เข้าค่ายปีนั้นเป็เหตุการณ์หนึ่งที่พิสูจน์ว่าคำภาวนาได้รับการตอบสนอง เพราะนอกจากจะเป็สามวันสองคืนที่ได้ฟื้นฟูสภาพจิตใจแล้วผมยังมีบุญได้แก้ไขความผิดพลาดให้กลับมาดีขึ้นอีกด้วย พระเ้าทำให้ผมรู้สึกเหมือนยืนอยู่บนจุดสุดยอดของความเป็ไปได้และนำพาความเบิกบานมาสู่หัวใจเสมอเมื่อนึกถึง
ผมจำได้ว่าวันนั้นเราตื่นั้แ่ตีสี่รีบอาบน้ำแต่งตัวและออกมายืนรอรถที่หน้าโรงเรียน ผมกับคิมหันต์ปีนขึ้นไปนั่งบนกำแพงรั้วพลางดูเพื่อนๆ ในสภาพสะลึมสะลือโผล่ออกมาจากเงามืดทีละคน แล้วสักพักตงเปียนก็เดินแยกออกมาจากด้านหลังเด็กหนุ่มร่างอ้วนคนหนึ่ง
“ได้นอนกันบ้างเปล่าเนี่ยหน้าตาพวกมึงดูเพลียมาก” เขาถามขณะสำรวจดูสภาพพวกเรา
“นิดนึง”ผมตอบก่อนจะหาวจนน้ำหูน้ำตาซึม
บางอย่างในแววตาของตงเปียนทำให้ผมเย็นสันหลังวาบจนรู้สึกประหม่าั้แ่ที่ธนภูมิกับตุลธรพูดจาหาเื่ในวันนั้นเขาก็ดูแปลกไปราวกับไม่แน่ใจว่าควรจะพูดหรือถามอะไรดีเมื่ออยู่ต่อหน้าผม
ตงเปียนจับสายกระเป๋าสะพายทั้งสองข้างและชะเง้อมองไปยังถนนทางซ้ายและขวา
“รถใกล้จะมาหรือยัง”เขาถามโดยติดสำเนียงจีนเหน่อ ๆ
“ใกล้แล้วแหละ ตอนนี้พ่อประเสริฐกำลังโทรเช็คอยู่”
คิมหันต์ตอบด้วยเสียงเนือยๆ เขาเองก็ง่วงนอนไม่แพ้กันเพราะเมื่อคืนเราคุยกันจนดึกดื่นและเพิ่งมาหลับตอนใกล้จะถึงเวลาลุกเตรียมตัว
พวกเราทั้งหมดนั่งรอจนกระทั่งท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสีเมื่อแสงแรกของพระอาทิตย์สาดส่องพ้นขอบฟ้า ตอนนั้นเองที่รถบัสปรับอากาศสีเขียวก็ขับแล่นมาจอดอย่างนุ่มนวลที่ริมถนนด้านหน้าโรงเรียนเสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่มปลุกนักเรียนทุกคนให้ตื่นตัว
คุณพ่อประเสริฐกระวีกระวาดเข้ามาพร้อมกับกระดาษแผ่นหนึ่งและะโสั่งให้นักเรียนตั้งแถวเพื่อเช็คชื่อหลังจากนั้นไม่นานพวกเราก็ทยอยเอาของไปเก็บใต้ท้องรถและรีบขึ้นไปหาที่นั่งจนชุลมุนวุ่นวาย
เวลาผ่านไปเสียงพูดคุยเฮฮาก็ค่อยๆ กลายเป็เสียงกรนแ่เบา ตอนนี้รถบัสปรับอากาศกำลังขับขึ้นเนินเขาซึ่งสองข้างทางเป็ทุ่งดอกทานตะวันและไร่นาเขียวชอุ่มหลังจากเลี้ยวเข้าซอยสองสามแห่งในตำบล ว. ในที่สุดคณะเดินทางจากบ้านเณรก็มาถึงหมู่บ้านก. อันเงียบสงบ ณ เวลาเก้าโมง
ขณะคนขับกำลังนำรถเทียบจอดผมก็มองออกนอกหน้าต่างไปยังโบสถ์สีขาวซึ่งดูโดดเด่นท่ามกลางต้นไม้ที่ขึ้นรอบ ๆ โดยทั้งหมดถูกตีกรอบด้วยรั้วฉาบปูนสูงประมาณสองเมตรให้ความรู้สึกปลอดภัยส่วนเหนือประตูทางเข้าติดป้ายขนาดใหญ่เขียนว่า “วัดแม่พระองค์อุปถัมภ์”
พวกเราลงไปรับสัมภาระก่อนจะเดินเรียงแถวเข้าไปข้างในอย่างเป็ระเบียบจากนั้นจึงไปรวมตัวกันที่ศาลาเล็ก ๆ ข้างวัด ไม่นานคุณพ่อประเสริฐก็เข้ามากล่าวเปิดค่ายอย่างเป็ทางการรวมถึงแนะนำคุณพ่อยอห์นสุทธิพงษ์เ้าอาวาสวัดให้ได้รู้จัก
