คัมภีร์เทพอสูรเทวะ

    ตอนที่ 93: รังไหมแห่งความพินาศ

    เหนือซากหลุมมรณะที่เคยกินอาณาเขตของสำนักเมฆาคราม...


    ฟากฟ้าที่เคยปริแตกจากการชักเย่อกลืนสวรรค์ ได้หุบตัวผสานกลับคืนสู่ความเงียบงันอันวิปริต


    ทว่า... ห้วงอับดารแห่งความตายที่หลงเหลืออยู่นั้น กลับหนักอึ้งและบีบคั้นโสตประสาท ยิ่งกว่ากังวานแห่งการชำแหละที่เพิ่งจบลง


    กลางแอ่งโคลนที่เจิ่งนองด้วยโลหิตสีทองขุ่นของทวีปเบื้องบน ก้อนเนื้อโสมมในคราบมนุษย์ยืนค้างเติ่งอยู่ท่ามกลางซากศพ


    เนตรมารบรรพกาลรูม่านตาสามชั้นค่อยๆ หดแคบลงดุจคนใกล้ตาย


    ทว่าเตาหลอมวิปลาสกลางทรวงอก กลับเต้นกระหน่ำอย่างบ้าคลั่งทะลุขีดจำกัด!


    ตึก! ตึก! ตึก!


    ทุกจังหวะการบีบรัดส่งคลื่นความถี่ทะลวงลงสู่แก่นโลก ดุจหัวใจของอสุรกายบรรพกาลที่กำลังสูบฉีดความหิวโหย


    ภายในสังขารที่พังทลาย... สงครามแห่งการย่อยสลายได้เปิดฉากขึ้นแล้ว


    ก้อนเนื้อสวรรค์และทิพย์วารีทำลายล้างจากตัวตนชั้นสูง กำลังดิ้นพล่านอย่างตะกละตะกลามภายในเตาหลอม!


    พวกมันปฏิเสธที่จะตกเป็นอาหาร


    โลหิตสีทองขุ่นทะลักทะลวงสวนทางกระแสปราณ ชอนไชไปตามข่ายเส้นเอ็นสีหมึก


    อักขระสวรรค์นับล้านตัวพยายามฝังรากลงในไขกระดูกของเย่เฉิน หวังจะ “ยึดครอง” ภาชนะนี้แล้วเปลี่ยนให้เป็นผู้ย่อยสลายรับใช้ของมันเอง!


    ฉ่าาาาาา!


    รอยปริแตกสีทองสาดแสงลอดออกมาจากรอยต่อของเกล็ดสีหมึก


    กายหยาบที่ผ่านการลอกคราบดุจศิลาเหล็กกล้า กำลังถูกพลังสวรรค์ดันจนโป่งพองและแยกตัวออกทีละส่วน


    เย่เฉินทรุดเข่ากระแทกพื้น


    เขาขย้อนลิ่มเลือดสีทองผสมกรดสีดำออกมาคำโต


    แหมะ...


    ก่อนที่ลิ่มเลือดนั้นจะหยดถึงพื้น... มันกลับแปรสัณฐาน วิรูปกลายเป็น “ลูกตาสีทองขนาดจิ๋ว” ที่ยังมีชีวิต!


    ดวงตานั้นกลอกกลิ้งอย่างคลุ้มคลั่ง จ้องมองสังขารของชายหนุ่ม


    ทว่าในเสี้ยวอึดใจ... ปราณกัดกร่อนทางวิญญาณที่หยดตามลงมา ก็กัดกินดวงตาสวรรค์นั้นจนละลายกลายเป็นเมือกเหม็นไหม้ พร้อมส่งคลื่นความถี่แหลมเล็กดุจสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำ


    ทว่าความสยดสยองทางกายภาพ ยังมิอาจเทียบเท่าสัจธรรมที่ถูกฉายเข้าสู่ทะเลวิญญาณ


    ในห้วงสติที่กำลังจะปริแตก...


