โจวเหวินยังคงเป็หนุ่มพรหมจรรย์ ไม่เคยแม้กระทั่งมีความรักมาก่อน อีกทั้งเขามุ่งมั่นฝึกฝนมาตลอด จึงไม่เคยนึกถึงคำถามแบบนี้มาก่อน
คำถามของชายชราค่อนข้างประหลาด แต่โจวเหวินก็ยังคิดอย่างจริงจังก่อนจะตอบกลับว่า “ผู้หญิงหน้าอกเล็กมั้งครับ”
ชายชราได้ยินแล้วดีใจมาก เขายิ้มกล่าว “ใช่ไหมล่ะ ผู้หญิงหน้าอกเล็กถึงจะดูดี ผู้หญิงที่หน้าอกใหญ่อย่างกับวัวนม ดูดีตรงไหนกัน มีแต่ทารกที่ยังไม่หย่านมเท่านั้นแหละที่ชอบวัวนม”
ถึงแม้โจวเหวินจะไม่ค่อยเห็นด้วยกับมุมมองของชายชรานัก แต่เขาก็ไม่คิดจะโต้แย้ง สาเหตุที่เขาเลือกผู้หญิงหน้าอกเล็ก เพราะการมีหน้าอกใหญ่เกินไปไม่เหมาะกับการต่อสู้ มันจะส่งผลต่อความสมดุลของร่างกาย
“เ้าหนู ฉันขอถามนายอีกสักข้อ นายชอบผู้หญิงที่อ่อนโยนว่านอนสอนง่าย หรือหญิงดุที่ไม่ฟังเหตุผล” เมื่อคุยถึงเื่ผู้หญิงสีหน้าของชายชราก็ดูดีขึ้นมาก เขาถามต่อด้วยความสนอกสนใจ
โจวเหวินคิดในใจ “ชายชราคนนี้แปลกจริง ๆ คงไม่มีปัญหาทางสมองหรอกนะ ใครบ้างที่ไม่ชอบผู้หญิงอ่อนโยนว่านอนสอนง่าย กลับไปชอบหญิงดุที่ไม่ฟังเหตุผล”
เดิมทีโจวเหวินอยากตอบว่าตัวเองชอบผู้หญิงอ่อนโยน แต่เมื่อนึกดูแล้ว ถ้าเขาตอบชายชราไปแบบนี้ อีกฝ่ายก็จะยิ่งได้ใจและคงถามต่อไปไม่จบสิ้น ซึ่งโจวเหวินไม่สนใจจะคุยกับชายชราต่อแล้ว
“ผมชอบหญิงดุที่ไม่ฟังเหตุผล” โจวเหวินกลืนคำตอบเดิมลงท้อง แล้วตอบในสิ่งที่ตรงข้ามกับใจตัวเอง
หารู้ไม่ว่าทันทีที่โจวเหวินตอบ ชายชรากลับตบต้นขาแล้วกล่าวอย่างตื่นเต้น “ใช่แล้ว ๆ ต้องเป็หญิงดุที่ไม่ฟังเหตุผลถึงจะน่าสนใจ พวกผู้หญิงที่ว่านอนสอนง่ายอย่างกับปลาตาย น่าสนใจตรงไหนกัน คาดไม่ถึงว่าวัยหนุ่มอย่างนายจะมีวิสัยทัศน์การมองผู้หญิงที่ไม่เลวเลย...”
ชายชราราวกับเห็นโจวเหวินเป็เพื่อนรู้ใจ โจวเหวินได้ยินแล้วถึงกับตกตะลึง จนพูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ
“เสียสติไปแล้วแน่ ๆ” โจวเหวินยิ่งรู้สึกว่าสติของชายชราน่าจะมีปัญหา ไม่เช่นนั้นจะพูดเื่บ้าบอแบบนี้ออกมาได้อย่างไร
ถ้าให้โจวเหวินเลือกตามความคิดของตัวเอง เขาไม่มีทางเลือกหญิงดุที่ไม่ฟังเหตุผลแน่นอน
“คุณลุง บ้านของคุณอยู่ไหนเหรอ ให้ผมไปส่งไหมครับ” โจวเหวินไม่อยากเสียเวลาต่อไปแล้ว เขาแค่้าหาทางตัดบทชายชรา รีบแยกตัวออกไปหาอะไรกันแล้วกลับไปเล่นเกม
ชายชราไม่ได้สนใจโจวเหวิน แค่พูดกับตัวเองว่า “เ้าหนู นายมีวิสัยทัศน์การมองผู้หญิงที่ดีแบบนี้ นับเป็คนที่มีพร์ แต่สีหน้าของนายดูแย่มาก สุขภาพไม่ค่อยดี ร่างกายเป็ต้นทุนในการจีบสาวนะ ถ้าร่างกายไม่แข็งแรง ต่อให้มีวิสัยทัศน์ที่ดีแค่ไหนก็เปล่าประโยชน์...”
