
เมื่อนายเกลี้ยงไม่เปิดปากปีวราก็ไม่สนใจ...เธอรอเรือเร็วที่โดยสารมาเทียบท่ากับไม้กระดานซึ่งทอดยาวลงไปบนผืนทะเลโดยที่เด็กหนุ่มผู้ทำหน้าที่สารถี ขยับตัวไปยกกระเป๋าสัมภาระทั้งหมดขึ้นวาง้าครู่เดียวนายเกลาก็วิ่งกระหย่องกระแหย่งใบหน้ายิ้มยิงฟันขาวถอดพิมพ์ผู้เป็พี่มาถึงตัว
“นายหญิงมาถึงแล้วดีใจจังครับ นึกว่าจะกลับมาไม่ทันคืนนี้ซะอีก นายหญิงรู้ไหมครับว่าวันนี้มี...”
ยังพูดไม่ทันจบนายเกลี้ยงซึ่งะโขึ้นมาบนสะพานไม้พอดี จึงเอามือเขกกะโหลกน้องชายแล้วหันไปจุปาก เพราะรู้ว่าสิ่งที่นายเกลากำลังจะพูดก็คือสิ่งเดียวกันกับที่ตัวเขาอุบไว้เป็ความลับมาตลอดทาง
“เอ็งนี่มันพูดมากจริงเว้ย...รีบๆขนกระเป๋านายหญิงเข้าไปเก็บในบ้าน...ไปไป๊”
นายเกลี้ยงเอ็ดตะโรใส่ในฐานะที่อายุมากกว่าสองปี รูปร่างก็สูงใหญ่กว่า ทำให้น้องชายหน้าหงอได้แต่มองอย่างอึดอัดที่ไม่สามารถบอกกล่าวถึงสิ่งที่ใครๆบนเกาะแห่งนี้ล้วนตื่นเต้นดีใจ
“ตกลงมีลับลมคมในอะไรกันทั้งพี่ทั้งน้อง”
ปีวราชะเง้อมองไปยังนายเกลาที่กำลังยกกระเป๋าขึ้นแบกไว้บนบ่าข้างหนึ่งเห็นเด็กหนุ่มผู้น้องเอาแต่หลบตา ไม่กล้าปริปากเธอก็เลยพานบ่นกระปอดกระแปดไปเื่อื่นว่า “เกลี้ยงก็ดุน้องซะจนกลัวไปหมดแล้วดูซินั่น...อ่อ เกลา แม่ฉันล่ะ อยู่ในบ้านหรือเปล่า”
หญิงสาวปีนข้ามบันไดไม้ขึ้นมาบนสะพานเช่นกันแล้วเอ่ยถามเด็กหนุ่มอย่างนึกขึ้นได้ นายเกลาจึงรีบตอบ “นายแม่อยู่ในครัว...เดี๋ยวผมจะวิ่งไปบอกให้ครับว่านายหญิงกลับมาถึงแล้ว เผื่อนายแม่จะได้เป็คนบอกนายหญิงเองว่ามีใครบางคนกลับ...”
พูดไม่จบรอบสองผู้เป็น้องก็กระเด้งตัววิ่งหันหลังกลับ เมื่อผู้เป็พี่ยกไม้ยกมือเหมือนจะขว้างอะไรบางอย่างใส่พอเขาหันกลับมาก็เจอกับสีหน้าของผู้ยืนดูเหตุการณ์กำลังขมวดคิ้วสองข้างชนกัน แต่เธอก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับ‘เื่ลับ’ ของสองพี่น้องแต่กลับเอ็ดไปยังเื่ ‘นายหญิง’
“ฉันนึกแล้วไม่มีผิดว่านายเกลาก็ยังเรียกฉันว่านายหญิงๆๆนี่ถ้าเกิดคุณนายใหญ่ท่านได้ยินเข้า จะมาหาเื่กับฉันได้ว่าฉันอยากเป็พวกคางคกขึ้นวอ...ไม่ก็กิ้งก่าได้ทอง...ขี้กลากจะขึ้นหัวฉันเปล่าๆ”
เธอบ่นพึมพำตามหลังร่างบึกบึนของเด็กหนุ่มซึ่งหอบกระเป๋าอีกใบเดินนำหน้าไปหลาย่ตัว จนกระทั่งก้าวลงจากสะพานแล้วนั่นล่ะ ‘นายแม่’ ที่เด็กหนุ่มทั้งสองเรียกติดปากเดินกึ่งวิ่งมาหยุดคอย ยืนอยู่ตรงฝั่งเนินทรายซึ่งมีต้นมะพร้าวสูงปลูกไล่เรียงเป็แนวขนานไปจนสุดปลายตา
“แม่คะ...”