    เย่เฉินมองเห็น “ทวีปเบื้องบน”


    มันมิใช่วิมานเมฆา


    แต่มันคือทวีปที่ก่อตัวจากก้อนเนื้อสีแดงเข้ม ลอยคว้างอยู่กลางห้วงอับดารของจักรวาล


    ดวงดาวนับล้านถูกพันธนาการด้วยสายใยหลอดเลือด


    สิ่งมีชีวิตระดับผู้เพาะพันธุ์ที่มีสัณฐานใหญ่โตเกินกว่าสติมนุษย์จะรองรับ กำลังฝังท่อสูบกินแก่นชีวิตจากโลกเบื้องล่างนับไม่ถ้วน


    และในวินาทีที่เขามองเห็นสัณฐานเหล่านั้น...


    “พวกมัน” ก็รับรู้ถึงการมีอยู่ของเขาเช่นกัน!


    ดวงตาสีทองขุ่นนับล้านคู่จากฟากฟ้าหันขวับมาพร้อมกัน


    จับจ้องทะลวงมิติ ลงมายังแก่นวิญญาณของสิ่งแปลกปลอมตัวจ้อย


    มันประดุจลำแสงแห่งการพิพากษาจากพระเจ้าที่สาดส่องลงมาจับจ้องเชื้อโรคบนแท่นทดลอง!


    คลื่นความกดทับที่ไร้ขอบเขตบีบรัดกายหยาบของเย่เฉินจนกระดูกปริร้าว ความรู้สึกของการถูกสอดส่องและจ้องมองจากสายตานับล้านคู่ แผ่ซ่านไอความเย็นเยียบทะลวงไขกระดูก มันกำลังบังคับและเร่งเร้าให้เขาต้องวิวัฒนาการโดยด่วนที่สุด เพื่อหนีจากการถูกกวาดล้าง!


    ครืนนนน...


    เย่เฉินมิได้เอ่ยคำท้าทายเยี่ยงวีรบุรุษจอมปลอม


    เขามิเหลือสติสัมปชัญญะเหลือพอจะทำเช่นนั้น


    กรามที่ฉีกรั้งขบเข้าหากันจนฟันเคลือบแตกละเอียด โลหิตทะลัก


    สัญชาตญาณสัตว์ตรอกสั่งการให้มารในใจปกป้องอาณาเขตการกิน!


    เตาหลอมกลางทรวงอกปะทุไอความร้อนวิปลาสสูงสุด


    ซูมมมมม!!!


    หลอดเลือดดำ ข่ายเส้นเอ็น และเนื้อเยื่อสีหมึกนับแสนเส้น พุ่งทะลวงฉีกขาดออกจากรูขุมขนทั่วร่าง!


    พวกมันมิใช่พลังปราณ แต่มันคืออวัยวะภายในที่ถูก “ขย้อน” ออกมาถักทอตัวเองอย่างบ้าคลั่ง!


    สายใยเนื้อเน่าสีดำปะปนกับโลหิตสวรรค์สีทองขุ่น ทับซ้อนพันธนาการท่อนแขน ข้อเท้า กะโหลกศีรษะ และแม้แต่ดาบทัณฑ์ปฐพี


    พวกมันกลืนกินสังขารของเขาเข้าไปทีละชั้น... ทีละชั้น...


    จนในที่สุด


    กายหยาบของมัจจุราชก็สูญหายไปจากสัจธรรมของโลกภายนอกโดยสมบูรณ์


    สิ่งที่ตั้งตระหง่านอยู่กึ่งกลางหลุมมรณะ


    คือ “รังไหมสีหมึก” ขนาดมหึมาดุจภูผาอเวจี


    พื้นผิวของมันเต้นตุบๆ ตามจังหวะการย่อยสลาย


    ทว่าจังหวะเหล่านั้นกลับวิปริตและขัดแย้งกันเอง


    บางคราวเต้นหนึ่งจังหวะ... ดุจมารบรรพกาล


    บางคราวเต้นรัวเร็ว... ดุจพลังสวรรค์ที่พยายามดิ้นรน


    และบางคราว... คล้ายมีหัวใจของสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่หลายดวงกำลังเต้นประสานกันอยู่ภายใน


    วูมมมม!


