บทที่37
ปรุงยาชนิดใหม่
ร่างกายสั่นรั้วด้วยความหนาวเหน็บที่ก่อกำเนิดมาจากภายในสองแม่ลูกที่สวมใส่เสื้อผ้าโกโรโกโสนั่งกอดกันอยู่บริเวณมุมบ้านแห่งนึงพวกเขาป่วยเป็นโรคบุปผาสีชาดอาการเข้าสู่ในระดับที่สองที่ร่างกายกำลังหนาวสั่นด้วยความหนาวเหน็บ
ลู่หยางเดินเข้ามาถึงก็เอ่ยถามพวกเขาอย่างอ่อนโยนดวงตาของสองแม่ลูกทำการเปิดขึ้นมาอย่างช้าๆ
เป็นมารดาอยู่ในช่วงวัยสามสิบส่วนผู้เป็นบุตรสาวอยู่ในช่วงวัยสิบต้นๆกำลังนั่งกอดกันใบหน้าซีดเซียวริมฝีปากแห้ง ดวงตาทั้งสองข้างที่เปิดขึ้นมามันสุดแสนจะอ่อนแรง
มองเห็นบุรุษผู้ที่อยู่ด้านหน้าปรากฏการณ์ออกมาไม่คุ้นตาแต่ในขณะเดียวกันก็ไม่สามารถเปิดปากทางออกไปได้ด้วยเช่นเดียวกัน
ร่างกายถูกความหนาวเย็นจากโรคกัดกินเข้าไปถึงกระดูกแล้วแต่จะทำการเปิดปากออกมาตอบรับกลับไปยังทำได้ยากเย็น
ลู่หยางมองเห็นท่าทางของทั้งสองเขาก็ลองใช้ดวงตาของตนเองมองดูร่างกายของคนพวกนั้น
เขาได้ยื่นมือออกไปคว้าจับที่บริเวณมือของเด็กน้อยที่อยู่ภายในอ้อมกอดของมารดา
เขาลองจับเข้าที่มือของนางลองยกมือขึ้นมาและจองใช้ดวงตาจ้องมองใกล้ๆมันเป็นอย่างที่ผู้คนผู้จริงๆด้วยจุดเล็กๆเหล่านี้เมื่อลองดูใกล้ๆเหมือนกับดอกไม้สีแดง
ลู่หยางไม่รีรอทำการยกมือของตนสัมผัสเข้าไปที่ใบหน้าของเด็กน้อยผู้นั้นฝนผู้นี้มีวัยไล่เลี่ยกับหนิงหนิงอาจจะมากกว่าสกประมาณสองถึงสามปี
มันยิ่งทำให้ลู่หยางรู้สึกเวทนาอยู่ภายในใจเขาเห็นภาพทับซ้อนที่ว่าถ้าเป็นบุตรสาวของเขานอนอยู่เช่นนี้หัวใจเขาจะแตกสลายอย่างไร
ลองจับคำอาการดูแล้วตอนนี้ความหนาวเย็นแทรกแซงเข้าร่างกายเหมือนกับไอเย็นก่อกำเนิดขึ้นจากภายใน
มันไม่ได้มีเพียงแค่นั้นหลังจากที่ลองใช้มือของตนเองสัมผัสดูแล้วความหนาวเย็นที่มันกำลังก่อกำเนิดขึ้นจากภายในดูเหมือนว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆอีกด้วยลองขับคำชีพจรชีพจรก็อ่อนเป็นอย่างมากเหมือนกับคนที่กำลังโดนความหนาวเย็นกัดกินร่างกายและจะแข็งตาย
“ พวกเจ้าเป็นเช่นนี้มานานหรือยัง? ” ลู่หยางถามผู้ที่อยู่ด้านหน้าของตนเอง
ผู้เป็นบุตรสาวไม่มีแม้แต่แรงจะตอบส่วนผู้เป็นมารดาทำการกลั้นใจแล้วก็ตอบผู้ที่อยู่ด้านหน้าไป“ หลายวันแล้วเจ้าค่ะ อย่าเพิ่งเริ่มมีไข้หนาวสั่นก็วันนี้ส่วนเมื่อวานร่างกายรู้สึกร้อนเป็นอย่างมาก ”
เป็นตามอาการที่เขาได้รับรายงานมาโรคชนิดนี้เมื่อเข้าสู่ระยะที่สองร่างกายจะหนาวสั่นสลับกันไปมากับร้อนผ่าว