และเพื่อความสะดวกต่อการทำกิจกรรมพวกคุณพ่อจึงแบ่งนักเรียนออกเป็สามกลุ่มโดยคละกันผมภาวนาขอให้ได้อยู่กลุ่มเดียวกับตงเปียนและคิมหันต์ แต่สุดท้ายดันถูกจับให้อยู่กลุ่มเดียวกับชลเทพเสียอย่างนั้น
ผมหันไปมองเด็กหนุ่มหน้าสิวอย่างไม่สบายใจ
์กำลังทดสอบความอดทนของผมใช่ไหมเพราะชลเทพคือบุคคลลำดับท้ายๆ บนโลกที่ผมอยากอยู่ใกล้
แล้วเขาก็จ้องกลับมาด้วยทำสีหน้าแววตาไม่ต่างกันจังหวะนั้นผมนึกในใจว่าต้องเกิดเื่แน่ ๆ ชลเทพอาจพูดบางอย่างที่ร้ายกาจยามที่คุณพ่อเผลอแต่แล้วเขาก็รีบหันไปทางอื่นราวกับผมเป็สิ่งผิดศีลธรรมต่อสายตา
“ใครจะนอนในศาลาก็ได้นะเดี๋ยวพ่อพงษ์ไปมุ้งมาให้ส่วนถ้าใครไม่อยากนอนเบียดกันที่นี่ก็ไปกางเต็นท์นอนเอา” คุณพ่อประเสริฐเท้าสะเอวเมื่อเห็นสีหน้ากังวลใจของเด็กๆ “พวกนอนเต็นท์จะนอนกลับใครก็ได้แต่ห้ามเกินสองคนนะเข้าใจไหมเพราะเต็นท์มันไม่ได้ใหญ่”
“พ่อครับแล้วเราจะกางเต็นท์ตรงไหนได้บ้าง”เพื่อนร่วมห้องคนหนึ่งเอ่ยถาม
“ตรงลานหน้าวัดก็ได้หรือไม่ก็ข้างๆ แถวนี้แหละ” คุณพ่อสุทธิพงษ์ชี้ไปยังสนามหญ้าราบเรียบข้างศาลา
ผมหันไปมองคิมหันต์และยิ้มกริ่มดีใจมากที่สายตาประสานกันอย่างรู้ความหมาย
ดังนั้นพอถึงพักเที่ยงผม คิมหันต์และตงเปียนจึงรีบไปช่วยคุณพ่อประเสริฐขนเต็นท์มาจากรถบัส ผมมองไปรอบ ๆ บริเวณวัดอย่างตื่นเต้นว่าจะกางตรงจุดไหนดีสุดท้ายก็ตัดสินใจไม่ได้จนกระทั่งหมดเวลาพัก
อย่างไรก็ตามแม้ทั้งกลุ่มจะมีเพียงผมกับชลเทพที่ไม่คุยกัน หากแต่โชคดีที่การทำกิจกรรมทั้งหลายก็ผ่านไปได้อย่างราบรื่นราวปาฏิหาริย์หลังจากนั้นพวกเราก็ใช้เวลาั้แ่บ่ายสามไปจนถึงสี่โมงเย็นนั่งฟังคุณพ่อสุทธิพงษ์บรรยายซึ่งผมต้องพยายามอย่างหนักที่จะไม่เผลอหลับใน
ขณะทุกคนแยกย้ายไปทำธุระส่วนตัวตอนห้าโมงเย็นผมกับคิมหันต์กลับเดินถือเต็นท์ไปที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ข้างวัดและช่วยกันประกอบโครงร่างซึ่งแน่นอนว่าชายหนุ่มร่างโตดูจะคล่องแคล่วกว่าประหนึ่งว่าเคยผ่านร้อนผ่านหนาวมามากผมลอบมองคิมหันต์ด้วยความชื่นชมเหมือนสาวน้อยตกหลุมรัก
“มีอะไรที่นายทำไม่เป็บ้างไหม”ผมถามเมื่อยื่นหมุดเหล็กให้
คิมหันต์ยิ้มขณะรับไปและตอกมันลงดินด้วยก้อนหินผมรู้ว่าเขาชอบคำถามนี้เพราะเขากำลังทำทุกอย่างช้าลงอย่างมีนัย
“ไม่มี”
ผมเลิกคิ้ว
“ไม่มีเลยเหรอ”
“ไม่มีใครสมบูรณ์แบบต่างหาก”เขาเงยหน้าขึ้นมองผม “ไม่มีเลยสักคน”
ดวงตาเป็ประกายคู่นั้นดูจริงจังมากจนผมพูดอะไรไม่ออก
ใช่ ผมรู้ว่าคิมหันต์ไม่ได้พูดเกินจริงแต่ถึงอย่างนั้นทำไมผมยังคงเชื่อว่าชายคนนี้คือสิ่งสร้างที่ได้รับการยกเว้น ราวกับเขาถูกเจิมด้วยรอยจูบศักดิ์สิทธิ์จากพระเ้าให้เป็ที่หนึ่งั้แ่ก่อนกาลส่วนผมถูกสร้างขึ้นมาภายหลังเพื่อชื่นชมบารมีของคิมหันต์ตลอดไป
“ไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ”ผมบอกหลังจากเอาสัมภาระมาไว้ที่นี่แล้ว
คิมหันต์พยักหน้าขณะเปิดกระเป๋าค้นหาชุดที่จะใส่นอนคืนนี้
ผมเดินบนถนนโรยหินกรวดไปได้ไม่ไกลก็บังเอิญพบปราการกับชลเทพยืนอยู่ใต้ต้นไม้สูงข้างทางผมหยุดเพื่อมองดูทั้งสองพูดคุยกันอย่างเคร่งเครียด แต่ไม่นานพวกเขาก็นิ่งเงียบเมื่อสังเกตเห็นผม
ปราการส่งยิ้มเจื่อนๆ มาให้ ส่วนชลเทพเดินผ่านหน้าผมกลับไปยังศาลาน้อยท่ามกลางแสงแดดยามอัสดง
“มีอะไรหรือเปล่า”ผมถามอย่างสงสัยเมื่อเดินเข้าไปใกล้ปราการ
เขาไม่ตอบทันทียังคงมองตามแผ่นหลังชลเทพที่เพิ่งจะเลี้ยวหายตรงทางโค้งซึ่งมีต้นไม้ขึ้นบดบัง
“กูคุยกับมันเื่มึงนี่แหละ”
“คุยเื่กูเหรอ!” ผมร้องอย่างใ
“เออ กูอยากให้มันเลิกเข้าใจผิดสักที”
ผมไม่รู้ว่าควรรู้สึกอย่างไรกับสิ่งที่เพิ่งได้ยินแน่นอนว่าการแก้ปัญหาคือส่วนสำคัญที่ต้องรีบสะสาง แต่ขณะเดียวกันผมก็ไม่มั่นใจว่าพร้อมจะกลับไปเป็มิตรกับชลเทพอีกครั้งเมื่อพิจารณาจากสิ่งที่เขาทำลงไป
“แล้วมันว่ายังไงบ้าง”ผมถามด้วยความอยากรู้ หัวใจเต้นรัวเพราะหวั่นเกรงในคำตอบ
“มันก็...ยังไม่เปิดใจฟังเท่าไหร่หรอกหาว่ากูกลัวโดนไล่ออกบ้างล่ะ ปอดแหกบ้างล่ะ” ปราการส่ายหัว“แต่กูก็เล่าให้มันฟังไปหมดแล้ว ที่เหลือก็แล้วแต่มันจะไปคิดเอาเอง”
แล้วเขาก็วางมือบนไหล่ข้างหนึ่งของผม
“กูขอโทษแทนไอ้ชลด้วยนะมึงก็รู้ว่ามันเป็คนทิฐิสูง แต่เดี๋ยวกูจะพูดกับมันอีกทีวันหลัง”
“ช่างมันเถอะกูก็ไม่ได้คาดหวังอะไรกับมันมากอยู่แล้ว” ผมบอกไปตามความรู้สึก “ถ้าพระเ้าอยากให้กูกับมันเป็เพื่อนกันสักวันนึงก็คงคืนดีกันเองแหละ”
ปราการพยักหน้าและยิ้มอีกครั้งมันเป็สิ่งที่ผมไม่ได้เห็นมานานมากจนลืมไปแล้วว่าเคยคิดถึง หัวใจของผมฟูพองด้วยความอบอุ่น
ตอนนั้นเองคำถามนั้นก็ผุดขึ้นในใจมันไม่เคยเรียกร้องให้ผมเปิดปากเอ่ยถามมากเท่านี้มาก่อนเลย ผมเหลือบมองใบหน้าซีกซ้ายของปราการอย่างประหม่าก่อนจะสูดหายใจเข้าลึก
“การ กูขอถามอะไรหน่อยดิ”
“อะไรเหรอ”ชายหนุ่มกล่าว
“คือกูอยากรู้ว่าทำไมมึงถึงย้ายห้องว้ะมึงไม่บอกกูเลยสักคำ จู่ ๆ ก็ไป”
ปราการจ้องหน้าผมแล้วก็มองพื้นดินปล่อยให้เสียงะโพูดคุยจากห้องน้ำดังกลบความเงียบที่เกิดขึ้น เขาดูลำบากใจที่จะตอบคำถามอย่างเห็นได้ชัด
“กู...เอ่อ...กูกลัวมึงจะรำคาญไงมึงก็รู้ว่ากูชอบไปดูถ่ายทอดสดฟุตบอลแล้วก็กลับห้องดึก กู…เกรงใจเวลาเปิดไฟตอนมึงนอน”
โกหก
ผมรู้ว่านั่นไม่ใช่เหตุผลแท้จริงผมรู้จักปราการนานมากพอจะรู้ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เขามองต่ำหรือเลี่ยงการสบตานั่นหมายความว่าเขากำลังปิดบังอะไรบางอย่างเอาไว้
ผมอยากคาดคั้นผมอยากดึงดันจะรู้ความจริงให้ได้ทว่าเราเพิ่งจะสมานฉันท์กันสด ๆ ร้อน ๆ ความสัมพันธ์ของเราเหมือนแก้วที่เพิ่งหลอมและขึ้นรูปใหม่เปราะบางเกินไปที่จะมีอะไรมากระทบกระทั่ง ฉะนั้นผมจึงเงียบและไม่ต่อความยาวสาวความยืด