    น้ำเหลืองและกรดพิษสีดำทองแผ่ซึมออกจากฐานของรังไหม


    ศิลาบรรพกาลละลายกลายเป็นไอ


    โลหะวิญญาณที่หลงเหลือหลอมเหลว


    ซากศพอสูรและมนุษย์ถูกย่อยสลายกลายเป็นแอ่งโคลนสีดำ


    รัศมีสิบลี้รอบรังไหม ถูกแปรสภาพเป็นห้วงกลืนกินที่เปิดเผย เขตแดนอับดารที่สูบกลืนทุกสรรพสิ่งได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว!


    สัจธรรมแห่งธรรมชาติในบริเวณนี้ผิดสัณฐานอย่างสิ้นเชิง สายลมที่พัดผ่านรังไหมมิได้ส่งกังวานของวายุ ทว่ามันแปรเปลี่ยนเป็นคลื่นความถี่โหยหวนของวิญญาณนับพันที่กำลังถูกย่อยสลาย แม้แต่ซากพฤกษาที่เคยแห้งตาย กลับถูกปราณกัดกร่อนชอนไชจนกลายพันธุ์ พวกมันผลิใบเป็นก้อนเนื้อสีแดงคล้ำ ลำต้นเต้นตุบๆ เป็นจังหวะเดียวกับหัวใจของรังไหม ราวกับผืนปฐพีทั้งผืนได้กลายเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของมัจจุราชไปแล้ว!


    ณ แนวเขตชายแดนของเทือกเขาเมฆาครามที่เคยอวดอ้างสัจธรรมอันงดงาม...


    บัดนี้ถูกกลืนกินด้วยหมอกสีเถ้าปนทองที่ลอยคลุ้งดุจกำแพงแห่งอเวจี


    เงาทะมึนเจ็ดสายชำแหละมิติพุ่งทะยานมาด้วยความเร็วสูงสุด


    พวกมันคือ “หน่วยเงาทมิฬ”


    ขุมกำลังชั้นสูงที่เป็นดั่งกรามและคมเขี้ยวของราชวงศ์ศูนย์กลาง ใช้สำหรับบดขยี้ผู้กบฏและกวาดล้างสำนักนอกรีตมานับพันปี


    ทว่าทันทีที่วิหคอสนีบาตระดับหก สัตว์พาหนะที่พวกมันเหยียบย่ำ ล่วงล้ำเข้าสู่เขตแดนอับดารเพียงครึ่งจั้ง...


    ฉ่าาาาา!


    ข่ายเส้นเอ็นและขนสีเงินของมันพลันหลอมละลายดุจเนยในเหล็กหลอมเดือด!


    อวัยวะภายในปะทุแตก


    จากนั้นหนัง กล้ามเนื้อ และแก่นอสูร...


    ทุกสัจธรรมของมันสลายกลายเป็นตะกรันสีดำร่วงหล่นลงสู่พื้นโคลน


    เงาทมิฬทั้งเจ็ดดีดกายหยาบหนีตายออกมาได้ทันเวลา


    ทว่าในเบ้าตาของพวกมัน... ความเย่อหยิ่งของผู้ล่าถูกแช่แข็ง เหลือเพียงสัญชาตญาณสัตว์ตรอกที่กำลังสั่นสะท้าน


    “ไอความร้อนแห่งการย่อยสลาย...”


    ผู้บัญชาการเงาทมิฬยกแขนที่สั่นเทาขึ้นห้าม


    “อย่าล่วงล้ำเข้าไป... ปล่อยวิญญาณสอดแนมสำรวจ”


    ฟุ่บ!


