หอน้ำชาเก้ามงคลในยามไร้ผู้คน กว้างขวางและเงียบสงัดอย่างน่าเหลือเชื่อ
หลังผ่านพ้นความวุ่นวาย ภายในหอน้ำชาเหลือเพียงบุรุษหนุ่มสองราย ที่ยังคงนั่งรั้งท้ายเป็แขก ท่ามกลางเหล่าแมวเหมียว ซึ่งพอล่วงเวลางานแล้ว บ้างเริ่มปลีกวิเวกหามุมสงบซุกตัวนอน บ้างก็วิ่งพล่านสำราญใจกับสหายรอบโถงกว้าง
ฉางขู่กงจื่อก้าวเดินวนเวียนด้วยท่วงท่าอันรักษาความสง่า แม้ต้องคอยหลีกทางให้เหล่าแมวเหมียวที่วิ่งตัดหน้าอยู่เป็ระยะ ก่อนจะเงยมองชั้นบนสุดของหอน้ำชา สลับกับหลี่ชิงเฉินที่บรรจงรินชาใส่จอกด้วยความใจเย็น ในที่สุด เขาก็รวบพัดเข้าหากัน พ่นลมหายใจยาวเหยียด
ผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วยาม ท้องฟ้าฉายทับด้วยแสงอัสดง หลี่ชิงเฉินก็ยังคงนั่งอยู่ที่เดิมไม่ยอมไปไหน เพื่อรอพบเถ้าแก่เนี้ยหอน้ำชาเก้ามงคล
“ให้ข้าพาเ้าขึ้นไปเลยไม่ดีกว่ารึ?” ฉางขู่ชี้พัดไปทางปีกซ้ายของหอน้ำชา
หลี่ชิงเฉินยืนกราน
“อย่าเสียมารยาท ข้ารอได้”
คุณชายผู้เสพทุกข์ยักไหล่ เดินไปทิ้งบั้นท้ายนั่งแหมะลงฝั่งตรงข้าม
“เ้ารอไม่ไหวก็กลับไปก่อนได้นี่”
“ใครว่าล่ะ” ฉางขู่ยืดอกอย่างไม่ย่อท้อ
เขาเพิ่งเข้าใจนิสัยใจคอของจอมเสรีมากขึ้นข้อหนึ่ง คือในยามเกิดความมุ่งมั่นเื่ใดขึ้นมาแล้ว จอมเสรีผู้นี้ก็ช่างอดทนเก่งเสียยิ่งกว่ากระไร จนเหมือนว่าแม้แต่ผู้ดูแลหอ เห็นแล้วยังไม่อาจปล่อยให้เขาทนรอต่อไปเรื่อย ๆ เช่นนี้ได้อีก
ลู่กว่างซินก้าวออกมาริมระเบียงชั้นบนสุด กล่าวขึ้น
“คุณชายเชิญกลับไปเถอะ วันนี้หอน้ำชาเก้ามงคลงดรับแขกแล้ว”
หลี่ชิงเฉินเพียงแค่ยิ้มบาง ๆ ตอบรับ และยกน้ำชาขึ้นจิบโดยไม่สั่นคลอน ทั้งไม่มีทีท่าจะลุกออกไปแม้แต่น้อย
ลู่กว่างซินหันไปส่ายศีรษะกับมู่ไป๋หลิง
มู่ไป๋หลิงที่กำลังเอนกายนอนพักอยู่ ค่อย ๆ ลุกขึ้นเดินออกไปหยุดฝีเท้าหน้าประตูห้องผู้ดูแล ซึ่งห่างจากระเบียงไม่มาก พลางทอดสายตาลงมองจอมเสรีที่ยืนหยัดจะพบตนให้ได้
เหตุที่จิตรกรหนุ่มยืนกรานปักหลักรอเช่นนี้ ย่อมต้องเป็เพราะความลับที่ถูกเปิดเผยผ่านเหตุการณ์ก่อนหน้า อันชัดแจ้งแล้วว่า ‘แมวขาว’ ที่เขาตามหาหรือก็คือนางอยู่ที่นี่ หากไม่ไถ่ถามความให้ชัดเจน เขาคงไม่ยอมจากไปง่าย ๆ
หลี่ชิงเฉินยามเหลือบเห็นร่างของอีกฝ่ายลาง ๆ จึงถือวิสาสะป้องปากะโเรียกขึ้นไปตรง ๆ
“ท่านประมุข! ข้าน้อยหลี่ชิงเฉิน มีเื่จะพูดคุยกับท่าน ต้องขอรบกวนแล้ว”
ลู่กว่างซินคาดมิถึงว่าบุรุษเบื้องล่างจะหูตาเฉียบคม ทั้งปากไวปานนั้น ถึงกับโพล่งเสียงดังรบกวนพี่หญิงของนาง
“ท่านพี่ ข้าจะไล่เขาออกไปเดี๋ย…”
ไม่ทันจบประโยค มู่ไป๋หลิงก็ยกมือปรามไว้เสียก่อน ต่อด้วยหันไปโบกมือให้สาวใช้หน้าประตูถอยออกไปให้หมด โดยปล่อยให้ประตูเปิดค้างไว้
“ให้เขาเข้ามาเถอะ” จบคำ ร่างระหงก็เดินกลับไปนั่งรออีกฝ่าย ตรงโต๊ะน้ำชาใจกลางห้อง
หลังได้ยิน หลี่ชิงเฉินก็เดินตรงไปยังบันไดทางขึ้นหอน้ำชาทันที
“ข้ารออยู่นี่นะ ไม่ต้องรีบ” คุณชายผู้เสพทุกข์แจ้ง พลางเอนพักศีรษะลงบนมือที่เท้าคาง หลับตาลงเตรียมพร้อมสำหรับการรอคอย อีกมือไกวพัดแ่เบาระหว่างเข้าสู่ห้วงนิทราสั้น ๆ
ลู่กว่างซินชะงัก ทวนคำพูดของมู่ไป๋หลิงอีกครั้ง
“เอะ เข้าห้องผู้ดูแล…น่ะหรือ?”