เธอตรงเข้าไปสวมกอดมารดาอย่างเคยเพียงแต่ว่าคราวนี้กลับเป็กอดที่แแ่ขึ้น มิใช่ด้วยความคิดถึงหรือเป็ห่วงเสมือนครั้งที่แล้วๆมา เวลาที่เธอไม่อยู่ต้องไปศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยของรัฐที่กรุงเทพฯ แต่ครั้งนี้เธอกอดด้วยความรู้สึกเบาโหวงในหัวใจประสมลงไป ด้วยเื่ราวทั้งสองอันหมกมุ่นในใจ
หนึ่งคือเื่ที่เกิดขึ้นระหว่างเธอกับมารดา‘ก่อน’ ที่จะข้ามฝั่งไปงานแต่งของเหมือนแพร...ส่วนอีกหนึ่งคือเื่ที่เพิ่งเกิดขึ้นกับเธอเมื่อคืนนี้
ไม่รู้ทำไม ความโกรธความเสียใจอันเกิดจากความพลั้งพลาดกับผู้ชายคนนั้นถึงได้ผุดขึ้นมาไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย เพียงแค่ได้ััรอบกอดของผู้ให้กำเนิด
จนไม่อาจทานเสียงสะอื้นในทรวง
“ปีเป็อะไรลูก...ร้องไห้ทำไม...มีอะไรเกิดขึ้นกับลูกของแม่หรือเปล่า”
ผู้เป็แม่พลอยปากสั่นเสียงสั่นไปตามกัน เมื่อได้ยินเสียงร่ำไห้ที่ดังออกมานอกโพรงอกแต่ผู้เป็ลูกก็รีบกลบเกลื่อนสิ่งที่อยู่ในใจเร็วพลัน
“ไม่มีอะไรค่ะแม่...หนูแค่รู้สึกว่าหนูไม่อยากจากแม่ไปไหนอีก และหนูก็ไม่อยากให้แม่ทนอยู่ที่นี่อีกต่อไป”
นางปราณีรั้งตัวลูกสาวห่างจากอกมือหนึ่งจับข้างไหล่ ส่วนอีกข้างยกขึ้นลูบเรือนผมยาว ซึ่งปลิวสยายไปตามแรงลมทอดหน่วยตาอันเปี่ยมไปด้วยความห่วงใย “ปีอย่าเพิ่งพูดถึงเื่นั้นเลยนะลูกกลับมาเหนื่อยๆ ไปอาบน้ำอาบท่าให้ร่างกายสดชื่น แล้วไปรอทานข้าวเย็นดีกว่านะ”
“แต่แม่คะ...”
ในที่สุด เธอก็ปาดน้ำตาทิ้งแล้วหยุดพูดถึงความไม่สบายใจเ่าั้ เมื่อเห็นสีหน้าหมองหม่นของมารดา
“แม่ขอร้อง”
“ถ้าอย่างนั้นหนูขอไม่ไปร่วมวงทานข้าวเย็นกับคุณนายใหญ่จะได้ไหมคะแม่ หนูยังไม่อยากเจอหน้าท่าน”
หญิงสาวรู้ดีว่าถึงอย่างไรก็ต้องพบหน้ากันทุกวัน แม้จะพยายามหลีกเลี่ยงแค่ไหนก็ตาม แต่ในเมื่อเธอกับแม่ยังต้องอาศัยพักพิงอยู่ภายใต้ชายคาบ้านของตระกูลสมบูรณ์พูนผลเธอก็คงไม่อาจหลุดพ้นไปจากคำดูถูก หรือย่ำยี
“ปีจะหลบหน้าคุณนายใหญ่ไปได้สักกี่มื้อกัน...อย่าลืมสิลูกว่ายังไง ‘นายหัว’ ก็มีบุญคุณกับเราสองแม่ลูก...”ผู้เป็แม่ชะงักเท้าตามบุตรสาวเมื่อฝ่ายนั้นแสดงความรู้สึกรังเกียจแม้เพียงแค่ได้ยินมารดาเอ่ยถึงบุคคลที่สาม
“บุญคุณ...เพราะคำนี้คำเดียวหรือคะแม่ ที่ผูกเราสองคนเอาไว้ให้จมอยู่กับความจอมปลอมที่เขาสร้างขึ้นมาแล้วก็ย่ำเท้าลงมาในสิ่งที่เขาสร้างกับมือ”หญิงสาวผินหน้าหลบ ดวงตามีแววกระด้างด้วยนึกเกลียด ‘นายหัว’ ขึ้นมาจับใจทั้งที่แต่ก่อนนั้นเธอรู้สึกตรงกันข้าม คือทั้งรัก ทั้งเทิดทูนราวกับเป็บิดาแท้จริง
“แม่...”