    หนอนศพวิญญาณสีดำสามสิบหกตัวถูกรีดเค้นออกจากฝ่ามือ


    พวกมันชอนไชชำแหละมิติ ลึกลงเข้าไปในเขตอับดาร


    สิบลมหายใจต่อมา...


    หนอนศพตัวแรกหลอมละลายกลายเป็นเมือก


    ตัวที่สองอวัยวะภายในระเบิด


    ตัวที่สามถูกสูบกลืนหายไปดุจไร้ตัวตน


    จนกระทั่งตัวสุดท้าย... คืบคลานไปแตะสัมผัสพื้นผิวของรังไหม


    กึก...


    คลื่นความถี่ของสายใยวิญญาณขาดสะบั้น!


    ไร้กังวานตอบรับ ราวกับถูกห้วงกลืนกินที่ไร้ก้นบึ้งขย้อนลงคอ


    ผู้บัญชาการหรี่เนตรลงจนเส้นเลือดฝอยปูดโปน สถานที่นี้ปราศจากค่ายกล ปราศจากพิษธรรมดา และก้าวล่วงวิชามารที่พวกมันเคยชำแหละ


    สายตากวาดมองหลุมมรณะเบื้องหน้า... ยอดเขาเมฆาครามทั้งลูกอันตรธานหายไป ทดแทนด้วยทะเลโคลนปราณกัดกร่อนสีดำ รากไม้ทุกต้นวิรูปดุจหลอดเลือดดำที่กำลังเต้นตุบ ก้อนเนื้อขนาดมหึมานับไม่ถ้วนผุดพองขึ้นตามพื้นดิน ราวกับภูเขาทั้งลูก... ถูกแปรสภาพเป็นลำไส้ที่กำลังทำงาน!


    และตรงกึ่งกลางของระบบย่อยอาหารนั้น...


    คือ “รังไหมสีหมึก” ขนาดมหึมาดุจยอดหอคอย


    ตึก... ตึก... ตึก...


    จังหวะการบีบรัดของมันสะเทือนลึกทะลวงไขกระดูกสันหลังของผู้มาเยือน


    “พื้นผิวของมันมีรอยปริแตก...” เงาทมิฬผู้หนึ่งส่งเจตจำนง


    บนเปลือกสีหมึกปรากฏรอยร้าวยาวหลายสิบจั้ง โลหิตขุ่นมัวสีทองไหลเยิ้มออกมาดุจของเสีย


    “กระบวนการลอกคราบล้มเหลว... มันกำลังปริแตกจากภายใน!” ผู้บัญชาการสรุปสัจธรรมด้วยความมักง่าย “นี่คือลานเขียงของเรา... เตรียมค่ายกลชำแหละ!”


    ดวงตาของนักฆ่าทั้งหกเปล่งประกายความโลภ พวกมันรีดเร้นข่ายเส้นเอ็น เตรียมกางอาณาเขตแห่งราชวงศ์


    ขณะเดียวกัน... ผู้บัญชาการเปิดเนตรวิญญาณเนื้อที่กลางหน้าผาก สายใยสัมผัสสีแดงคล้ำถูกยืดออกไปชอนไชเข้าหารอยร้าวของรังไหม หวังจะสูบข้อมูลแก่นแท้


    ทว่า... ในเสี้ยวอึดใจที่ปลายสายใยแตะสัมผัสโลหิตสีทองขุ่นนั้น...


    สัจธรรมของมันพลันถูก “กระชาก” เข้าสู่ห้วงอนธการโดยสมบูรณ์!


    มันมองเห็นทะเลเนื้อสีดำคล้ำ ไร้ขอบเขต ไร้กาลเวลา มีเพียงมหาสมุทรแห่งของเสียและทิพย์วารีทำลายล้าง


    และเหนือทะเลนั้น... ลูกตาเนื้อนับล้านดวงลอยคว้างอยู่ สัณฐานบรรพกาลที่ไร้รูปทรงกำลังวิรูปอยู่เบื้องล่าง


    ในวินาทีที่ผู้บัญชาการพยายามตัดสายใยถอยหนี... ลูกตาทั้งล้านดวงก็เบิกโพลงขึ้นพร้อมกัน!


