“เฮ้อเหนื่อยชะมัด คงต้องวางตะกร้าไว้แถวนี่ก่อน แบกไปด้วยคงไม่ไหวค่อยกลับมาเอาตอนจะกลับแล้วกัน” เว่ยมู่หลินบ่นพึมพำกับตัวเองก่อนจะเดินสำรวจบริเวณใกล้ เพราะบริเวณค่อนข้างสมบูรณ์เห็นได้จากที่เธอได้เห็ดหลินจือกลับไปรอบที่แล้ว
”โอ๊ะ! นั่นมันเครือมันหวานไม่ใช่หรอ โห!!!! แถมยังมีเยอะมากด้วย หรือว่าคนยุคนี้เขาไม่รู้ว่ามันกินได้กันนะ ถึงได้ไม่มีรอยขุดเลย ตรงนั้นยังมีผักหนามด้วย เห็นแล้วอยากกินน้ำพริกผักลวกขึ้นมาเลย แต่จะไปหาพริกมาจากไหนล่ะ ขากลับค่อยเก็บล่ะกัน“ เว่ยมู่หลินเอ่ยกันตัวเองพรางสอดส่องสายตามองไปรอบๆ เมื่อไม่เจอผักหรือสมุนไพรเว่ยมู่หลินจึงเดินกลับไปเก็บผักป่าและขุดมันหวานนิดหน่อยเพื่อนำกลับไปทำกับข้าว ไม่นานนักก็กลับมาถึงบ้านพร้อมของป่าเต็มตะกร้าสะพายหลัง
“ท่านแม่ ข้ากลับมาแล้วเ้าค่ะ”
“ไหนได้อะไรมาบ้างหลินเอ๋อ” เว่ยยู่ซินเอ่ยพรางช่วยบุตรสาวปลดตะกร้าลงจากหลัง
“ได้มาเยอะเลยเ้าค่ะ ทั้งผักแล้วโชคดีได้มันหวานมาด้วยเ้าค่ะ ยังมีอีกเยอะเลยแต่ข้าขุดมานิดเดียว เพราะกลัวจะแบกไม่ไหว แล้วก็เก็บเห็ดหอมที่เหลือกลับมาหมดเลย” เว่ยมู่หลินยิ้มหน้าบานภูมิใจกับผลงานของตนวันนี้
“สิ่งนี้มันกินได้หรอลูกแม่ไม่เคยเห็นมาก่อน”
“กินได้เ้าค่ะ แถมมันยังอร่อยมากด้วย มันเรียกว่ามันหวานเ้าค่ะ เดี๋ยววันนี้ข้าจะทำอาหารให้ท่านได้ลองชิม” เว่ยมู่หลินตื่นเต้นอยากมากเพราะ หากไม่มีคนรู้ว่ามันกินได้ก็ไม่แน่ว่ามันจะยังมีอยู่อีกมากบนเขา แค่นี้ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะอดตายแล้ว มื้อเย็นเว่ยมู่หลินก็ทำอาหารง่ายๆอย่างโจ๊กมันหวาน มันย่างและผัดผัก ทานมื้อค่ำเสร็จก็แยกย้ายกันเข้านอน
“อีกสองวันจะครบกำหนดเข้าไปส่งผ้าในเมือง เ้าจะไปกับแม่ด้วยหรือไม่” เว่ยยู่ซินถามเว่ยมู่หลิน เพราะยังไงก็ต้องเตรียมซื้อของสำหรับใช้ในพิธีปักปิ่นของบุตรสาว
“ไปเ้าค่ะ เดี๋ยวต้องเอาเห็ดหอมไปขายและข้าก็อยากไปหาซื้อหนังสือเกี่ยวกับสมุนไพรด้วยเ้าค่ะ ” เว่ยมู่หลินคิดจะศึกษาเกี่ยวกับสมุนไพรเพิ่มเติมเพราะค่อนข้างแน่ใจว่าบนเขายังมีสมุนไพรอยู่อีกมากมายที่สามารถขายได้ แต่คงต้องลองศึกษาดูก่อน หลังจากพูดคุยกับมารดาถึงการเดินทางเข้าเมือง เว่ยมู่หลินก็ไปตรวจเช็คเห็ดหอมเพื่อที่จะนำไปขายพร้อมกัน
”เห็ดหอมที่จะนำไปขายน่าจะราวๆยี่สอบชั่งเ้าค่ะท่านแม่ เพราะลูกจะเก็บบางส่วนไว้ทำกับข้าวด้วย“
”ตามใจเ้า“
พอถึงวันเดินทางเข้าเมืองสองแม่ลูกก็เดินทางด้วยเกวียนลาของท่านลุงจงเช่นเคย
“พวกเ้าสองแม่ลูกจะเข้าเมืองรึ มาๆเกรียนกำลังจะออกพอดี” ท่านลุงจงกล่าวอย่างเป็มิตร
เว่ยยู่ซินจ่ายเงินค่าเกวียนแล้วตอบกลับ
“ถึงกำหนดต้องไปส่งผ้าปักเ้าค่ะ” คนในหมู่บ้านต่างรู้กันว่าสองแม่ลูกบ้านเว้ยต่างไม่ค่อยยุ่งเกี่ยวกับใคร ไม่ค่อยมีใครไปมาหาสู่มากนักแต่ก็สอบถามกันตามอัธยาศัย คนในหมู่บ้านต่างรู้กันว่าสองแม่ลูกหาเลี้ยงชีพด้วยการปักผ้าขาย แต่ก็ไม่เคยมีใครเคยเห็นสามีของเว่ยยู่ซิน ผู้คนต่างพูดกันไปคนล่ะทิศล่ะ บางคนก็ว่าเว่ยยู่ซินเป็ม่ายสามีตาย บ้างก็ลือกันว่าสามีนางเป็ทหารอยู่ชายแดน แต่สองแม่ลูกก็ไม่เคยจะกล่าวแก้ไขความข้องใจของผู้คน ไม่นานนักเกวียนลาท่านลุงจงก็เข้ามาถึงในเมือง หลังจากผ่านประตูเมืองเข้ามาไม่ไกลก็ถึงตลาด เว่ยมู่หลินจึงเอ่ยกับมารดา
“ท่านแม่ลูกว่าเราแยกกันไปทำธุระ ดีหรือไม่จะได้เสร็จเร็วๆ เราจะได้มีเวลาเดินเลือกซื้อของมากขึ้น?”