“อะไรกันเนี่ย แบบนี้เรียกว่าวิสัยทัศน์ดีได้ด้วยเหรอ” ตอนนี้โจวเหวินเริ่มนึกเสียใจที่ตอบตกลงคุยเล่นกับชายชราแล้ว
ชายชราพูดจบก็คลำตามตัวอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบสมุดบันทึกเก่าเล่มหนึ่งยื่นให้โจวเหวิน “เ้าหนู ฉันเห็นว่านายเป็คนดี ถูกชะตากับฉัน ในสมุดเล่มนี้บันทึกพลังลมปราณชนิดหนึ่งเอาไว้ ถ้านายฝึกตามนี้ก็เป็ประโยชน์ต่อร่างกายนาย ขอแค่นายฝึกมันสำเร็จ วันหน้าต่อให้ต้องเจอกับผู้หญิงที่ยุ่งยากแค่ไหน ก็จะมีเรี่ยวแรงรับมือ”
โจวเหวินรู้สึกสนใจมาก ฟังจากความหมายของชายชรา ดูเหมือนว่าการฝึกพลังลมปราณจะมีไว้เพื่อรับมือหญิงดุไม่ฟังเหตุผลเ่าั้
“คุณลุง ขอบคุณสำหรับน้ำใจครับ แต่ผมฝึกพลังลมปราณแล้ว ไม่จำเป็ต้องฝึกพลังลมปราณอย่างอื่นอีก” โจวเหวินมีวิชาพิฆาตตะวันแล้ว จึงไม่สนใจพลังลมปราณชนิดอื่น อีกทั้งเขาก็ไม่คิดว่าพลังลมปราณของชายชราจะระดับสูงสักแค่ไหนกันเชียว
ชายชราจ้องโจวเหวินแล้วกล่าวอย่างดูแคลนเล็กน้อย “ถึงแม้ ‘วิชามาร์’ นี้จะไม่ใช่พลังลมปราณชั้นยอด แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่พลังลมปราณห่วย ๆ ของนายจะเทียบได้ พลังลมปราณไร้ค่าอย่างฌานวิบาก มีแต่พวกไร้ความสามารถเท่านั้นถึงฝึกกัน นายเป็เด็กหนุ่มที่มีวิสัยทัศน์ขนาดนี้ ไม่ควรฝึกพลังลมปราณขยะพรรค์นั้น”
“คุณรู้ได้ยังไงว่าผมฝึกฌานวิบาก” โจวเหวินตกตะลึง
ชายชราเบะปากกล่าว “ถึงแม้สีหน้าของนายดูไม่ค่อยดีนัก แต่ผิวพรรณกลับอมเหลืองราวกับประกายหยก ั์ตาดูมีพลัง กระดูกหนาใหญ่ เห็นชัดว่าฝึกฝนฌานวิบาก ทว่าแต่ระดับเริ่มต้นเท่านั้น และโชคดีที่นายเพิ่งอยู่ระดับเริ่มต้น ถ้ายังฝึกพลังลมปราณขยะแบบนี้ต่อไป ก็จะสิ้นเปลืองวัยเยาว์ของนาย ทำลายไปทั้งชีวิต”
โจวเหวินพินิจมองชายชรา ก่อนหน้านี้เขามองไม่ออกว่า ชายชราป่วยออดแอดคนหนึ่งจะมีสายตาที่เฉียบแหลมแบบนี้
ชายชราราวกับอ่านความคิดของโจวเหวินออก “เลิกตะลึงได้แล้ว ‘วิชามาร์’ นี้ดีกว่าฌานวิบากเป็ร้อนเป็พันเท่า ไม่ด้อยไปกว่าพลังลมปราณระดับมหากาพย์ชนิดใดบนโลกนี้ ขอแค่นายฝึกฝนสำเร็จ วันหน้าจะต้องประสบความสำเร็จแน่นอน ถึงแม้ไม่ถึงขั้นไร้เทียมทาน แต่การจะบรรลุสู่ระดับมหากาพย์ก็ไม่ใช่เื่ยากอะไร”