“ถึงอย่างนั้นก็เถอะมึงน่าจะบอกกูสักคำกูกลุ้มใจมากรู้ไหม”
“เออ กูขอโทษ”
ผมทำท่าโบกไม้โบกมือ
“เลิกขอโทษกูได้แล้ว”ผมบอก “ยังไงมันก็เป็อดีตไปแล้ว ลืม ๆ มันไปเถอะ”
จากนั้นเราก็ยืนคุยกันเกี่ยวกับวิธีที่จะบอกความจริงกับตงเปียนปราการไม่ได้ให้คำแนะนำอะไรมากนอกจากให้กำลังใจผม จากนั้นเขาก็เดินกลับไปยังศาลา
ตอนนี้สิ่งที่ทำให้ผมกังวลมากที่สุดก็คือสายตาของตงเปียน เช่นตอนที่พวกเราร้องเพลงขณะนั่งล้อมรอบกองไฟตอนหัวค่ำและก่อนจะแยกย้ายเข้านอนผมไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่และไม่รู้ว่าจะดีหรือแย่หากตัดสินใจบอกไป แต่ที่แน่ๆ คือผมอึดอัดจนไม่อยากทนเก็บไว้อีกต่อไปแล้ว
“ไอ้ตงมันต้องเข้าใจอยู่แล้วเชื่อสิ”คิมหันต์บอกด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
ผมคุยกับเขาขณะนอนอยู่ในเต็นท์เราเห็นพ้องต้องกันว่าเข้าค่ายนี้เป็โอกาสดีที่จะจัดการทุกอย่างให้เข้าที่เข้าทางเพราะคงไม่มี่เวลาไหนเหมาะสมมากไปกว่านี้อีกแล้ว
“นายคิดอย่างนั้นเหรอ”
“อืมถ้าเป็เราคงโล่งใจมากเลยที่ได้รู้ความจริงสักที จะได้ไม่ต้องรู้สึกผิดด้วย”
“รู้สึกผิด?”ผมหันไปหาคนข้าง ๆ ซึ่งกำลังนอนลูบแหวนประคำ
“ก็ใช่น่ะสิใครจะอยากให้เพื่อนเจ็บตัวเพราะเราล่ะจริงไหม” เขาหันมา “ถึงมันจะไม่โอเคที่นายถูกต่อยแต่ถ้าได้รู้ว่าทั้งหมดเป็เพราะนายเต็มใจทำเพื่อปกป้องมัน เราว่าไอ้ตงคงซาบซึ้งมากกว่านะ”
ซาบซึ้งอย่างนั้นหรือ?
ผมไม่ได้้าให้ตงเปียนซาบซึ้งกับสิ่งที่ผมทำลงไปหรอกทั้งหมดที่ผม้าคือขอให้เขาเข้าใจสิ่งที่ผมทำลงไปก็พอ
หลังจากเงียบไปสักพักคิมหันต์ก็เอ่ยขึ้น
“สวดสายประคำกันไหม”เขาเอ่ยชวน “ขอให้แม่พระช่วย นายจะได้รู้สึกสบายใจด้วย”
ผมประหลาดใจมากที่ได้ยินเช่นนั้นคิมหันต์ไม่เคยชวนผมสวดภาวนาด้วยกันมาก่อนเลยและผมก็ไม่กล้าด้วยเช่นกันเพราะรู้ว่าเขาไม่เคร่ง
“เอาสิ” ผมรีบตอบด้วยความดีใจ
พูดจบผมก็ถอดแหวนออกมาก่อนจะนำสวดภาวนาอย่างตั้งใจและคืนนั้นผมก็นอนหลับโดยไม่ฝันถึงอะไรเลยนอกจากเห็นตัวเองยืนร้องไห้ต่อหน้าตงเปียน
ดังนั้นหลังเสร็จสิ้นพิธีมิสซาตอนหกโมงเช้า ขณะที่ผู้คนส่วนใหญ่งัวเงียและเตร็ดเตร่เพื่อรอรับประทานอาหารผมเลยใช้โอกาสนี้ชวนคิมหันต์กับตงเปียนไปเดินเล่นที่สวนผักกับผลไม้ซึ่งอยู่ฝั่งทิศตะวันออกของวัด
ที่นี่ถูกจัดสรรไว้อย่างลงตัวมีแปลงผักที่ขุดเป็ร่องจำนวนสี่แถวยาวหลายเมตรอยู่ทางซ้าย ส่วนด้านขวามีต้นส้มกับอะโวคาโดปลูกสลับกันอย่างเป็ระเบียบเรียบร้อย
ตงเปียนเดินเข้าไปใกล้อะโวคาโดต้นหนึ่งซึ่งมีผลสีเขียวสดห้อยต่องแต่งเขาสำรวจดูผลของมันอย่างสนใจก่อนจะหันไปดูผลส้มซึ่งก็เป็สีเขียวเช่นกัน
“มึงมะนาวลูกโคตรใหญ่เลย!”เขาบอกด้วยสีหน้าอัศจรรย์ใจ “ใช้ปุ๋ยอะไรเนี่ย!”