เป็นความรู้สึกที่ทรมานเป็นอย่างมากลู่หยางแสดงใบหน้าเรียบเฉยดวงตามองตรงไปยังสองแม่ลูกแล้วกล่าว “ตัวของข้าเป็นหมอขอรักษานางได้หรือไม่ ”
ผู้เป็นมารดาแม้ว่าภายในใจจะบังเกิดความกังวลแต่ในสถานการณ์เช่นนี้ไม่สามารถจะทำอันใดได้แล้ว นางจึงพยักหน้กตอบกลับ
ลู่หยางได้รับอนุญาตประคองร่างของเด็กน้อยออกมาจากอ้อมแขนของมารดาก่อนที่จะวางร่างลงไปบนผ้าสะอาดที่วางทับอยู่ที่พื้น
ร่างกายของนางถูกวางเอาไว้บนผ้าหลังจากที่ร่างของนางถูกวางเอาไว้บนผ้าเรียบร้อยแล้ว
ลู่หยางลองหยิบเข็มของตนเองออกมาประมาณสามเล่มเริ่มจากการนำเข็นของตนเอง ปักลงไปตรงจุดชีพจรที่สำคัญพยายามประคองชีพจรของนางให้อยู่ในระดับสมควร
ตอนนี้ชีพจรของนางที่กำลังเต้นอยู่มันอ่อนเป็นอย่างมากเพราะแบบนั้นเลยต้องใช้เข็มในการกระตุ้นให้ชีพจรของนางกลับมาเป็นเช่นเดือนก่อนมันจะช่วยรักษาอาการให้คงที่และสามารถรักษาในลำดับถัดไปได้
หลังจากที่เข็มทั้งสามถูกปักลงไปที่จุดชีพจรเรียบร้อยแล้วใบหน้าของเด็กผู้นั้นก็เริ่มดีขึ้น
นางไม่ได้แสดงท่าทางเจ็บปวดเหมือนจะตายเหมือนก่อนหน้านี้แต่ว่าร่างกายเองก็ยังคงหนาวสั่นอยู่เช่นเดิมนางพยายามยื่นมือของตนเองจะอบกอดร่างกายตลอดเวลา
ลู่หยางมองเห็นอาการเช่นนี้ก็ลองคิดย้อนไปถึงสูตรยาที่เขาเคยเขียนเทียบยาเอาไว้
ก่อนหน้านี้เขาลองวิเคราะห์แล้วก็สร้างเทียบยาขึ้นมาหลายชนิดเพื่อที่จะรักษาอาการโรคชนิดนี้แต่ก็เพียงได้แต่คิดเท่านั้นยังไม่เคยลองนำพวกมันมาใช้จริงๆเลย
ลู่หยางลองนำเอายาของตนเองออกมาหลังจากนั้นก็ลองทำให้เด็กผู้นี้กินเข้าไป
แน่นอนว่ายาลูกกลอนที่เขาสร้างขึ้นมันเองก็เป็นยาลูกกรที่ถูกทำขึ้นมาจากสมุนไพรไม่ได้เป็นอันตรายต่อร่างกาย
เมื่อนางกินเข้าไปแล้วอาการดูดีขึ้นอีกระดับนางค่อยๆเปิดลวงตาทั้งสองข้างขึ้นมาได้
นางได้สติขึ้นมาผู้เป็นมารดาแสดงท่าทางดีใจทำการก้มศีรษะขอบคุณผู้มีพระคุณด้านหน้าและกล่าวซ้ำๆ “ ขอบคุณท่านหมอ!! ขอบคุณท่านหมอที่ช่วยนาง!!! ”
ลู่หยางยกมือขึ้นเพื่อห้ามปรามการกระทำนั้นแล้วกล่าวต่อกลับไป“ ยังเร็วเกินไปที่ขอบคุณนี่เป็นเพียงแค่ ประคองอาการของนางเท่านั้นยังไม่ได้หาย ”
หลังจากที่นางกินเข้าไปแล้วเขาลองจับชีพจรดูแล้วทำให้ตัวของเขาได้รู้ว่าภายในร่างกายของนางมันยังมีไอเย็นอยู่มากพอควร