    และพวกมันกำลัง... “แผ่คลื่นความถี่แห่งการหัวเราะ”


    “มะ... ไม่...”


    ผู้บัญชาการหน้าซีดเผือดดุจเถ้ากระดูก สังขารสั่นกระตุกอย่างรุนแรง


    “นั่นไม่ใช่รังไหม... นั่นมัน...”


    กึก...


    กังวานเต้นของรังไหมหยุดลงหนึ่งจังหวะ มวลอากาศทั่วหุบเขาถูกสูบจนกลายเป็นห้วงอับดาร


    ก่อนที่จังหวะถัดมา... จะปะทุระเบิด!


    ตึก!!!


    วูมมมมมมมม!!!


    แรงสูบกลืนที่ละเมิดกฎฟ้าดิน ระเบิดสวนกลับมาตามสายใยวิญญาณ!


    “อ๊ากกกกกก!!!”


    ผู้บัญชาการแผดกังวานฉีกหลอดลม หน้ากากศิลาเหล็กกล้าแหลกละเอียดเป็นผุยผง!


    เนตรวิญญาณบนหน้าผากถูกแรงกระชาก ดึงเอาลูกตา สมอง และไขกระดูกสันหลัง “พุ่งพรวด” ออกมาทางรอยแตกนั้น!


    ทว่าสิ่งที่เลวร้ายที่สุด มิใช่การถูกสูบมวลสาร... แต่มันคือการถูก “ปอกลอกความทรงจำ”


    ที่ตั้งของเมืองหลวง... คลังมิติแห่งราชวงศ์... ความลับของฮ่องเต้... ทุกสัจธรรมในหัวของมันกำลังถูกคัดลอกและกลืนกินอย่างตะกละตะกลาม!


    กายหยาบของมันเหี่ยวแฟบลงดุจถุงลมรั่ว พร้อมกับความตระหนกว่ามันได้นำพาหายนะไปสู่ราชวงศ์เสียแล้ว!


    “ช่วยผู้บัญชาการ!”


    เงาทมิฬอีกหกสรีระพุ่งทะยานเข้ามา พวกมันระเบิด “ค่ายกลหอกสุริยัน” อันเป็นไพ่ตายของราชวงศ์ หวังบดขยี้สายใยนั้น


    ทว่าทันทีที่ค่ายกลอันรุ่งโรจน์สัมผัสกระแสพลังสีหมึก...


    ฉ่าาาาา!


    ปราณสุริยันถูก “อ้าปากกลืนกิน” เข้าไปหน้าตาเฉย!


    ปราณแห่งการย่อยสลายแล่นย้อนกลับเข้าสู่ข่ายเส้นเอ็นของพวกมัน!


    ทั้งหกสังขารถูกตรึงแข็งค้างกลางห้วงเวหา ดุจเหยื่อที่ถูกแมงมุมอเวจีพันธนาการและแทรกแซงระบบประสาทส่วนกลาง


    พวกมันดิ้นทุรนทุราย อวัยวะภายในบีบรัดตัวมันเอง ทว่าสัญชาตญาณสัตว์ตรอกกลับถูกกดทับอย่างสมบูรณ์


    กายหยาบของพวกมันถูก “บังคับ” ให้ก้าวเท้า... เดินเข้าไปหารังไหมสีหมึกอย่างเลื่อนลอย!


    ถูกหลอมละลาย... ถูกดูดกลืน...