“เอาอย่างนั้นก็ได้ แม่จะไปส่งผ้าพอเสร็จจะไปเจอเ้าที่หน้าร้านขายสมุนไพรก็แล้วกัน” พอนัดแนะกันเสร็จก็แยกย้ายกันไป เว่ยมู่หลินเดินตรงไปยังร้านขายสมุนไพร
“อ้าวแม่นางวันนี้มาซื้อหรือมาขายขอรับ” เสี่ยวเอ๋อคนเดิมที่เคยพบกันคราวก่อนเอ่ยถาม
“มาขายเ้าค่ะ วันนี้ข้านำเห็ดหอมมาขาย” เว่ยมู่หลินตอบกลับ
“ถ้าอย่างนั้นเชิญทางนี้เลยขอรับ ข้าจะเอาไปชั่งน้ำหนักให้” เว่ยมู่หลินจึงส่งตะกร้าเห็ดหอมให้เสี่ยวเอ๋อ
”อ้าวนางหนูวันนี้เอาอะไรมาขายล่ะ ได้ของดีมาอีกหรือไม?“ หลงจูเอ่ยพรางยิ้ม
”จริงสิข้าลืมถามชื่อแซ่เ้าเลย ครั้งก่อนมัวแต่ตื่นเต้นไปหน่อย“
”ข้าชื่อเว่ยมู่หลิน วันนี้เอาเห็ดหอมมาขายเ้าค่ะ ท่านหล๊งจูเรียกข้าว่ามู่หลินก็ได้เ้าค่ะ“
“เห็ดหอมทั้งหมด20ชั่งขอรับท่านหล๊งจู“ เสี่ยวเอ๋อกบ่าวกับหล๊งจู
“ท่านลงจูเ้าคะ ข้า้าหนังสือเกี่ยวกับสมุนไพร ข้าอยากได้ที่มีรูปภาพประกอบด้วยท่านพอจะทราบหรือไม่ว่าข้าจะหาซื้อมันได้ที่ไหนเ้าคะ?”
“อืม อันที่จริงข้าก็มีหนังสือเกี่ยวกับสมุนไพรอยู่บ้างแต่ไม่รู้จะใช่แบบที่เ้าหาอยู่หรือไม่ เดี๋ยวข้าให้เสี่ยวเอ๋อเอามาให้ดู“จากนั้นเสี่ยวเอ๋อก็นำเงินและหนังสือมาให้เว่ยมู่หลิน
”เป็อย่างบ้างใช่หนังสือที่เ้าหาอยู่หรือไม่?“ หล๊งจูชราเอ่ยถาม
”ใช่เ้าค่ะ หนังสือราคาเท่าไหร่เ้าคะ?“
”เ้าเอาไปเถอะเพียงแต่ได้ของดีมาก็อย่าลืมคิดถึงร้านข้าก็พอ“
“ขอบคุณมากเ้าค่ะ หากได้ของดีมาอีกข้าจะคิดถึงท่านเป็คนแรกแน่นอนเ้าค่ะ“ เว่ยมู่หลินขอบคุณหล๊งจูด้วยความดีใจแล้วออกจากร้านสมุนไพรเพื่อรอมารดา
“ท่านแม่เราต้องซื้ออะไรบ้างหรือเ้าคะ?” เว่ยมู่หลินเอ่ยถามมารดาหลังจากออกมาเจอมารดาหน้าร้านขายสมุนไพร
“แม่อยากซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้เ้าใส่ในวันทำพิธีปักปิ่นของเ้า แล้วซื้อข้าวของสำหรับทำอาหารเพราะเราคงต้องเชิญคนในหมู่บ้านมาร่วมงานด้วย” เว่ยยู่ซินตอบบุตรสาว
เว่ยมู่หลินยื่นเงินให้มารดา
“นี่เงินที่ลูกขายเห็ดหอมได้เ้าค่ะ”
“เ้าไม่เก็บไว้ใช้บ้างรึ? ”
“ที่ข้าเก็บไว้รอบที่แล้วยังไม่ได้ใช้อะไรเลยเ้าค่ะ ให้ท่านแม่เก็บไว้แหละดีแล้ว” เว่ยมู่หลินกล่าว
“งั้นแม่จะเก็บไว้ เ้าอยากได้อะไรก็บอกแม่แล้วกัน งั้นเราไปร้านขายผ้ากันก่อนค่อยไปซื้อข้าวของอย่างอื่น“ เดินไม่นานก็มาถึงร้านขายผ้าที่เว่ยยู่ซินส่งผ้าปักประจำ
”อ้าว เว่ยยู่ซินเ้าลืมอะไรหรือป่าวถึงได้กลับมา“เถ้าแก่เนี้ยร้านขายผ้าที่คุ้นชินกันดีกับเว่ยยู่ซินเอ่ยถาม
”ป่าวหรอกเ้าค่ะ พอดีข้าพึ่งนึกขึ้นได้ว่าต้องซื้อผ้าไปตัดชุดใหม่ให้ลูกสาวนะเ้าค่ะเลยย้อนกลับมา นี่เว่ยมู่หลินลูกสาวของข้าเ้าค่ะเถ้าแก่เนี้ย “ เว่ยยู่ซินหันมาบอกลูกสาวเช่นนี่เถ้าแก่เนี้ยจางเ้าของร้านผ้าที่แม่ส่งผ้าปักประจำ