“ใช่ที่ไหนล่ะ อันนี้มันส้มเขียวหวาน”คิมหันต์ชี้ไปที่แผ่นไม้เก่า ๆ ที่ตอกติดกับลำต้น ตัวหนังสือบนนั้นซีดจางจนแทบอ่านไม่ออก
“แหมไม่หลงกลกูเลยนะพวกมึง”
ตงเปียนยิ้มร่าขณะเดินตัดไปตัดมาระหว่างแปลงผักกับฝั่งที่ปลูกผลไม้ท่าทางเหมือนเด็กน้อยในสนามเด็กเล่นที่กำลังเพลิดเพลิน เขานั่งลงและยื่นหน้าเข้าไปใกล้กะหล่ำปลีหัวหนึ่งเพื่อเปรียบเทียบความใหญ่
“กะหล่ำปลีว่าใหญ่แล้วนะแต่หัวมึงใหญ่กว่าอีกอะ” ผมพูดแกล้งแล้วก็ะเิเสียงหัวเราะออกมา ตงเปียนเบ้ปากอย่างฉุนๆ
“กวนตีนละ หัวใหญ่ขนาดนี้ถ้ากูไม่ฉลาดระดับไอน์สไตน์ก็เนื้องอกในสมองแล้วโว้ย”
“แต่บางทีมันอาจจะแค่กลวงก็ได้นะเหมือนกะลามะพร้าวไง” คิมหันต์เสริมอย่างเจ็บแสบจนผมถึงกับอ้าปากค้างอย่างคาดไม่ถึง
ตงเปียนเท้าสะเอวและถลึงตา
“ด่ากูว่าโง่ยังจะเจ็บน้อยกว่าอีกนะไอ้คิม”เขาว่า “มึงมานี่เลยยยยย!”
แล้วตงเปียนก็วิ่งไล่เตะคิมหันต์พวกเขาหัวเราะลั่นและะโข้ามแปลงผักไปมาอย่างน่าเสียวน่าขวาน ไม่นานก็เดินไปนั่งที่ใต้ต้นส้มต้นนั้นผมตามไปและนั่งลงตรงกลางระหว่างพวกเขา ก่อนจะเงยหน้ามองท้องฟ้าผ่านกิ่งก้านและใบไม้ด้วยหัวใจหนักอึ้ง
“ไอ้ตงกูมีเื่จะบอกมึง”ผมหันไปทางซ้ายซึ่งเด็กหนุ่มตัวเล็กกำลังหอบหายใจจนไหล่สั่น “เกี่ยวกับเื่แผลพวกนี้”
ตงเปียนตาโต กลืนน้ำลายและแทบจะกลั้นหายใจในทันทีเขามองไปทางคิมหันต์ซึ่งเอนหลังพิงต้นส้มอย่างสบาย ๆ และกลับมาสบตากับผมอีกครั้ง
“ที่กูบอกว่าตกบันไดหรืออะไรก็แล้วแต่...กูโกหกทั้งเพ”ผมพูดออกไปด้วยกล้าที่เตรียมมาทั้งคืน “จริง ๆ แล้วไอ้ชลเป็คนทำต่างหาก”
ต้นไม้เอนไหวตามแรงลมจนเกิดเสียงของธรรมชาติมันควรจะทำให้บรรยากาศผ่อนคลายทว่ากลับกลายเป็ความอึดอัดที่ดังกว่าเสียงใด ๆในละแวกนี้
ผมมองตงเปียน ไม่แน่ใจว่าระหว่างเฉดสีของก้อนเมฆกับสีหน้าของเขาอย่างไหนซีดกว่ากัน
“กูขอโทษ” เขากล่าว“จริง ๆ กูก็พอจะเดาออกมาสักพักแล้วล่ะ”
“อย่าขอโทษกูเลยมึงไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย” ผมบอกและไม่รู้สึกประหลาดใจกับคำพูดของอีกฝ่ายเลย “เป็ใครก็คงทำแบบมึงนั่นแหละ”
“ไม่ได้หรอก มึงเดือดร้อนก็เพราะกูไม่ใช่เหรอ” เขามองผมอย่างเศร้าๆ
“แต่กูเต็มใจทำไม่มีใครบังคับเลย”
ตงเปียนปากสั่นผมมองดูเขาด้วยความปวดร้าวเพราะเข้าใจทุกอย่างเป็อย่างดี
ต่อมาผมก็เล่าให้เขาฟังทั้งหมดั้แ่ที่ขอร้องคิมหันต์ให้ช่วยปกปิดความจริงจากชลเทพไปจนถึงตอนที่โดนทำร้ายร่างกายในโรงเก็บของตงเปียนไม่แสดงความคิดเห็นใด ๆ จนกระทั่งเล่าจบ
“กูจะไปคุยกับไอ้ชล”เขาลุกขึ้นพรวด คิมหันต์มองพวกเราอย่างใ
