองตัวมิกกี้เอาไว้ได้ทันท่วงที
“มิกกี้! เป็อะไร?!” กฤษฎิ์ประคองเพื่อนด้วยความใ
มิกกี้หายใจหอบถี่ พยายามรวบรวมคำพูด “ผะ... ผี... ผีมีจริง! กฤษฎิ์! เราเชื่อเื่ที่จินเล่าเมื่อเช้าแล้ว!”
“สภาพนายดูไม่ได้เลย แต่แววตานายดูไม่กลัวผีเลยนะ” กฤษฎิ์เผลอทักทันทีที่เห็นสภาพเพื่อนของเขา
ในจังหวะนั้นเอง ปัญญ์ ก็เดินออกมาจากห้องน้ำหญิงที่อยู่ถัดไป เธอเห็นสภาพของมิกกี้จึงรีบทักทันที “มิกกี้ เป็อะไรรึเปล่า”
“เราเจอผี! เจอผีจริงๆ! เราเข้าใจปัญญ์เลย!” มิกกี้ตอบเสียงสั่นเครือจากความเหนื่อยล้า
ใบหน้าของมิกกี้ยังคงซีดเผือดและอาบไปด้วยเหงื่อจากความสยดสยองที่เพิ่งผ่านพ้นมา แต่แววตาของเขากลับขัดแย้งกับสภาพร่างกายอย่างสิ้นเชิง มันส่องประกายด้วยความกระหายความอยากรู้อยากเห็น ปัญญ์ที่ยืนมองอยู่รับรู้ได้ทันทีว่าเพื่อนของเธอกำลังจมอยู่ในห้วงอารมณ์ที่ซับซ้อน ทั้งหวาดกลัวจนขีดสุดและตื่นเต้นจนเนื้อเต้นปนเปกันไปหมด
ปัญญ์นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง สายตาที่เธอมองมิกกี้เต็มไปด้วยความเลื่อมใสในความบ้าบิ่น เธอนึกย้อนกลับมาดูตัวเอง ที่ผ่านมาทำไมเธอถึงเอาแต่หวาดกลัวและเลือกที่จะวิ่งหนีเพียงอย่างเดียว? ทำไมเธอถึงไม่มีความกล้าที่จะลุกขึ้นมาหาวิธีต่อกรกับ "ิญญาร้ายนั้น" เหมือนที่มิกกี้กำลังทำ?
ภาพของมิกกี้ที่เกือบจะเอาชีวิตไม่รอดแต่ยังคงกำการ์ดยันต์ไว้แน่น กลับกลายเป็แรงปลุกเร้าความกล้าที่หลับใหลอยู่ในตัวปัญญ์ให้ตื่นขึ้น ความรู้สึกผิดที่เคยเกาะกินใจเปลี่ยนเป็ความมุ่งมั่นที่จะไม่ยอมเป็ผู้ถูกล่าอีกต่อไป
ภาพความทรงจำจางๆ ผุดขึ้นมาในหัวของเธอ เป็ภาพที่มิกกี้เคยพยายามคะยั้นคะยอชวนเธอให้มาร่วมทำโปรเจกต์สร้างอุปกรณ์ไล่ผีนี้ด้วยกันตั้งนานแล้ว แต่ตอนนั้นเธอกลับปฏิเสธเพราะมองว่าเป็เื่ไร้สาระและน่ากลัวเกินไป
ปัญญ์ตัดสินใจก้าวเข้าไปใกล้ก่อนจะเอื้อมมือตบบ่ามิกกี้หนักๆ เป็การเรียกสติและให้กำลังใจ แววตาของเธอเปลี่ยนจากความตระหนกเป็ความแน่วแน่ พร้อมกับโพล่งออกมาด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงมากกว่าครั้งไหน
“เื่อุปกรณ์ไล่ผีน่ะ เราขอลงเรือลำเดียวกับนายด้วยนะ! ในเมื่อหนีมันไม่พ้น ก็มาสร้างวิธีสู้กับมันให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยดีกว่า!”
คำพูดของปัญญ์ทำให้นักประดิษฐ์หนุ่มชะงักเล็กน้อย เขาสบตาเพื่อนสาวและััได้ถึงพลังบางอย่างที่ส่งผ่านมา ทั้งคู่ไม่ได้เป็เพียงผู้ประสบภัยที่กำลังหนีตายอีกต่อไป แต่พวกเขากำลังจะกลายเป็ “ทีมนักล่า” ที่พร้อมจะใช้ทั้งวิทยาศาสตร์และสัญชาตญาณเข้าสู้กับความมืดมิดที่ปกคลุมอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้
ในจังหวะที่ปัญญ์ประกาศเจตนารมณ์ออกมาอย่างแน่วแน่ จินพร้อมกับเปาและติณณ์เดินมาสมทบพอดี พวกเขามาทันได้ยินประโยคสำคัญที่ปัญญ์เพิ่งพูดจบไป
จินหยุดยืนข้างมิกกี้ที่ยังคงหอบอยู่ สายตาคมกริบของเขากวาดมองสภาพเพื่อน และวิเคราะห์คำพูดของปัญญ์ก็พอจะมองออกว่า มิกกี้เพิ่งเจออะไรมา ก่อนจะกลับมามองหน้าเพื่อนทั้งสองด้วยสีหน้าที่เรียบเฉยแต่แฝงด้วยความจริงจัง ก่อนจะเสริมขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่ฟังดูน่าเกรงขาม
“เราก็มีไอเดียเกี่ยวกับเื่นี้เหมือนกัน เดี๋ยวช่วยด้วยอีกแรง!”