”คารวะเถ้าแก่เนี้ยจางเ้าค่ะ“ เว่ยมู่หลินกล่าวอย่างนอบน้อม
”เรียกป้าจางเถอะ คนกันเองทั้งนั้น“ เถ้าแก่เนี้ยร้านผ้ากล่าว
”เ้าอยากได้ผ้าแบบไหนล่ะ หรืออยากได้ชุดสำเร็จรูปดี“
”ข้าว่าจะซื้อผ้าไปตัดเองเ้าค่ะ อยากได้ผ้าดีหน่อยเพราะจะให้หลินเอ๋อใส่ในวันเข้าพิธีปักปิ่นน่ะเ้าค่ะ“
“เ้าชอบสีไหนเลือกดูได้เลยนะหลินเอ๋อ” เว่ยยู่ซินบอกกับบุตรสาว
“สีนี้เหมาะกับข้าหรือไม่เ้าคะท่านแม่” เว่ยมู่หลินหยิบผ้าเนื้อดีสีเหลืองอ่อนให้มารดาดู
“ป้าว่าสีนี้ก็เหมาะกับเ้าดีนะ” เถ้าแก่เนี้ยหยิบผ้าเนื้อดีสีชมพูอมส้มออกมา
“ผ้าผืนนี้เพิ่งได้มาใหม่ และกำลังเป็ที่นิยมในเมืองหลวง”
“ลูกเอาทั้งสองสีเลยได้หรือไม่เ้าคะท่านแม่ ลูกอยากจะเขียนแบบชุดเองให้ท่านแม่ตัดจะได้หรือไม่เ้าคะ?” พอเห็นผ้า แบบเสื้อผ้าชุดจีนโบราณที่เคยดูในซีรีส์ก็ผุดขึ้นมาในหัวเว่ยมู่หลินมากมาย
เว่ยยู่ซินเห็นท่าทางดีใจของลูกสาวก็จนใจ จึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“ตามใจเ้า” เพราะนานๆทีจะได้ตัดชุดใหม่
“ท่านแม่เลือกด้วยสิเ้าคะ สีนี้ก็เหมาะกับท่านแม่นะเ้าคะ ลูกอยากเขียนแบบเสื้อผ้าให้ท่านด้วย”
“เ้าเขียนแบบเสื้อผ้าเป็ด้วยรึ?” เถ้าแก่เนี้ยจากที่ยืนฟังอยู่นานเอ่ยถาม
“ข้าก็ยังไม่แน่ใจหรอกเ้าค่ะ เพราะข้าก็ยังไม่เคยเขียนแบบชุดมาก่อน แต่ข้าคิดว่าข้าทำได้เ้าค่ะ” เว่ยมู่หลินตอบอย่างมั่นใจ เธอดูซีรีส์มาเยอะก่อนแค่วาดตามแบบที่เคยเห็นผ่านตามาไม่น่าจะอยากอะไร
“เช่นนั้นตัดเสร็จอย่างลืมใส่มาให้ป้าชมด้วยเล่า”เถ้าแก่เนี้ยจางเอ่ยเย้า
“แน่นอนเ้าค่ะ”
’เพราะไม่แน่ว่านี่อาจจะเป็ช่องทางทำเงินในอีกทางนึงก็เป็ได้ เพราะไปเสี่ยงดวงบนเขาก็ใช่ว่าชะโชคดีทุกครั้งไป คงต้องหาช่องทางหารายได้เพิ่ม’ เว่ยมู่หลินคิดในใจ
เมื่อได้ผ้าที่้าก็จ่ายเงินทั้งหมด 3ตำลึงกับ50อีแปะ
“อ่ะ อันนี้ป้าให้ถือว่าเป็ของขวัญล่วงหน้าเพราะพิธีปักปิ่นป้าคงไม่ได้ไปร่วมงาน” เถ้าแก่เนี้ยยื่นผ้าเช็ดหน้าปักลายดอกเหมยผืนงามให้เว่ยมู่หลิน เมื่อเห็นเว่ยมู่หลินมีท่าทางลังเลจึงเอ่ย
”รับไปเถอะ ป้ากับแม่เ้าก็รู้จักกันมานานหลายปี นี้ก็แค่ผ้าเช็ดหน้าเอง และอีกอยย่างป้ายังรอดูชุดที่เ้าเขียนแบบเองอยู่นะ“ เว่ยมู่หลินจคงมองมาทางมารดาเพื่อขอความเห็น
เว่ยยู่ซินจึงเอ่ยกับลูกสาว
”รับไว้เถอะ“
”ขอบคุณมากเ้าค่ะท่านป้าจาง“ เถ้าแก่เนี้ยจางจึงยิ้มรับ
”งั้นเราสองคนลานะเ้าคะ ยังต้องซื้อของอีกหลายอย่าง“เว่ยยู่ซินเอ่ยกับเถ้าแก่เนี้ยจาง หลังจากซื้อของครบตามที่้าก็พากันเดินทางกลับหมู่บ้านด้วยเกวียนลาท่านลุงจางเช่นเคย