“เดี๋ยวก่อนมึงใจเย็น ๆ!” ผมลุกขึ้นตามโดยจับแขนเขาเอาไว้ข้างหนึ่ง
“กูใจเย็นอยู่แล้วมึงไม่ต้องห่วงหรอกกูแค่อยากไปเคลียร์กับมันให้สิ้นเื่สิ้นราวก็เท่านั้น” ตงเปียนขมวดคิ้ว “หรือว่ามึงไม่อยาก”
ผมนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง
“อยากสิแต่ให้เวลากูทำใจหน่อย” ผมอธิบายอย่างกลัดกลุ้ม
ตงเปียนเม้มปากอย่างชั่งใจจากนั้นก็เอ่ยขึ้น
“งั้นแล้วแต่มึงก็แล้วกัน...ขอบคุณมึงมากนะที่ช่วยกู”เขากุมมือของผมไว้ “แต่คราวหน้ามึงอย่าทำอีกล่ะ กูไม่อยากเห็นมึงเจ็บตัวแบบนี้อีก”
ไม่รู้ทำไมผมถึงยิ้มออกมาประหนึ่งว่ามันคือเื่ตลก
“ได้เลย” ผมว่า“กูจะไม่ยุ่งวุ่นวายกับเื่ของใครอีกแล้วกูสัญญา”
จู่ ๆ เพื่อนตัวน้อยก็พุ่งเข้ามาสวมกอดผมแล้วคิมหันต์ก็ลุกขึ้นและเข้ามาโอบกอดพวกเราด้วยวงแขนกว้างพิเศษ ความอบอุ่นนี้ลบล้างทุกความเ็ปที่เคยเกิดขึ้นในอดีตและแทนที่ด้วยความสุขภายในจิตใจอย่างน่าอัศจรรย์
จากนั้นเราสามคนก็นั่งเงียบๆ พลางมองดูแมกไม้และผู้คนที่อยู่ห่างออกไปในสนามหญ้า นี่อาจเป็ความเงียบที่ผมรู้สึกสบายใจเป็ครั้งแรกในรอบหลายสัปดาห์จนกระทั่งถึงเวลารับประทานอาหารเช้าจึงกลับไปรวมตัวกับคนอื่น ๆ ที่ศาลา
เหตุการณ์ผ่านไปจนกระทั่งถึงวันสุดท้ายของการเข้าค่าย วันนั้นเราทำกิจกรรมและปิดค่ายเสร็จั้แ่ตอนสิบโมงซึ่งถือว่าค่อนข้างไวฉะนั้นจึงเหลือเวลาอีกหลายชั่วโมงก่อนที่จะเดินทางกลับ
อย่างไรก็ตามวันนั้นท้องฟ้าแจ่มใสและอากาศก็สดชื่นเป็พิเศษบรรยากาศเป็ใจมากจนคุณพ่อสุทธิพงษ์ตัดสินใจพานักเรียนไปดูน้ำตกเล็ก ๆ ซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลขณะที่พวกเราเดินต่อแถวไปตามทางเล็ก ๆ ที่มีต้นหญ้าขึ้นสูงเรี่ยหัวเข่า คุณพ่อประเสริฐก็คอยะโรั้งท้ายเพื่อกำกับความเป็ระเบียบ
เราใช้เวลาเดินทางประมาณสิบห้านาทีผ่านบริเวณป่ารกและไร่มันสำปะหลังไปทางทิศตะวันออก ยิ่งเข้าใกล้ก็ยิ่งได้ยินเสียงน้ำไหลเหมือนเสียงกระซิบจนเมื่อมาถึงจุดที่มีรั้วหนามขึงไว้เป็แนวยาวซึ่งอีกฟากมีทางเดินเป็หินลาดต่ำลงไปเราทั้งหมดก็ถึงคราวต้องมุดรั้วทีละคนอย่างระมัดระวัง
ถึงแม้ว่ามันจะไม่งดงามเท่าน้ำตกดังๆ ที่ผมเคยเห็นในหนังสือหรือโทรทัศน์ แต่ที่นี่ก็สวยงามมากในแบบฉบับของมันเองผมมองรอบ ๆ ตัวอย่างสนใจ มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นกระจัดกระจายอยู่ข้างตลิ่ง ผีเสื้อกับแมลงปอบินว่อนอยู่ในอากาศโดยมีชั้นน้ำตกต่ำ ๆ ไหลรินอยู่เบื้องหน้า