“ขอบคุณครับ แต่เราเพิ่งเจอหน้ากัน ผมรับของล้ำค่าขนาดนี้ไว้ไม่ได้ ถือว่าผมได้รับน้ำใจแล้ว ถ้าไม่มีเื่อื่น ผมขอตัวไปก่อนนะครับ” โจวเหวินไม่รู้ว่า ‘วิชามาร์’ ที่ชายชรากล่าวมานั้นเป็จริงหรือเท็จ เพราะเขาไม่เคยได้ยินว่ามีพลังลมปราณระดับมหากาพย์แบบนี้มาก่อน
ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ‘วิชามาร์’ ว่าเป็จริงหรือเท็จ ต่อให้เป็เื่จริง โจวเหวินก็มีวิชาพิฆาตตะวันแล้ว ไม่จำเป็ต้องฝึก ‘วิชามาร์’ ที่ไม่รู้ที่มาเพิ่ม
หลังจากโจวเหวินพูดจบก็หันหลังเตรียมเดินจากไป ชายชราคนนี้ดูประหลาดพิกล เขาไม่อยากมีปัญหาเพิ่ม จึงตัดสินใจรีบหนีไปดีกว่า
“หยุดเดี๋ยวนี้” ทันทีที่โจวเหวินหันหลัง ก็ได้ยินเสียงตวาดอย่างเ็าของชายชรา
โจวเหวินไม่อยากสนใจชายชราอีก ตัดสินใจเดินจากไป แต่ทันทีที่ก้าวเท้าออก เขากลับรู้สึกเหมือนถูกมือล่องหนขนาดใหญ่คว้าร่างกายเอาไว้ และดึงกลับไปหันหน้าเข้าหาชายชรา
ดวงตาที่ขุ่นมัวของชายชรากลับเปล่งประกายแสงที่น่าใ ราวกับเป็หลอดไฟสองดวง
เขายังคงนั่งอยู่บนม้านั่ง มือข้างหนึ่งปิดปากไอเบา ๆ แต่ร่างกายของโจวเหวินกลับเหมือนถูกมือขนาดใหญ่จับเอาไว้ ทำได้แค่ยืนอยู่ตรงหน้าชายชรา ไม่ว่าดิ้นรนอย่างไรก็ขยับตัวไม่ได้
“ฉันจิ่งเต้าเซียนอยู่โลกนี้มาหลายสิบปี ไม่เคยมีใครสามารถปฏิเสธฉันโดยที่ยังมีชีวิตอยู่” ชายชราจ้องโจวเหวินพลางกล่าวอย่างเ็า
เมื่อโจวเหวินได้ยินคำว่าจิ่งเต้าเซียน ตอนแรกก็รู้สึกคุ้นหูเล็กน้อย แต่เมื่อเขาเชื่อมโยงชื่อนี้เข้ากับความทรงจำของตัวเอง เขาก็ถึงกับสีหน้าเปลี่ยนทันที
ใน่ที่เพิ่งเกิดพายุมิติต่างมิติ และสหพันธ์โลกยังไม่ได้ก่อตั้งขึ้น เป็่เวลาที่โกลาหลที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ่นั้นมีปีศาจเกิดขึ้นมากมายที่สังหารมนุษย์ราวกับว่าเป็ผักปลา ซึ่งหนึ่งในคนที่น่ากลัวและอำมหิตที่สุดก็มีชื่อว่า จิ่งเต้าเซียน
เื่ราวเกี่ยวกับความโเี้ของจิ่งเต้าเซียน มีมากจนต่อให้ร้อยเรียงเป็มหากาพย์ยาวนับสิบล้านตัวอักษรก็บันทึกไม่หมด
เื่ราวที่ขึ้นชื่อที่สุดของจิ่งเต้าเซียนคือ เหตุการณ์ที่เขาบุกเข้าอาคารใหญ่สหพันธ์โลก สังหารผู้แข็งแกร่งระดับมหากาพย์ไปยี่สิบเจ็ดคน ส่วนผู้แข็งแกร่งที่ระดับต่ำกว่านั้นก็ล้มตายเป็จำนวนนับไม่ถ้วน ทำให้อาคารใหญ่สหพันธ์โลกที่เป็สัญลักษณ์แห่งอำนาจสูงสุดของสหพันธ์อาบไปด้วยเืที่ไหลนองเป็สายธาร