    ทีละชั้นกล้ามเนื้อ ทีละหยดโลหิต จนกระทั่งสลายกลายเป็นเพียงตะกรันสีดำ ที่ถูกรังไหมสูบเข้าไปเป็นอาหารว่างอย่างไร้ร่องรอย


    ห่างออกไปหลายหมื่นลี้... ณ แท่นสอดส่องของราชวงศ์ศูนย์กลาง


    โหลแก้วเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อที่บรรจุ “ตราประทับชะตา” ของหน่วยเงาทมิฬทั้งเจ็ด พลันเดือดพล่าน!


    ปุ๋ง! ปุ๋ง! ฉ่าาา!


    ตราประทับชะตาทั้งเจ็ดตัวระเบิดแตกออกเป็นน้ำเลือดสีดำขุ่น!


    ผู้พิทักษ์หอวิญญาณชราที่กำลังนั่งสมาธิ พลันเบิกตาโพลง ขย้อนลิ่มเลือดและทิพย์วารีสีดำออกมาคำโต!


    อวัยวะภายในของมันซึ่งเชื่อมโยงกับตราประทับชะตา ถูกทำลายไปกว่าครึ่ง


    “เป็นไปไม่ได้...” ชายชราล้มลงเกลือกกลิ้งกับพื้นโคลนเลือดของตนเอง “เงาทมิฬทั้งเจ็ด... ถูกย่อยสลาย?”


    ความหวาดผวาอันเน่าเฟะ... เริ่มไต่ชอนไชเข้าสู่แก่นกลางของราชวงศ์


    ราตรีอันยาวนานแห่งกระบวนการย่อยสลายและการถักทอเนื้อหนัง ดำเนินมาถึงขีดสุด


    ทั่วทั้งเทือกเขาเมฆาครามที่เคยเป็นยอดเขาจมอยู่ในความเงียบงันอันน่าพรั่นพรึง


    ทะเลปราณกัดกร่อนและทิพย์วารีทำลายล้างสีดำขุ่นที่เคยเดือดพล่านกลับนิ่งสนิท ดุจแอ่งโลหิตที่จับตัวเป็นลิ่ม


    หมอกสีเถ้าปนทองหยุดชะงัก


    แม้แต่สายลมบาดาลก็ไม่กล้าพัดผ่านมิติแห่งนี้


    ราวกับเจตจำนงฟ้าดินกำลัง “หยุดหายใจ”


    รอคอยบางสิ่ง... ที่ไม่ควรถือกำเนิดขึ้นบนโลกใบนี้


    แกรก...


    รอยปริร้าวเส้นแรกปรากฏขึ้นบนเปลือกรังไหมสีหมึก


    ตามมาด้วยอีกเส้น


    และอีกเส้น


    หยาดน้ำเหลืองและทิพย์วารีพิษสีทองขุ่นไหลเยิ้มออกมาตามรอยแยก กลิ่นคาวเนื้อที่ถูกหลอมรวมใหม่ลอยคลุ้ง


    แคว่กกกกกก!!!


    เยื่อบุเปลือกแห่งอเวจีถูก “ฉีกทึ้ง” จากภายใน!


    ช้า... หนักหน่วง... และเต็มไปด้วยสัญชาตญาณของการล่า


    กรงเล็บสีดำขลับที่ชุ่มไปด้วยเมือกวิปลาส ค่อยๆ แหวกเปลือกหุ้มที่หนาดุจภูผาออกจากกัน


    พร้อมกับกายหยาบของผู้ย่อยสลาย ที่ก้าวทะลวงกลับมาสู่โลกอีกครั้ง


    เย่เฉิน


    สัณฐานใหม่ของเขาก้าวล่วงความเป็นมนุษยชาติไปไกลลิบ


    ไร้ความเทอะทะของกล้ามเนื้อส่วนเกิน ไร้คราบของความอ่อนแอ


    สังขารทั้งหมดถูก “บีบอัด” และขัดเกลาเพื่อเป้าหมายเดียว... การเข่นฆ่า


    เกล็ดสีดำคล้ำดุจเหล็กนรกไม่ได้นูนปูด แต่เรียบเนียนฝังลึกผสานเป็นเนื้อเดียวกับข่ายเส้นเอ็น


    ลวดลายอักขระสวรรค์สีทองหม่นที่ถูกกลืนกิน ไหลเวียนอยู่ใต้ชั้นผิวหนังดุจสิ่งมีชีวิตเรืองแสงที่กำลังเต้นตุบ


    ทุกก้าวที่ฝ่าเท้าสีหมึกย่ำลงบนดิน


    ฉ่าาา...