พอกลับถึงบ้าน เว่ยมู่หลินก็วุ่นอยู่กับการวาดแบบเสื้อผ้า มันค่อนข้างที่จะลำบากสำหรับเธอเพราะไม่คุ้นชินกับการใช้พู่กันนัก ในที่สุดเธอก็ได้แบบชุดที่้า เว่ยมู่หลินอธิบายลักษณะชุดให้มารดาฟังอย่างละเอียดเพื่อที่มารดาจะสามารถตัดชุดออกมาให้ใกล้เคียงแบบที่นาง้ามากที่สุด หลายวันมานี่เว่ยมู่หลินไม่ได้ขึ้นเขาเพราะเอาเวลามาทุ่มกับการออกแบบชุดและศึกษาตำราสมุนไพร เว่ยมู่หลินอ่านออกเขียนได้นิดหน่อย ซึ่งน่าแปลกเพราะชาวบ้าวส่วนใหญ่แทบจะอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้กันทั้งนั้น แต่มารดาของนางกับอ่านออกเขียนได้และยังเป็คนสอนหนังสือให้นางอีกด้วย
”จากที่ข้าอธิบายไปท่านแม่พอจะมองแบบชุดออกมั๊ยเ้าคะ?“ เว่ยมู่หลินเอ่ยถามมารดาหลังจากอธิบายเื่แบบชุดให้ฟัง
”แม่คิดว่าแม่เข้าใจในแบบที่เ้าเขียนมานะ แม่จะลองดูแล้วกัน“ เว่ยยู่ซินตอบบุตรสา
“พรุ่งนี้ลูกว่าจะลองขึ้นเขาอีกสักหน่อยเ้าค่ะคงไม่ได้อยู่ช่วยท่านแม่ตัดชุด จากที่ลูกศึกษาตำราสมุนไพรที่ได้มาลูกก็อยากลองไปสำรวจดูเ้าค่ะ เผื่อจะเจอสมุนไพรหายากที่มีในตำรา อ้อเกือบลืม! ท่านแม่พอจะตัดเย็บสิ่งนี้ให้ลูกด้วยได้หรือไม่เ้าคะ?” เว่ยมู่หลินยิบแบบกระเป๋าเป้ให้มารดาแล้วอธิบายลักษณะให้ฟัง
“มันคล้ายกับตะกร้าสะพายหลังเ้าค่ะ แต่ทำจากผ้าจึงน้ำหนักเบากว่าและใส่ของได้เยอะกว่าเวลาขึ้นเขาลูกก็จะสามารถเอาเป้ใส่ไว้ในตะกร้าไปด้วย โดยที่ลูกไม่จำเป็ต้องแบกตะกร้าขึ้นเขาถึงสองใบ” เว่ยมู่หลินกล่าวด้วยความหวัง เพราะถ้ามีกระเป๋าเป้มันก็จะง่ายสำหรับเธอมากขึ้น
”เ้าอยากไปแม่ก็ไม่ห้ามหรอก แต่อย่าเข้าไปในป่าลึกนักเล่า และต้องระวังตัวเองให้ดี“
”ลูกจะดูแลตัวเองให้ดีเ้าค่ะ“เว่ยมู่หลิกล่าว
”งั้นก็รีบเข้านอนเถอะ พรุ่งนี้จะได้ตื่นเช้า ส่วนเื่เป้ไม่ต้องเป็ห่วงแม่จะเย็บตามแบบที่เ้าเขียนมา“
เว่ยมู่หลินจึงเดินมากอดมารดาแล้วเอ่ย
“ฝันดีเ้าค่ะท่านแม่” ’ขอบคุณที่ให้การเข้ามาอยู่ในโลกแห่งนี้ไม่โดดเดี่ยวจนเกินไป‘ เว่ยมู่หลินเอ่ยขอบคุณมารดาในใจ แม้ไม่ใช่มารดาที่แท้จริงแต่ก็ทำให้เธอรู้สึกอิ่มเอมใจ เพราะเธอแทบจะจำไม่ได้เลยด้วยซ้ำว่าอ้อมกอดของแม่อบอุ่นแค่ไหน
เช้าวันต่อมาเว่ยมู่หลินเริ่มเตรียมตัวขึ้นเขาั้แ่ฟ้าเพิ่งเริ่มสาง
“เป้ที่เ้า้าใช่แบบนี้หรือไม่หลินเอ๋อ?” เว่ยมู่หลินรับเป้มาตรวจดู
“ใช่แล้วเ้าค่ะ ท่านแม่เก่งจังเลย ลูกอธิบายรอบเดียวท่านก็สามารถทำออกมาได้แล้ว”
“เอาล่ะๆ ไปได้แล้วเดี๋ยวสายแล้วจะแดดแรง แม่เตรียวหมั่นโถกับน้ำไว้ให้เ้านำไปด้วยเผื่อหิว”