“ไม่เป็ไรค่ะแม่...หนูหวังว่าสักวันเื่เลวร้ายพวกนั้น มันคงจะเลือนหายไป เมื่อน้ำทะเลมันซัดเข้าฝั่งแล้วกลบเอารอยย่ำเท้าของคนเ่าั้ให้มันจมหายไปพร้อมกับน้ำทะเล”
เธอถอนหายใจอย่างหนักหน่วงก่อนจะเบี่ยงตัวกลับมาประคองมารดา แล้วก้าวเดินกลับไปยังทางโรยกรวดเบื้องหน้ามุ่งสู่ตัวบ้านด้วยกัน
ความเงียบงันของสองแม่ลูกทิ้ง่ไประยะเดียว...นางปราณีจึงเป็ฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน เมื่อนึกขึ้นได้ว่ามีอีกสิ่งที่ท่านลืมเล่า
“ปีรู้หรือยังลูก...ว่า‘พี่ชาย’ ของลูกกลับมาจากอเมริกาแล้ว”
พี่ชาย...เธอพึมพำคำนี้เบาๆด้วยความคาดไม่ถึง...ได้แต่นึกว่าการรอคอยอันยาวนานถึงสิบเอ็ดปีพร้อมกับความเ็ปหัวใจ มันจะวนกลับมาเริ่มต้น หรือว่าจบสิ้นกันแน่
แล้วความคิดในแวบหนึ่งซึ่งแฝงแววตัดพ้อน้อยใจ ก็ทำให้เธอพูดด้วยน้ำเสียงพร่าเล็กน้อย “เขาไม่ใช่พี่ชายของปีหรอกค่ะแม่...เขาเป็ลูกของคุณนายใหญ่ปีไม่อาจเอื้อมไปนับญาติกับเขาหรอกค่ะแล้วมันก็คงไม่มีวัน...ขนาดจดหมายตั้งหลายฉบับ เขายัง...”
เธออยากจะพูด ‘บางสิ่ง’ เกี่ยวกับการส่งจดหมายั้แ่ครั้งอดีตแต่แล้วก็เปลี่ยนใจ ซึ่งวินาทีนั้นแววตาของผู้เป็มารดาถึงกับไหววูบขึ้นมาเล็กน้อย
“แสดงว่าคืนนี้เขาก็จะอยู่ทานอาหารเย็นร่วมกันเพิ่มอีกหนึ่งที่ใช่ไหมคะ”เธอนิ่งตรอง ขณะจ้องดวงหน้ามารดา แล้วในความเงียบนั้น เธอก็เป็ฝ่ายพูดเองเออเอง “แปลว่าตอนนี้เขาคงจะอยู่ในบ้านปียังไม่อยากเจอใครทั้งนั้นค่ะแม่...แม่เข้าไปข้างในบ้านก่อนนะคะปีขอไปเดินเล่นที่ชายหาดสักครู่...”
เธอหมุนตัวกลับทันควัน พยายามปั้นสีหน้าไม่ให้แสดงถึงความในใจที่มันตีกันปั่นป่วนไปกว่านี้แล้วสาวเท้าอย่างเร็ว กลับไปยังทางเดิมเมื่อตอนมาถึงได้ยินเสียงมารดาไล่หลังลอยมาตามลมว่า
“อย่าไปนานนักนะลูกฟ้าจวนจะค่ำอยู่แล้ว...แม่เป็ห่วง”
นี่เธอกำลังเป็อะไร...ทำไมผู้ที่ใครๆต่างยัดเยียดให้เป็‘พี่ชาย’ ต้องกลับมาตอนนี้กลับมาในเวลาที่เธอกำลังสับสนที่สุดในชีวิต
เธอก้าวไปจนถึงริมหาดทรายซึ่งอยู่ห่างจากสะพานไม้หลาย่ตัว ยืนมองไปยังเวิ้งฟ้าใกล้พลบค่ำที่ตอนนี้จันทร์เสี้ยวแขวนตัวอยู่ตรงกลางมีดาวดวงเล็กส่องแสงในตัวล้อมแสงอันเรืองรองนั้น มันสว่างเพียงวิบวับโดยที่สะท้อนความวาววามผ่านลูกั์ตาดำทั้งสองข้างของเธอซึ่งบัดนี้กำลังมีม่านน้ำตาพร่าพราย
นี่เป็น้ำตาครั้งที่เท่าไหร่ของวันนี้แล้วนะ...ปีวรา
............................................................จบตอนที่ 4