“อืม”
แม้จะสงสัย แต่เพราะเป็คำสั่งของประมุข นางจึงผงกศีรษะรับปฏิบัติตาม
“เข้าใจแล้ว… อะ ท่านพี่ ไม่สวมหน้ากากไว้หรือเ้าคะ”
ลู่กว่างซินไม่เข้าใจความคิดของมู่ไป๋หลิงเข้าไปกันใหญ่ ทั้งที่กำลังจะพบคนนอก ทว่าแม้แต่หน้ากากก็ไม่ใส่เสียอย่างนั้น
นางตอบสั้น ๆ “ต่อหน้าเขา… ไม่จำเป็”
ลู่กว่างซินแทบมิอยากเชื่อหูตนเอง มู่ไป๋หลิงผู้ที่ปกติเย่อหยิ่ง ไม่ชอบพบปะผู้คนที่สุด ทั้งไม่เจรจาการค้านอกเวลา ครั้งนี้ กลับเอ่ยอนุญาตโดยง่าย ซ้ำยังเปิดห้องต้อนรับเป็กรณีพิเศษด้วยตนเอง เล่นเสียคนฟังสมองตื้อ วาจาติดขัดด้วยความสับสนงุนงง
ลู่กว่างซินกระทบไหล่กับลู่จี้หลัน เอ่ยกระซิบ ขณะมองจิตรกรหนุ่มเดินเข้าไปด้านในห้องผู้ดูแล
“ท่านพี่ไม่เคยให้ผู้อื่นนอกจากเราสองคนเข้าไปในห้องผู้ดูแลมาก่อน เหตุใดถึงยกเว้นให้เขากันนะ จะว่าพวกเขารู้จักกันก็คงไม่ใช่ ท่านพี่ไม่เคยเอ่ยถึงเขามาก่อนเลยนี่นา…”
ผู้ดูแลทั้งสองมองหน้ากันอย่างสงสัย
จิตรกรหนุ่มเข้ามาด้านใน กลิ่นดอกไม้จาง ๆ พลันลอยมาแตะจมูก คล้ายจะเป็กลิ่นชาดอกกุ้ยฮวาในกาน้ำชาบนโต๊ะนั่น
ยามมองไปยังทิวทัศน์เบื้องหน้า ก็ประดุจดังรับชมภาพวาดที่ถูกแต้มแต่งด้วยแสงสนธยา
เรือนผมสีขาวเงินขับผิวนวลผุดผ่อง ใบหน้าเนียนกระจ่าง ดวงตาดั่งดอกท้อ ั์ตาใสดังหยาดน้ำค้าง แฝงไว้ด้วยเสน่ห์ดึงดูดจากไฝเม็ดเล็กที่ประดับอยู่ใต้ดวงตา นี่จึงเป็รูปลักษณ์แท้จริงภายใต้หน้ากากของเถ้าแก่เนี้ยแห่งหอน้ำชาเก้ามงคล
ส่วนเจตนาที่นางยอมเผยรูปโฉมต่อเขา คงเป็สิ่งที่ยากหยั่งถึง
เหนืออื่นใด แววตาถือดีของนาง… ช่างให้ความรู้สึกคุ้นเคย
แม้ในหัวจะเต็มไปด้วยคำถาม สาเหตุที่นางคิดปลิดชีพกุยเหอเพื่อไม่ให้มาระรานเขาคืออะไร ระหว่างเขากับนางเคยรู้จักกันมาก่อนหรือไม่ แต่คงไม่มีสิ่งใดจักสำคัญไปกว่าจุดประสงค์หลักที่มาพบนาง
หลี่ชิงเฉินกำลังจะเอ่ยปาก แต่มู่ไป๋หลิงก็เอ่ยขึ้นเสียก่อนอย่างรู้เท่าทัน
“ข้ารู้ว่าท่านมาเพราะสิ่งใด”
ท่าน? หลี่ชิงเฉินประหลาดใจกับสรรพนามที่อีกฝ่ายเอ่ย เหตุใดนางถึงให้เกียรติเขาเช่นนี้
ก่อนจิตรกรหนุ่มจะหัวเราะเฮอๆ
“ตำหนักสดับสหัสสาสน์รู้ทุกเื่จริง ๆ เช่นนั้น…ท่านประมุขมีความเห็นว่าอย่างไร?”