“ขอบคุณมากเ้าค่ะท่านแม่ ลูกไปนะเ้าคะ” เว่ยมู่หลินออกเดินทางตั้งหน้าขึ้นเขา ครั้งนี้เธอยังพกตำราสมุนไพรมาด้วยจะได้ศึกษาไปด้วยในตัว เดินเข้ามาในป่าเว่ยมูหลินก็เริ่มมองหาสมุนไพร เธอยังพบว่าที่จริงในป่ามีสมุนไพรมากมายหลายชนิดขึ้นเต็มไปหมดเพียงแต่ชาวบ้าวไม่มีความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรมากนัก จึงไม่ค่อยมีใครเก็บสมุนไพรมากนัก ส่วนมากชาวบ้านจะขึ้นมาเก็บผักป่าหรือไม่ก็ล่าสัตว์ไปเป็อาหารมากกว่า เว่ยมู่หลินคิดว่าจะเดินเข้าป่าลึกมากกว่าคราวที่แล้วเผื่อเจอสมุนไพรหายยากบ้าง เพราะยังไงตอนนี้ก็ยังเช้าอยู่ อากาศยังไม่ร้อนมากนัก ระหว่างทางเว่ยมู่หลินก็เก็บสมุนไพรมาบ้างประปราย เดินเข้ามาลึกเรื่อยก็ยิ่งเจอสมุนไพรหลากหลายมากขึ้นไปอีก ’ไม่แน่วันนี้อาจโชคดีอย่างครั้งก่อน’ เดินมาได้สักพักก็เริ่มหิวจึงมองหาที่นั่งพักเพื่อกินอาหารที่มารดาเตรียมมาให้ เว่ยมู่หลินปีนขึ้นไปนั่งบนโขดหินเพื่อให้แน่ใจว่าปลอดภัยจากสัตว์เรื่อยคลานต่างๆ ทันใดนั้นสายตาเธอก็สดุดกับอะไรบางอย่าง
“เฮ้ย นั่นมัน!!!!!!” เว่ยมู่หลินอุทานกับตัวเอง
“มันใช่ใช่มั๊ย?” เธอพรึมพรำกับตัวเองพร้อมทั้งหยิบตำราออกมาตรวจดูว่าตรงกันหรือไม่
“อ้ายยย.ยยย บอกแล้วคนสวยมากับดวง” เว่ยมู่หลินรีบเดินตรงไปยังต้นพืชที่เธอเห็น นั่งลงหยิบตำราขึ้นมาตรวจสอบอีกครั้งเพื่อความแน่ใจก่อนจะลงมือขุดอย่างระมัดระวัง
ไม่นานนักเว่ยมู่หลินก็ได้โสมต้นใหญ่มาไว้ในมือ หลังจากนั้นเว่ยมู่หลินก็กลับไปนั่งบนโขดหินที่เดิมเพื่อกินอาหารเช้าต่อ หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จก็เริ่มสำรวจโดยรอบอีกครั้ง เว่ยมู่หลินยังเก็บผลไม้ได้อีกหลายชนิด ระหว่างทางกลับยังเก็บผักป่าเพื่อกลับไปทำกับข้าวด้วย
“กลับมาแล้วเ้าค่ะ” เว่ยมู่หลินเอ่ยก่อนจะเดินเข้ามาบริเวณลานบ้าน เจอมารดานั่งปักผ้าอยู่
“ยิ้มหน้าบานมาเชียว ไหนได้อะไรมาถึงได้ยิ้มกว้างขนาดนี้” เว่ยยู่ซินเย้าลูกสาว
“ของดีแน่นอนเ้าค่ะท่านแม่ ฮ่าๆ” เว่ยมู่ลินเอ่ยอย่างอารมย์ดี
สองแม่ลองเข้าบ้านมาช่วยกันแยกผักป่ากับสมุนไพร
“นี่เ้าค่าท่านแม่สิ่งที่ทำให้ลูกอารมย์ดี” เว่ยมู่ลินยื่นโสมต้นใหญ่ให้มารดา
วันต่อมาสองแม่ลูกก็พากันเข้าเมืองเพื่อขายโสม
“ท่านหล๊งจูเ้าคะ ข้ามีของดีมาให้ท่านอีกแล้ว” เว่ยมู่ลินเอ่ยด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า พร้อมทั้งยื่นห่อผ้าให้กันหล๊งจู
“โอ้!!! ของดีจริงๆ” หล๊งจูชราเปิดห่อผ้าด้วยมือสั่นเทา ปกปิดความดีใจไม่มิด
“เ้าเกิดมาเป็ดาวนำโชคหรือไงแม่หนูมู่ลิน” หล๊งจูเอ่ยพร้อมทั้งหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
“โสมนี้น่าจะอายุราวๆ ห้าร้อยปีเห็นจะได้ ข้าให้เ้าในราคา4000 ตำลึงเ้าคิดเห็นเป็อย่างไร?”