เราได้รับอนุญาตให้พักผ่อนตามอัธยาศัยจนถึงบ่ายโมงผม คิมหันต์ ตงเปียนและนักเรียนคนอื่น ๆ จึงสนุกสนานอย่างเต็มที่กับการเล่นน้ำพวกเราส่วนใหญ่ถอดเสื้อผ้าจนเหลือแต่กางเกงชั้นในไม่อายที่บางครั้งมันเลื่อนลงมาครึ่งบั้นท้ายเมื่อขึ้นมาจากน้ำ ส่วนคุณพ่อทั้งสองท่านแยกไปนั่งบนขอนไม้ใกล้ๆ เฝ้าสังเกตการณ์ราวกับเป็เ้าหน้าที่คอยช่วยชีวิตคนตกน้ำ
เวลาทุกนาทีดูเหมือนจะไม่ใช่เื่จริงขณะที่เรากำลังมีความสุขเช่นเดียวกับตอนที่ผมดำลึกลงไปจนถึงก้นน้ำตกและพบกับหินที่สะท้อนแสงแปลก ๆ ผมสังเกตดูรายละเอียดของมันเมื่อโผล่ขึ้นมาเหนือผิวน้ำมันเป็หินสีส้มแดงตะกอนที่มีเหลี่ยมแวววาวคล้ายเพชรพลอย ผมรู้สึกประหลาดใจมากจึงรีบเอาไปให้คิมหันต์ดู
“เราเจออะไรก็ไม่รู้ใต้น้ำ”ผมยื่นสิ่งนั้นให้เขา “ดูสิ”
เขารับก้อนหินขนาดเท่าไข่ไก่ไปพิจารณาก่อนจะชูขึ้นฟ้าเพื่อส่องดูกับแสงแดด
“สวยจัง”
“นายว่ามันใช่เพชรไหม”ผมถามอย่างตื่นเต้น
“ไม่ใช่หรอก”เขาขมวดคิ้วอย่างไม่มั่นใจ “แต่อาจจะเป็พลอยก็ได้นะ นายเก็บเอาไว้เถอะ”
ผมจุ่มหินลงในน้ำอีกครั้งเพื่อทำความสะอาดแล้วจากนั้นก็ตัดสินใจเดินตามคิมหันต์ขึ้นฝั่งเพื่อไปพักผ่อน
ผมกับคิมหันต์นอนเอาศีรษะหนุนรากไม้ส่วนตงเปียนนั่งอยู่ริมตลิ่งขณะพยายามตกปลาด้วยต้นหญ้าอย่างเพลิดเพลิน ผมชูหินขึ้นมาดูอีกครั้งอย่างพิศวงเลื่อนไปต้องกับแสงแดดจนเกิดประกายระยิบระยับ สีของมันทำให้ผมนึกถึงสีผิวของคนที่กำลังนอนอยู่ข้างกาย
แล้วผมก็ทำบางสิ่งตามที่สมองสั่งโดยไม่คิดมากเป็ครั้งแรกคือการวางหินลงที่กลางอกของคิมหันต์ เฝ้ามองมันขยับขึ้นลงตามจังหวะลมหายใจเข้าออก
“เราให้” ผมบอก
คิมหันต์ลืมตาขึ้นและหยิบมันขึ้นมามองดูผมภาวนาขอให้เขาอย่าโยนมันทิ้งหรือคิดว่าผมกำลังทำเื่ไร้สาระ เพราะแม้ว่ามันจะเป็สิ่งไร้ค่าไม่ใช่ของน่าประทับใจเหมือนอะไรก็ตามที่เขามี แต่ผมก็อยากให้เขาเก็บมันไว้เพื่อเป็เครื่องเตือนความจำหากวันใดที่เราจากกันไปแล้ว
ได้โปรดเก็บมันไว้ผมคิด
“ขอบใจ” เขาหันมาและยิ้มกว้าง
รอยยิ้มนั้นอบอุ่นยิ่งกว่าแสงแดดที่ส่องกระทบผิวกายของเราเป็ไหนๆ สวยงามมากจนผมรู้สึกสมองเบลอไปด้วยความคิดนับล้าน
เสียงพูดและเสียงะโน้ำดังลอยมาให้ได้ยินอยู่ไม่ขาดสายส่วนตงเปียนก็ยังคงไม่ล้มเลิกความพยายามหลังจากล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วนจนตอนนี้เขาย้ายไปที่อื่นซึ่งไกลออกไปพอประมาณจึงเหลือผมกับเขานอนเคียงกันใต้ต้นไม้ใหญ่เพียงลำพัง
“ปิดเทอมเล็กนี้ไปเที่ยวบ้านเรานะ”คิมหันต์เอ่ยขึ้น
อาจเป็เพราะเสียงรอบตัวหรือผมกำลังเคลิ้มฝันจึงไม่แน่ใจว่าได้ยินถูกต้องไหม
“เมื่อกี้พูดว่าอะไรนะ”
“ปิดเทอมเล็กนี้ไปเที่ยวบ้านเรานะ”คิมหันต์พูดช้า ๆ อย่างเสียงดังฟังชัด