เสียดายว่ายาที่เขาปรุงขึ้นมามันยังไม่สมบูรณ์สามารถทำได้เพียงแค่ประโยคอาการนั้นเอาไว้ครู่เดียวเท่านั้นแถมแถมมันยังสยบความรุนแรงได้เพียงแค่ไม่กี่ส่วนทำให้เด็กน้อยผู้นี้ได้สติขึ้นมาแต่นางก็ยังคงหนาวสั่นอยู่เช่นเดิม
ลู่หยางพอจะรู้อาการก็คร่าวๆจากนั้นเขาก็นำยาอีกจำนวนหนึ่งออกมายื่นให้กับสองแม่ลูกนั้น “เจ้าพวกนี้พอจะรักษาชีวิตได้ ถ้าพวกเจ้ารู้สึกว่าตนเองนั้นหายใจไม่ออกก็ให้เดินทางมาหาข้าข้าจะฝังเข็มกระตุ้นชีพจรให้จากนั้นก็กินยานี้เข้าไปจะทำให้พวกเจ้าสามารถรักษาชีวิตของตนเองได้”
นางทำการก้มศีรษะขอบคุณผู้ที่อยู่ด้านหน้าอย่างรวดเร็วและก็ยื่นมือไปรับมันเอาไว้
ลู่หยางหลังจากที่จัดการเกี่ยวกับส่วนนี้เสร็จลุกขึ้นอย่างรวดเร็วมันดูเหมือนง่ายดายแต่มันไม่ง่ายดายเลยสักนิดสิ่งที่เขาทำไปก็เพียงแค่ยับยั้งส่วนนี้เอาไว้เท่านั้น
ลู่หยางเดินตรงไปยังบริเวณใจกลางของสถานที่แห่งนี้กระโจมขนาดใหญ่ถูกจัดตั้งขึ้นโดยที่มีทหารประมาณสิบคนที่อาสามาเป็นลูกมือเข้ามาด้านในช่วยกันทำขึ้นมา
ลู่หยางเดินสำรวจบริเวณรอบๆผู้คนที่ป่วยมีอยู่มากมายเขาพูดเดียวคงจะไม่สามารถรักษาคนพวกนี้ได้หมดในวันเดียวอย่างแน่นอน
หลังจากที่เดินดูหนึ่งรอบก็ไปที่บริเวณกระโจมขนาดใหญ่ที่เหมือนกับฐานที่มั่นของพวกเขา
ลู่หยางเดินตรงเข้าไปหาทหารผู้หนึ่งทหารหนุ่มผู้นั้นยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาประสานการแสดงท่าทางนอบน้อมมันได้รับคำสั่งให้ติดตามนายท่านผู้นี้แล้วช่วยงาน
ลู่หยางเดินมาหยุดหน้าทหารผู้นั้นกล่าวออกไปอย่างรวดเร็ว“ มีกระดาษและน้ำหมึกหรือไม่ ข้าต้องการของจำนวนมาก ”
ทหารผู้นั้นทำการจัดการหากระดาษและหมึกอย่างรวดเร็วนำมาตั้งเบื้องหน้า ลู่หยางสูตรยาใหม่มาได้เข้าทำการเขียนพวกมันลงไปต้องการวัตถุดิบ
หลังจากที่เขียนวัตถุดิบพวกนั้นจนเสร็จเรียบร้อยหมดแล้วทำการให้ทหารนำจดหมายนั้นไปส่งสู่ด้านนอก
จดหมายนั้นถูกส่งออกไปไปหาคุณชายเว่ยความรวดเร็วคุณชายเว่ยรับจดหมายนั้นเอาไว้ก่อนที่เขาจะกางมันออกมาดู
ในจดหมายถูกเขียนระบุเอาไว้อย่างชัดเจนว่าต้องการวัตถุดิบอันใดบ้างลู่หยางต้องการสมุนไพรที่ชื่อว่าต้นไท่หยาง และต้นเกล็ดน้ำแข็งนี่คือวัตถุดิบหลักสองอย่างที่เขาต้องการและก็มีวัตถุดิบปลีกย่อยอีกประมาณสิบชนิด
เว่ยเจ๋อจงมองเห็นว่าอีกฝ่ายต้องการวัตถุดิบเช่นนี้เหมือนว่าจะเห็นผลทางบางอย่างรีบสั่งให้บ่าวให้จัดหาวัตถุดิบ 2 อย่างส่งเข้าไปภายในนั้นอย่างรวดเร็ว