”เ้าตามที่หล๊งจูเห็นสมควรเ้าค่ะ ข้าคิดว่าท่านคงไม่กดราคาข้าหรอก และอีกอย่างหากไม่มีตำราสมุนไพรจากท่านข้าก็คงไม่ได้โสมนี้มา“เว่ยมู่ลินกล่าว เวลาล่วงเลยมาจนถึงพิธีปักปิ่นของเว่ยมู่ลิน วันนี้มู่ลินตื่นเช้าอาบน้ำแต่งตัวสวมเสื้อผ้าชุดใหม่ที่มารดาตัดให้ รูปการตัดเย็บถือว่าใกล้เคียงกับที่มู่ลินออกแบบเป็อย่างมาก ในงานนางเว่ยยู่ซินให้เชิญผู้ใหญ่บ้านและเพื่อนบ้านหลายคนมาร่วมงาน พอถึงฤกษ์เวลา เว่ยยู่ซินก็บรรจงเกล้าผมให้ลูกสาวและปักปิ่นเงินประดับด้วยพู่ห้อยยกมรกตสีสวย
“ลูกสาวแม่โตเป็ผู้ใหญ่แล้วจริงๆ จากนี้ไปจงใช้สติในทุกๆการกระทำ ใช้ชีวิตให้คุ้นค่าและมีความสุขที่สุด ไม่ว่าลูกจะเลือกทางไหนแม่ก็พร้อมจะอยู่เคียงข้างลูกเสมอ” เว่ยยู่ซินเอ่ยกับบุตรสาวน้ำตารื่อ
“ขอบคุณเ้าค่ะท่านแม่” เว่ยมู่ลินเอ่ยตอบมารดา ‘ขอบคุณที่ดูแลและทำให้ข้าได้ัักับคำว่าครอบครัว ข้าสัญญาว่าจะดูแลท่านแทนเว่ยมู่ลินตัวจริงเองเ้าค่ะ‘
งานเลี้ยงเล็กๆดำเนินไป จนถึงเวลาจะเข้านอนเว่ยมู่หลินจึงเอ่ยกับมารดา
"ท่านแม่เ้าคะ ข้าตัดสินใจได้แล้วเ้าค่ะเื่ท่านพ่อ" เว่ยมู่ลินเงียบดูปฏิกิริยาของมารดาก่อนจะเอ่ยต่อ "ข้าอยากพบท่านพ่อเ้าค่ะ"
“ในเมื่อลูกตัดสินใจแล้วแม่ก็จะไม่ห้าม แต่แม่อยากให้ลูกเผื่อใจไว้บ้าง เพราะทางฝั่งตระกูลนั้นเขาอาจจะไม่ได้ยินนักก็เป็ได้“ เว่ยยู่ซินเอ่ยด้วยสีหน้าหนักใจเพราะไม่อยากให้ลูกสาวคาดหวังจนเกินไป
”ท่านแม่ไม่ต้องกังวลนะเ้าคะ ข้าแค่้าไปเจอหน้าและให้เขารู้ว่ายังมีข้าที่เป็เืเนื้อเชื้อไขของเขาอยู่บนโลกใบนี้อีกคน ส่วนใครจะยอมรับข้าหรือไม่ ข้าไม่ได้ใส่ใจ เพราะแต่ไหนแต่ไรข้าก็มีแค่ท่านแม่เท่านั้น“ เว่ยมู่ลินเอ่ยพร้อมสวมกอดมารดา
”เอาล่ะๆ นี่ก็ดึกมากแล้ว เ้าก็เข้านอนได้แล้ว พรุ่งนี้เช้าค่อยวางแผนกันว่าจะเอายังไงต่อไปดี“
หลังจากแยกกับบุตรสาว เว่ยยู่ซินก็ไม่สามารถข่มตาให้หลับได้เมื่อคิดถึงเื่ราวในอดีต ’นี่ก็ผ่านไป16ปีแล้วสินะ หวังว่ามันจะไม่เลวร้ายกินไปสำหรับเว่ยมู่ลิน’ เว่ยยู่ซินพยามข่มตาหลับด้วยใจที่หนักอึ้ง
เช้าวันรุ่งขึ้น
“ท่านแม่จากนี่ไปเมืองหลวงใช้เวลาเดินทางนานแค่ไหนเ้าคะ?”