คำยืนยันของจินเปรียบเสมือนจิกซอว์ชิ้นสุดท้ายที่เติมเต็มความเชื่อมั่นให้แก่กลุ่ม หากมิกกี้คือ ‘สมอง’ ที่เต็มไปด้วยนวัตกรรม และปัญญ์คือ ‘สัญชาตญาณ’ ที่คอยััอันตราย จินก็คือ ‘เสาหลัก’ ที่เต็มไปด้วยแผนการและยุทธวิธีในการรับมือ
มิกกี้เงยหน้าขึ้นมองจิน ความรู้สึกโดดเดี่ยวที่เคยถูกขังอยู่ในห้องน้ำนรกนั้นสลายไปสิ้น บัดนี้ความกลัวถูกแทนที่ด้วยพลังแห่งมิตรภาพที่พร้อมจะเปลี่ยนพวกเขาจาก “เหยื่อ” ให้กลายเป็ “ผู้ล่า” อย่างเต็มตัว
เพียงไม่นาน มิกกี้หันไปหาเปาด้วยแววตาที่เป็ประกายยิ่งกว่าเดิม เขาชูการ์ดยันต์ขึ้นมาพลางพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นเร้าใจ “เปา! ยันต์ของนายใช้ได้ผลจริงๆ นะ มันช่วยชีวิตเราไว้ ถ้าจะขอให้นายช่วยอีกแรงจะได้รึเปล่า?”
เปาที่เห็นความมุ่งมั่นของมิกกี้ ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาด้วยความเต็มใจ “ได้สิ! เื่อาคมน่ะไว้ใจเราได้เลย เราจะช่วยอีกแรง!”
“เยี่ยม!” มิกกี้ตอบรับด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม
ทันใดนั้นติณณ์ที่ยืนฟังอยู่นานก็ก้าวเดินออกมามองมิกกี้ด้วยสายตามุ่งมั่น เขาไม่ได้ดูอ่อนแอแต่กลับมีความอยากรู้อยากเห็นในแบบผู้ชายที่สนใจเื่วิชาอาคมและเทคโนโลยี ติณณ์พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง “พี่มิกกี้ ผมขอช่วยด้วยอีกคนได้ไหมครับ ผมอยากรู้ว่าพี่จะเอาวิทยาศาสตร์มาสู้กับเื่พวกนี้ยังไง”
มิกกี้มองดูแววตาที่เต็มเปี่ยมของเด็กหนุ่มก็ใจอ่อนลงทันที “ได้เลยไอ้น้องรัก! เดี๋ยวพี่จะสอนวิถีความเป็นักประดิษฐ์ให้เอง เตรียมตัวรับความรู้ระดับอัจฉริยะไปได้เลย”
ภาพการรวมตัวของเหล่านักล่าผีเล่นทำเอากฤษฎิ์ที่ยืนอยู่ข้างๆ ถึงกับทำหน้าเหวอสุดขีด เขาเกาหัวด้วยความงุนงงสับสนอย่างหนัก สายตามองสลับไปมาระหว่างปัญญ์กับมิกกี้ที่เพิ่งขวัญเสียมาหมาดๆ แต่ตอนนี้พวกเขาทั้งคู่กลับทำตัวเหมือนกำลังจะไปออกรบ
“เฮ้ย! เดี๋ยวๆ พวกนายใจเย็นก่อน!” กฤษฎิ์โพล่งออกมาพลางทำหน้าเบ้ใส่กลุ่มเพื่อน “มิกกี้ เมื่อกี้คุณยังขาสั่นพับๆ หน้าซีดเป็ไก่ต้มอยู่เลยนะ ส่วนปัญญ์ เมื่อเช้านี้เองที่คุณยังนั่งตัวสั่นหน้าซีดเพราะเพิ่งโดนผีหลอกมาหมาดๆ แล้วนี่อะไร? จะมาจับมือกันล่าผีเนี่ยนะ? พวกคุณไปโดนตัวไหนกันมาครับ!”
เขากอดอกมองกลุ่มเพื่อนด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ แต่ท่าทางที่ดูจริงจังจนเกินเหตุ ทั้งการวางแผนของจิน อาคมของเปา ความอยากรู้อยากเห็นของติณณ์ และความบ้าพลังของมิกกี้กับปัญญ์ ทำให้กฤษฎิ์รู้ซึ้งถึงชะตากรรมของตัวเองทันที ว่าต่อจากนี้เขาคงเลี่ยงการเป็ “แรงงานสายบู๊” ที่ต้องคอยอารักขาเหล่าพวกหัวกะทิพวกนี้ไม่ได้เสียแล้ว