ผมพลิกตัวนอนตะแคงและจ้องมองเขาด้วยหัวใจสั่นไหวแทบไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังยิ้มแป้นเหมือนถูกล็อตเตอร์รี่รางวัลที่หนึ่ง
อัลเลลูยา
ผมจะมีโอกาสได้เห็นบ้านของคิมหันต์จริงๆ หรือนี่ ได้เข้าไปในห้องนอนที่มีเตียง ตู้เสื้อผ้า ชั้นวางของสะสมและอะไรอีกหลายอย่างที่เป็จักรวาลของเขาสำหรับผมแล้วมันไม่ต่างอะไรจากฝันซ้อนฝันเลยทีเดียว
ทำไมพระเ้าจึงยอมประทานสิ่งนี้แก่ผมนะ เป็เพราะความรักความดีหรือความเมตตาสงสารกันแน่ ผมไม่รู้เลยจริง ๆ ว่าทำไม แต่ผมก็ดีใจมากจนไม่รู้จะกล่าวขอบคุณพระองค์อย่างไรนอกจากพูดในใจว่าอัลเลลูยา
แล้วทันใดนั้นผมก็เศร้าสลดเมื่อฉุกคิดได้ว่าปิดเทอมที่จะถึงนี้จะมีครอบครัวหนึ่งมาดูตัวผมกับเด็กคนอื่น ๆเพื่อพิจารณาขอรับไปอุปการะเลี้ยงดู ผมรู้ว่านี่เป็โอกาสหายากแต่ผมก็ไม่ได้คิดใส่ใจกับมันมานานมากแล้วเช่นกันบางทีผมก็คิดว่าตัวเองมีความสุขดีโดยไม่จำเป็ต้องมีครอบครัวเหมือนคนอื่น ๆ ทั่วไปทว่าผมก็ขัดพวกผู้ใหญ่ไม่ได้เช่นกัน
“ปิดเทอมนี้เราติดธุระอะมันจำเป็จริง ๆ” พยายามไม่เผยความเศร้าผ่านน้ำเสียงมากจนเกินไป
คิมหันต์พลิกตัวเข้ามาผมและจ้องมองด้วยสีหน้าผิดหวัง
“ไม่เป็ไรถ้างั้นรอไปตอนปิดเทอมใหญ่ก็ได้”
“ได้เหรอ”
“ได้แน่นอน”
ผมมองท้องฟ้าและหลับตาลงหัวใจกลับมาพองโตอีกครั้งจนตัวแทบลอยไปถึงสรวง์
ผมนอนยิ้มไม่หุบนับจากวินาทีนี้ผมจะเฝ้ารอวันนั้นด้วยความอดทนเพราะรู้ว่านอกจากมันจะช่วยเยียวยาความไร้เป้าหมายในชีวิตนี่ยังเป็ดังการชิมลางน้ำผึ้งพระจันทร์อีกด้วยคิมหันต์จะรู้ไหมว่าคำชวนของเขามีค่าต่อผมอย่างมหาศาลเหมือนดังอากาศหายใจ
ใช่ผมคิดว่าเขารู้เพราะคิมหันต์เองก็ยิ้มอย่างดีใจเช่นกัน ก่อนจะยื่นมือมาััพวงแก้มของผมอย่างแ่เบาด้วยปลายนิ้วผมปล่อยให้เขาทำเช่นนั้นโดยไม่คิดจะเอ่ยห้ามหรือต่อต้าน ผมไม่สนด้วยเช่นกันว่าอาจมีคนเดินผ่านมาเห็นตอนนี้ไม่มีอะไรสำคัญเท่ากับความสุขของผมอีกแล้ว แค่ครั้งเดียวในชีวิตที่ผมจะปล่อยให้มันเป็ไปแค่ครั้งเดียวเท่านั้น
และก่อนที่เราจะกลับวัดคุณพ่อประเสริฐก็ได้เรียกให้ไปถ่ายรูปหมู่ไว้เป็ที่ระลึกที่บริเวณใกล้ๆ น้ำตก หลังจากนั้นทุกคนก็รีบกลับไปอาบน้ำแต่งตัว รับประทานอาหารและเก็บของให้เรียบร้อยเราต่างโบกมืออำลาคุณพ่อสุทธิพงษ์เมื่อขึ้นมานั่งบนรถบัส พลางมองดูวัดแม่พระองค์อุปถัมภ์ที่โล่งและว่างเปล่าเมื่อไม่มีเต็นท์กางบนสนามหญ้าอีกต่อไป
เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้วในที่สุดรถบัสก็เคลื่อนตัวและแล่นออกจากหมู่บ้าน ก. อันเงียบสงบ ผ่านท้องไร่และทุ่งนาเขียวขจีมุ่งไปตามเส้นทางที่นำไปสู่สามเณราลัยโดยมีผมนั่งหลับและซบไหล่คิมหันต์ไปตลอดทาง