“นานจะประมาณสิบกว่าวันนะ แม่ก็ตำไม่ค่อยได้เพราะมันก็ผ่านมานานมากแล้วที่แม่จากเมืองหลวงมา” เว่ยยู่ซินตอบบุตรสาว
“เราต้องเข้าเมืองเพื่อจ้างรถม้าและคนคุ้มกัน ท่านแม่พอจะทราบหรือไม่ว่าต้องไปที่ใด?”
“เ้าอย่าห่วงเลย แม่เข้าเมืองเอาผ้าไปส่งรอบนี้จะถามท่านป้าจาง เพราะนางเดินทางค้าขายผ้าย่อมแนะนำเราได้”
“หรือว่าเราควรซื้อรถม้าดีเ้าคะ เพราะตอนนี้เราก็พอมีเงินที่จะซื้อได้ และอีกอย่างหากเราคิดจะทำการค้าก็คงจะต้องใช้รถม้าบ่อยๆเป็แน่“
”ซื้อรถม้าก็ดีแต่ใครจะเป็คนขับล่ะ แม่บังคับรถม้าไม่เป็“เว่ยยู่ซินคิดไม่ตก หากเว่ยมู่ลินจะบังคับรถม้าก็คงไม่ง่าย เพราะถึงบุตรสาวจะเพิ่งผ่านวัยปักปิ่นมา แต่ร่างกายก็ยังผอมบางเพราะไม่ได้อยู่ดีกินดีใน่เวลาที่ผ่านมา
“ที่ตลาดขายสัตว์เขาน่าจะมีสอนบังคับรถม้าด้วยนะเ้าคะ ยังไงเราลองไปดูก่อนดีหรือไม่เ้าคะ? ข้าคิดว่าข้าน่าจะได้“
”งั้นอีกสองวันเราก็เข้าเมืองไปดูกัน หากเ้าขับไม่ได้ก็ค่อยจ้างคนขับแทน“
แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน จะไปไหนมาไหนจะได้สะดวก การมีรถม้าสมัยนี้ก็เหมือนมีรถยนต์ในยุคสองพันที่ลิลดาจากมา แถมในยุคนี้ไม่ได้มีขนสิ่งสาธารณะเสียด้วย ก็คงต้องช่วยตัวเองให้ถึงที่สุด เป็ไม่เป็ก็คงต้องลองสักตั้ง!
“ท่านแม่งั้นวันนี้ข้าจะขึ้นเขาอีกสักหน่อยนะเ้าคะ เผื่อได้อะไรที่พอจะทำเงินให้เราเพิ่มสักหน่อย เพราะทั้งการเดินทางไกลทั้งซื้อรถม้าคงใช้เงินมากโข”เว่ยมู่ลินเอ่ยกับมารดาเพราะหากจะย้ายไปตั้งรกรากที่ใหม่คงต้องใช้เงินอีกมาก แถมที่ที่กำลังจะไปคือเมืองหลวง ข้าวของคงแพงว่าที่นี่หรือหากซื้อบ้านสักหลังคงต้องใช้เงินไม่น้อย ’เฮ้อ! คงต้องหาเงินเพิ่มสินะ ทำไมเราไม่ได้มีมิติ มีของวิเศษเหมือนกับนิยายหลายๆเื่ที่อ่านมานะ สรุปแล้วฉันเกิดมาในส่วนไหนของนิยายกัน‘
“งั้นเ้าก็ระวังตัวด้วย อย่าเข้าไปในป่าลึกนักแม่เป็ห่วง” เว่ยยู่ซินเอ่ยกับบุตรสาวเมื่อเห็นมู่ลินจมอยู่กับความคิดของตัวเอง
“เ้าค่ะท่านแม่”มู่ลินรับความอย่างว่าง่าย
หลังจากทานมือเช้ามู่ลินก็เตรียมตัวขึ้นเขาพร้ะกร้าสะพายหลังและกระเป๋าเป้ที่มารดาเย็บให้เดินทางขึ้นเขา หวังว่าจะได้อะไรติดไม้ติดมือมา ถึงจะไม่ได้ของไปขาย ได้ผักหรือของมาทำอาหารตากแห้งไว้กินระหว่างการเดินทางก็คงจะช่วยประหยัดไปได้เยอะ