“การที่ท่านช่วยข้าก่อนหน้า คงไม่ใช่คิดจะใช้บุญคุณนั้นมาทวงคืนแมวขาวตัวหนึ่งหรอกใช่ไหม?”
แม้แต่เื่ยื่นมือเข้าช่วยตอนที่แอบฟังอยู่ นางก็รู้หรือนี่… ท่าทางเขาคงหลบซ่อนไม่มิดชิดพอสินะ
“ไม่ขอปิดบัง เดิมที แมวขาวตัวนั้นกับข้าเคยมีความเกี่ยวพันกันมาก่อน หากว่าท่านได้พบและรับมาดูแลด้วยความบังเอิญ ก็ขอให้ท่านประมุขช่วยส่งมอบแมวขาวตัวนั้นกลับคืนมาให้ข้าดูแลต่อจากนี้ด้วย…”
กล่าวจบ หลี่ชิงเฉินก็ประสานมือเบื้องหน้า ก้มศีรษะร้องขออย่างตรงไปตรงมา
จากคำพูด ดูเหมือนเขาคงเข้าใจผิดว่านางเก็บแมวที่เขาตามหามาได้โดยบังเอิญ และอุปการะไว้ที่หอน้ำชาแห่งนี้เป็แน่
แต่ถึงอย่างไร นั่นก็คือตัวนางเอง และสิ่งที่นางควรตัดสินใจให้เด็ดขาดในเวลานี้ มีเพียงสิ่งเดียว คือต้องทำเป็ไม่รู้จักและผลักไสเขาไปไกล ๆ ให้เขามีชีวิตอิสระ โดยที่ไม่ต้องเข้ามาพัวพันกับเื่ยุ่งยากต่าง ๆ รอบตัวนาง รวมถึงสิ่งที่นางพึงกระทำหลังจากนี้อีกด้วย
“น่าเสียดาย ที่ข้าไม่อาจตอบตกลง…”
หลี่ชิงเฉินคาดคิดไว้แล้ว จึงยิ้มสู้
“ตัวข้าไม่มีสิ่งแลกเปลี่ยน แต่จะขอยอมรับทุกข้อเสนอของตำหนักสดับสหัสสาสน์ ไม่ว่าเื่ใด ข้าย่อมทำตามโดยไม่บ่ายเบี่ยง”
“คุณชายหลี่ ดูท่าท่านคงเป็ประเภทพูดจาไม่รู้เื่?”
เขาไม่ทัดทาน และยังคงค้างท่าคารวะนั้นต่อ
มู่ไป๋หลิงไล้นิ้วเรียวกับขอบจอกชา เอ่ยถามเสียงแ่
“แมวขาวตัวนั้น มีความสำคัญบางอย่างกับท่านงั้นหรือ…?”