    แสงสว่างและมิติโดยรอบพลันโค้งงอวิรูป


    ราวกับสัจธรรมของโลกใบนี้ กำลังถูกมวลความหนาแน่นของกายหยาบเขาบิดเบือนเพียงแค่มันดำรงอยู่


    ตึก... ตึก...


    เตาหลอมวิปลาสกลางทรวงอกยังคงอยู่


    ทว่าบัดนี้มันมิได้ส่งคลื่นความถี่คำรามอย่างคลุ้มคลั่ง


    มันสงบนิ่ง เงียบเชียบ ดุจกรามของอสูรร้ายที่กำลังหุบสนิทเพื่อซุ่มรอจังหวะขย้ำ


    ทว่าความสงัดนั้น... กลับสร้างแรงกดทับทางรหัสสายเลือดที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่ากังวานกรีดร้องนับหมื่น


    ชายหนุ่มหลับตาลง สูดกลิ่นอายที่คาวคลุ้งเข้าสู่กรงอก


    ฟู่ว...


    เพียงเสี้ยวลมหายใจเดียว ม่านหมอกพิษและละอองเลือดรอบรัศมีสิบลี้ พลันถูก “ดูดกลืน” เข้าสู่รูขุมขนของเขาจนเหือดแห้ง!


    พฤกษากลายพันธุ์นับหมื่นต้นทั่วหุบเขากระตุกเกร็ง รากของพวกมันฉีกขาดก่อนจะแห้งเหี่ยวกลายเป็นซากไม้


    ครืนนนน...


    ผืนปฐพีส่งกังวานลั่นปริแตก มิใช่เพราะคลื่นพลังยุทธ์ แต่เพราะ “สัญชาตญาณของโลก” กำลังหวาดผวาต่อสิ่งแปลกปลอมที่วิวัฒนาการสำเร็จแล้ว!


    เนตรมารบรรพกาลค่อยๆ เบิกเปิดขึ้น


    รูม่านตาสามชั้นที่ซ้อนทับกันหมุนวนอย่างเยือกเย็น


    ตะกรันความทรงจำมหาศาลจากหน่วยเงาทมิฬและหลิวหยวน หลั่งไหลถูกคัดกรองผ่านทะเลวิญญาณ


    ราชวงศ์ศูนย์กลาง... ขุนนาง... แม่ทัพ... ตระกูลใหญ่... ค่ายกลโบราณ... คลังสมบัติ...


    และเหนือสิ่งอื่นใด... “คลังแก่นมิติ”


    ใจกลางอาณาจักรสุริยันดับ ลึกลงไปใต้รากฐานของพระราชวังอันโอ่อ่า มีลานชำแหละขนาดยักษ์ซ่อนอยู่


    แก่นมิติสีม่วงเข้มนับหมื่นก้อนที่สูบมาจากสายเลือดของโลกเบื้องล่าง กำลังหมุนวนและอัดแน่น


    พลังงานบริสุทธิ์มหาศาล... มากพอที่จะเจาะอุโมงค์อาหาร เชื่อมโลกเบื้องล่างเข้ากับทวีปเบื้องบนโดยตรง!


    มุมปากที่ฉีกรั้งของเย่เฉินค่อยๆ แสยะขึ้น


    รอยยิ้มนั้นปราศจากความโกรธา มีเพียงความตะกละตะกลามล้วนๆ


    “รังฟักตัว... ของพวกมัน”


    เพียงสองคำที่หลุดลอดจากคมเขี้ยว ฟ้าดินโดยรอบพลันตอบสนองความวิปริต


    ซูม!