เดินตามทางเดิมที่เคยขึ้นเขาในรอบที่ผ่านๆมา มู่ลินก็เก็บผักเก็บเห็ดได้บ้างประปราย พอนึกขึ้นได้ว่ามันหวานที่ขุดไปรอบที่แล้วยังเหลืออีกเยอะที่ยังไม่ได้ขุด มู่ลินจึงเดินตรงไปเพื่อขุดมันหวานเพราะมันหวานสามารถเก็บไว้ได้นาน เมื่อขุดมันหวานราวๆหนึ่งชั่วยามก็ได้มันหวานจนเต็มตะกร้าสะพายหลัง มันหวานเต็มตะกร้านี่หนักใช่เล่นคงจะแบกไปด้วยไม่ได้ มู่ลินจึงตัดสินใจวางตะกร้ามันหวานไว้แล้วนำแค่กระเป๋าเป้และกระบอกน้ำเดินขึ้นเขาลึกเข้าไป เดินไปมู่ลินก็ทำสัญลักษณ์ไปเรื่อยๆกันหลง ไม่นานนักมู่หลินก็ได้ยินเสียงเหมือนน้ำตก มู่ลินจึงเดินตามเสียงนั้นเข้าไปเรื่อยๆ ‘ ว้าว!!!! สวยจัง ข้อดีของยุคนี้คือธรรมชาติยังไม่ถูกทำลาย มองไปทางไหนก็ยังสวยและอุดมสมบูรณ์ พืชพันธุ์ที่ในยุคสองพันแทบไม่มีให้เห็นหรือบางอย่างมีให้เห็แค่ในหนังสือ ยุคนี่กลับยังหาได้ตามูเา‘
“น้ำไสมาก ไสจนมองเห็นตัวปลาเลย”
เว่ยมู่ลินตื่นเต้นกับสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า คือน้ำตกหลายชั้นที่สีเขียวเหมือนสีมรกต น้ำใสสะอาดจนมู่ลินอยากลงไปว่ายเล่น
“เสียดายจังไม่ได้เอาเสื้อผ้ามาเปลี่ยนด้วย ก็ใครจะคิดล่ะว่าจะมีน้ำตกที่สวยขนาดนี่อยู่กลางป่า” มู่ลินบ่นพึมพำกับตัวเอง
“ไม่ได้ลงเล่นก็ขอล้างหน้าล้างตาหน่อยล่ะกัน” พูดเสร็จมู่ลินก็เดินไปยังแนวโขดหินที่น้ำไม่ลึกมากเพื่อล้างหน้าล้างตา แต่ทันใดนั้นหางตาก็เหลือบอะไรบ้างอย่างอยู่ในแนวหางตา ทำให้มู่ลินต้องหันไปมอง
“กรี๊ด!!! ตายหรือยังว่ะน่ะ” มู่ลินเผลออุทานออกมาด้วยภาษาที่เคยชิน
“เอาไงดี! จะเข้าไปดูดีมั๊ยว่ะ ถ้าเกิดยังไม่ตายถ้าไม่ช่วยจะบาปมั๊ยวะนิด”มู่ลินพูดกับตัวเองก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าไปใกล้เพื่อตรวจดูคนที่พบยังมีลมหายใจอยู่หรือไม่
“ยังมีลมหายใจอยู่ ลากขึ้นฝั่งก่อนแล้วกัน“ มู่ลินลากชายนิรนามขึ้นจากน้ำ
“นะ..นางฟ้า” ชายคนนั้นกล่าวก่อนจะสลบไป
“นางฟ้าหรอ? นี่เราหน้าตาดีจนเหมือนนางฟ้าได้เลยหรอ ฮิๆ“ มูลินเอ่ยอย่างอารมย์ดี
”จะว่าไปั้แ่เข้ามาอยู่ในร่างนี้ก็ยังไม่เคยส่งกระจกเลยสักครั้ง อาจจะสวยจริงๆแหละมั้ง“ มู่ลินไม่เคยเห็นตัวเองในกระจกสักครั้ง อย่างมากก็แค่เห็นเงาสะท้อนตัวเองจากในน้ำเท่านั้น เมื่อลากชายวัยกลางคนขึ้นจากน้ำเสร็จก็ตรวจดูาแที่ชายคนนั้นได้รับาเ็ โชคดีหน่อยที่พอรู้เื่สมุนไพรหลังจากอ่านตำราสมุนไพรที่ได้มาจากร้านรับซื้อสมุนไพรในคราวก่อน เลยจัดการห้ามเืให้ชายคนนั้น ‘เอายังไงต่อดี ปล่อยไว้อย่างนี้ต้องตายแน่ๆ ไม่หนาวตายก็คงโดนสัตว์คาบไปกินแน่ๆ’ มู่ลินจมอยู่กับความคิดโดยไม่รู้ว่าชายคนนั้นรู้สึกตัวขึ้นมาอยู่ชั่วขณะ
”กลับไปบอกท่านแม่ก่อนแล้วกันค่อยคิดว่าจะเอายังไงดี ปล่อยเอาไว้ตรงนี้ไม่น่ารอด“ มู่ลินพึมพำกับตัวเองก่อนจะหันไปทิศทางที่ชายคนนั้นนอนอยู่
”ท่านรอบที่นี่ก่อนนะข้าจะไปตามคนมาช่วย“ พูดเสร็จก็เดินจากไป เสิ่นจินหยางที่สะลึมสะลืออยู่ก็หลับไปอีกครั้ง