เขาตอบอย่างไม่ลังเล “กล่าวมิผิด”
มู่ไป๋หลิงสะท้าน …หรือว่าเขารู้เื่ที่นางช่วยชีวิตเขาไว้ตอนนั้น
ร่างเพรียวผุดลุกขึ้น ก้าวเข้าประชิดร่างสูง สบสายตาเรียบนิ่งจ้องมองหลี่ชิงเฉิน โดยสามารถซุกซ่อนประกายวูบไหวไว้ได้อย่างล้ำลึกยากสังเกตเห็น
หลี่ชิงเฉินรีบเงยหน้าขึ้น ขณะก้มมองมู่ไป๋หลิงตอบจากความสูงที่แตกต่างกัน ใบหน้าเต็มไปด้วยความสับสน ความคิดที่จะถอยร่นถูกยับยั้งไว้ ด้วยกังวลว่าหากนางขุ่นเคือง อาจไม่ยกแมวขาวคืนให้ จึงทำได้เพียงยืนแข็งทื่อเป็หิน
แม้ปกติวิสัยจะร้อยเล่ห์ แต่ในยามนี้ในหัวชายหนุ่มกลับว่างเปล่า ไม่รู้ต้องตอบสนองสถานการณ์ตรงหน้าอย่างไร กับครั้งแรกที่มีสตรีเข้าถึงตัวอย่างใกล้ชิดเช่นนี้
ในใจของมู่ไป๋หลิงนึกชื่นชม ‘พอเห็นใกล้ ๆ ชัด ๆ แบบนี้แล้ว เขาดูดียิ่งกว่าภาพวาดซะอีก’
หากแต่ในมุมมองของหลี่ชิงเฉิน เขากลับรู้สึกเหมือนกำลังถูกอีกฝ่ายจ้องเขม็ง ราวกับจะกินเืกินเนื้อ
มู่ไป๋หลิงเม้มปากบาง ถอยกายเว้นระยะ เอ่ยเสียงนุ่มนวลขึ้นเล็กน้อย
“ถ้าข้าบอกว่าแมวตัวนั้นมีนิสัยเอาแต่ใจอย่างมาก หากมันอยากจะไปหาก็จะไปหาเอง หากมันคิดจะอยู่แต่แรกก็ย่อมไม่จากมา ดังนั้น มันจึงไม่ได้้าไปอยู่กับท่านล่ะ?”
ก็เป็ไปได้… หลี่ชิงเฉินนึกถึงตอนที่มันกัดเขาครั้งล่าสุด และนึกย้อนไปั้แ่ตอนแรกที่พบกัน อุ้งเท้าน้อยยังตะปบตบหน้าเขาอีกหลายครั้ง และหายตัวไปเสียดื้อ ๆ หลังจากนั้น ก็ไม่เคยโผล่มาให้เขาเห็นอีกเลย
“เช่นนั้น คงต้องฝากท่านประมุขดูแลมันแทนข้าด้วย”
“มู่ไป๋หลิง… นามของข้า”
“เอ่อ…” เขาค่อย ๆ เรียก “แม่นางมู่”
แม่นางมู่ ราวกับเสียงเรียกที่เปล่งออกจากริมฝีปากของเขาก้องกังวานในโสต มู่ไป๋หลิงสูดลมหายใจตั้งสติ ภายใต้ใบหน้าเฉยชาไร้อารมณ์
เห็นท่าทีของนางเหมือนกำลังเก็บอาการไว้ สงสัยเขาคงรบกวนนางมากเกินไป ดังนั้น เพื่อไม่ให้กระทบถึงข้อตกลง จิตรกรหนุ่มจึงคิดว่าควรได้เวลาไปจากหอน้ำชาเก้ามงคลเสียที
“รบกวนเพียงหากวันใดแม่นางไม่้ามันแล้ว โปรดอย่าทอดทิ้งและส่งมอบมันกลับมาให้ข้าด้วย” หลี่ชิงเฉินประสานมือโค้งลา “ไม่รบกวนแม่นางแล้ว ขอลา”
จิตรกรหนุ่มยิ้งจาง ๆ หมุนตัวเดินออกไป
พอแผ่นหลังของเขาพ้นจากขอบประตู มู่ไป๋หลิงก็เท้าศอกกับโต๊ะค้ำยันไว้ ร่างทรุดลงกับเก้าอี้เบา ๆ เสมือนเรี่ยวแรงหายไปกระทันหัน ใบหน้าร้อนผ่าว
ทันทีที่เหยียบถึงพื้นโถงชั้นล่าง คำถามแรกที่ส่งมา ทำเอาจิตรกรหนุ่มก้าวขาไม่ออกไปชั่วขณะ
“เป็อย่างไรบ้าง นางได้เอื้อนเอ่ยความในใจหวานซึ้งประโยคใดกับเ้าหรือไม่? เล่าให้ข้าฟังบ้างสิ” ดวงตาฉางขู่วาวประกาย
หลี่ชิงเฉินหัวเราะเฮอ ๆ
“กลับกัน นางดูเหมือนไม่ชอบหน้าข้ามากกว่า…” หลี่ชิงเฉินสะพายสัมภาระ เตรียมเดินออกจากหอน้ำชา
“เป็ไปไม่ได้! เห็น ๆ อยู่ว่านางเกือบลงมือฆ่าคนเพื่อเ้าเชียวนะ” ฉางขู่โบกพัดฉวัดเฉวียน ทำท่าคล้ายยามเถ้าแก่เนี้ยเตรียมปลิดชีพคู่ต่อสู้
“เลิกคุยเื่นี้เถอะ”
จะด้วยเหตุผลอันใด นางกับเขาก็ไม่ได้มีความจำเป็อื่นที่ต้องเกี่ยวข้องกันอีก รู้หรือไม่ก็คงไม่สำคัญ…