    ทะเลกรดเบื้องล่างกระเพื่อมแยกออกจากกัน!


    ทัณฑ์ปฐพีสีเลือดที่ดิ่งจมอยู่ก้นทะเล พุ่งทะยานแหวกว่ายขึ้นสู่ฟากฟ้าดุจฉลามร้าย ก่อนจะพุ่งกระแทกเข้าสู่ฝ่ามือของเจ้าของ!


    กึก!


    ทันทีที่กรงเล็บสีหมึกกำด้ามศัสตรา ดาบยักษ์ก็สั่นสะท้านอย่างบ้าคลั่ง มันส่งคลื่นความถี่ครางหงิงดุจหมาล่าเนื้อที่ได้กลิ่นคาวเลือด และหลอมรวมเจตจำนงเข้ากับเตาหลอมในอกของเขา!


    แรงกดทับอันดิบเถื่อนระเบิดออก!


    ตูมมมมมม!!!


    มิใช่การระเบิดทำลายขุนเขา ทว่าซากกระดูกอสูรและพื้นเลนโคลนในรัศมีหลายลี้ พลัน “แหลกละเอียดเป็นผุยผง” ในพริบตา!


    มวลอากาศถูกบีบอัดจนเกิดรอยปริแตกสีดำคล้ำกลางห้วงอับดาร


    เย่เฉินปาดลิ้นเลียตะกรันโลหิตที่อาบคมดาบ จากนั้นจึงหันเนตรมารบรรพกาลไปทางทิศตะวันตก... ทิศที่เมืองหลวงของราชวงศ์ตั้งอยู่


    ในคลองจักษุข้ามสัจธรรมของเขา...


    เขาไม่ได้มองเห็นสถาปัตยกรรมอันงดงาม แต่เขามองเห็นประชากรนับล้าน... เป็นเพียง “ข่ายเส้นเอ็นและแก่นโลหิต” ที่จับตัวกันเป็นก้อนอาหารขนาดยักษ์!


    ดวงตาคู่นั้นไร้ซึ่งความอาฆาตมาดร้าย มีเพียงความหิว


    ความหิวที่มืดมิดและใหญ่ยิ่งกว่าครั้งใดในชีวิต


    “เมฆาคราม...”


    สำเนียงดุจเลื่อยกระดูกกระซิบกับสายลมแห่งความตาย


    “เป็นเพียงกากเดนรองท้อง”


    ชายหนุ่มงอข้อเท้าที่บีบอัดสัจธรรม สังขารทั้งหมดหดเกร็งดุจขดสปริง


    ปัง!!!


    พื้นโลกถูกเหยียบจนแตกร้าวลึกถึงตาน้ำบาดาล!


    กายหยาบสีหมึกชำแหละมิติหายวับไปจากคลองจักษุ ทิ้งไว้เพียงแรงกระแทกของมวลอากาศที่บดขยี้ก้อนเมฆเหนือหุบเขาจนฉีกขาดเป็นทางยาว!


    ไร้ซึ่งกังวานขับขาน ไร้วาจาท้าทาย


    ผู้ย่อยสลายไม่เคยเสวนากับอาหาร มันเพียงแค่... พุ่งตรงไปขย้ำคอหอยของเหยื่อ!


    ทิ้งไว้เพียงซากรังไหมสีหมึกที่ค่อยๆ ละลายกลายเป็นของเหลวพิษ


    และสัจธรรมบทใหม่... ของตัวเขมือบที่เตรียมจะสวาปามราชวงศ์ศูนย์กลางให้สูญพันธุ์...


    ได้เปิดฉากขึ้นแล้วอย่างเป็นทางการ!


    [จบตอนที่ 93]



    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์เทพอสูรเทวะ ที่คุณอ่าน