เอาดิบเหล่านั้นมาถึงลู่หยางลองเริ่มปรุงยาตั้งแต่ในวันนั้นก่อนที่เขาจะเริ่มปรุงยาเขาให้ทหารที่มาเป็นผู้ช่วยของเขาช่วยกระจายยาที่เขาปรุงก่อนหน้านี้ออกไปให้ผู้คนได้กินเพื่อประคองอาการ
สถานการณ์ภายในเขตกัปตันผ่านไปประมาณสองวันบุคคลภายในสถานที่แห่งนี้ยังไม่มีผู้ใดล้มตายแต่ว่ามีผู้คนจากภายนอกถูกนำเข้ามาด้านในอย่างต่อเนื่อง
เมืองแห่งนี้มันถูกปิดเอาไว้เรียบร้อยแล้วเข้าสู่ขั้นตอนการรักษาหลังจากผ่านไปสองวันลู่หยางที่เก็บตัวปรุงยาอยู่ ในที่สุดเขาก็สามารถทำได้สำเร็จเขาหลอมยาสองชนิดขึ้นมาได้
ยาลูกกลอนสองชนิดที่เขาสามารถปรุงขึ้นมาได้หนึ่งเป็นยาสีแดงหนึ่งเป็นยาสีฟ้าสองชนิดนี้มันคือยาลูกกลอนที่มีชื่อว่าร้อนและเย็น
ลู่หยางนำยาชุดแรกที่ปรุงเสร็จเดินออกมานอกกระโจมเหล่าทหารที่เฝ้าอยู่ด้านหน้ามองเห็นคนพรุ่งนี้เดินออกมาภายในใจบังเกิดความดีใจเลยถามขึ้นอย่างรวดเร็ว“ ท่านปรุงเสร็จแล้วอย่างนั้นหรือขอรับ? ”
ลู่หยางพยักหน้าตอบรับกลับไป“ นี่เป็นเพียงแค่ยาประคองอาการเท่านั้นขั้นตอนการรักษาข้าจำเป็นต้องใช้เวลาในการศึกษาอีกประมาณนึง ”
“ แต่ว่ายาที่อยู่ภายในเมืองข้าในตอนนี้มันจะสามารถรักษาชีวิตของพวกเขาได้ ”ถ้าในชุดแรกที่เขาเพิ่งออกมาตอนที่ฝึกปรุงเอาไว้มันเป็นเพียงแค่ยาที่ลดอาการหนาวเย็นหรืออาการร้อนภายในร่างกายเท่านั้นมันยังสามารถลดได้เพียงแค่ไม่กี่ส่วนแต่ยาภายในมือของเขาที่ปรุงเสร็จมาใหม่มันจะสามารถช่วยทำให้อาการในส่วนนั้นหายไปและสามารถรักษาชีวิตเอาไว้ได้
ลู่หยางเคลื่อนที่ไม่หาสองแม่ลูกที่เขาลงมือรักษาเป็นคนแรกก่อนเลย
ทั้งสองดูดีขึ้นในระดับนึงไม่ได้เจ็บปวดเหมือนก่อนหน้านี้ที่พวกเขากำลังเป็นกัน
เดินมาถึงทั้งสองจะพยายามจะลุกขึ้นมาแต่ก็ยังลุกไม่ขึ้นลู่หยางยกมือของตนเองห้ามทั้งสองเอาไว้
แม่ลูกเมื่อไม่ได้ลุกก็ทำการก้มคารวะผู้ที่ช่วยชีวิตของตนเองลู่หยางยอร่างกายของตนเองไปจากนั้นใช้ดวงตามองตรงไปที่สองแม่ลูกด้านหน้าจากนั้นเขาก็ทำการถามออกไป “ วันนี้พวกเจ้ารู้สึกอย่างไร? "
“ หนาวเจ้าค่ะ แต่หลังจากกินยาที่ท่านหมอให้ไปก็ดีขึ้นระดับนึง ”นางตอบกลับมา
ลู่หยางได้ยินเช่นนั้นเขาหยิบยาสีแดงสองเม็ดขึ้นมาแล้วก็ยื่นให้แม่ลูกคู่นั้นได้ลองกินเข้าไป“ สมุนไพรชนิดใหม่ข้าทำขึ้นมาเองลองกินดู ”
พวกเขาทำการค้าหยิบเอาไว้แล้วก็นำมันเข้าไปภายในปากอย่างไม่ลังเลเลยสักนิดเพราะว่าผู้ที่อยู่ด้านหน้าเป็นผู้ช่วยชีวิตของพวกเขา
ลู่หยางใช้ดวงตาของตนเองมองดูเพื่อมองผลของมัน
จบบท