สมองของเธอไม่ยอมลืมภาพกิจกรรมรักเร่าร้อนที่เกิดขึ้นในวันก่อนระหว่างเธอกับนัทพงษ์ บนโซฟาตัวน้อยในห้องทำงาน มันเป็นการแตะต้องที่ร้อนแรงเกินกว่าจะเป็นแค่ความเผลอไผลเสียงประตูเปิดเบาๆ ดึงเธอกลับมา นัทพงษ์ก้าวเข้ามาพร้อมขวดน้ำและถุงอาหารเล็กๆ
"ผมซื้อข้าวกล่องมาเผื่อพี่ครับ...เห็นพี่ไม่ลงไป"เขายิ้มเจื่อนๆ แต่สายตาเต็มไปด้วยความหมายบางอย่างที่เธอไม่กล้าอ่านให้ชัดนัก
“ขอบใจนะ” มารตีรับถุงอาหารไว้ แล้วนั่งลงบนโซฟารับแขกตรงมุมห้อง
ชายหนุ่มไม่พูดอะไร เขาแค่นั่งลงข้างๆ เธอ ห่างกันแค่ไม่ถึงคืบหัวใจของมารตีเต้นแรงโดยไม่มีเหตุผล ทั้งที่ไม่มีใครในออฟฟิศ ทั้งที่มันควรจะเป็นแค่“พักเที่ยง” แต่ทุกครั้งที่เด็กหนุ่มคนนี้อยู่ใกล้ สาวสวยกลับรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะละลาย
“พี่…” เสียงของนัทพงษ์ต่ำลง ขณะที่เขาหันมาหาเธอ“ผมห้ามตัวเองไม่ได้เลย…ผมห้ามไม่ได้จริงๆ ที่จะไม่คิดถึงพี่ ไม่อยากแตะไม่อยากจูบ...และไม่อยาก...เอ่อ...รักพี่...”
มารตีกำลังจะตอบอะไรสักอย่าง อาจเป็นการปฏิเสธอาจเป็นการบอกให้เขามีสติ แต่ไม่ทันได้พูด นัทพงษ์ก็เอื้อมมือมาวางบนหลังมือเธอ สัมผัสนั้นอุ่นจนเธอไม่คิดจะขยับหนีแล้วเขาก็ก้มหน้าลง…ช้าๆ...ระมัดระวังราวกับกำลังถามเธอด้วยสายตา และเมื่อเห็นว่าเธอไม่ขยับหนีไม่เอ่ยห้าม ปากเขาก็แนบลงบนริมฝีปากของเธอ
มันไม่ใช่จูบของความหิวกระหายอย่างที่เธอเคยได้จากสามีหรือวรเมธแต่มันเร่าร้อนในแบบที่หญิงสาวไม่เคยได้รับจากใครมาก่อน อ่อนโยนจนลมหายใจสะดุดแต่ก็แนบแน่นจนทำให้ใจเต้นถี่ขึ้นเรื่อยๆ มือของชายหนุ่ม เลื่อนมาแตะข้างแก้มเธอลูบลงมาที่ต้นคอ ก่อนจะโอบไหล่เบาๆ ดึงเข้าไปชิดใกล้ ทุกสัมผัสเต็มไปด้วยความอ่อนโยน...แต่ก็ดื้อดึง
มารตีปล่อยให้ตัวเองจมหายไปในจูบนั้นอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะดันอกเขาเบาๆ “เราอยู่ที่ทำงาน…”เธอกระซิบเสียงแผ่ว หัวใจยังเต้นแรงไม่หยุดเพราะตัวเองก็กำลังคาดหวังให้เขาทำต่อไปจนถึงที่สุด
“ผมรู้…” นัทพงษ์ตอบ ทั้งหอบและสั่นเบาๆจากความรู้สึกที่แทบล้นออกมาจากร่าง “แต่ผมห้ามใจไม่ไหวอีกแล้ว นะ นะครับพี่”
มารตีลุกขึ้นยืน หันหลังให้เขา มือยกขึ้นแตะแก้มตัวเองราวกับพยายามเช็ดร่องรอยที่เขาทิ้งไว้ แม้มันจะไม่ได้เหลืออะไรบนผิวแต่กลับชัดเจนเกินจะลบในใจ
“นัทพงษ์…ที่บ้านพี่มีคนรออยู่” น้ำเสียงของเธอหนักแน่น แม้ใจจะสั่นๆ
“แต่ที่นี่…ผมอยู่” เขาตอบกลับทั้งนิ่งและจริงจัง ก่อนจะเอ่ยเสริม“ผมไม่ได้ขอให้พี่เลือก ผมแค่อยากให้พี่รู้ว่า...ความรู้สึกที่ผมมีต่อพี่ มันเป็นความจริง”
คำพูดนั้น มากเกินไปสำหรับเวลาพักเที่ยง และมากพอที่จะทำให้มารตีอยากหนีแต่กลับยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นปล่อยให้แสงแดดลอดผ่านกระจกบานใหญ่ฉายเงาเธอกับเขาทับซ้อนกันอย่างอ่อนโยน
“แต่...เอ่อ...เราต้องมีขอบเขต...” มารตีพูดเบาๆไม่แน่ใจนักว่าพูดกับเขาหรือกับตัวเอง
“ขอบเขตที่พี่ก็เริ่มไม่แน่ใจ...เหมือนกันใช่ไหมครับ?” นัทพงษ์ถาม พลางยิ้มเจือจาง แต่สายตาไม่หลบ
และเธอ…เงียบ
คืนนั้น ในบ้านที่เธอกลับมา สามีที่แสนดีเดินออกมารับเธอที่หน้าประตู วรเมธตามมาช่วยถือของและจูบหน้าผากเธอเบาๆตามปกติ มารตีมองพวกเขาทั้งสองด้วยหัวใจที่อบอุ่น แต่ลึกลงไป…ใจเธอกลับสั่นสะเทือนเพราะอีกหนึ่งคนที่ไม่ได้อยู่ตรงนี้อีกหนึ่งคน ที่กำลังทำให้ขอบเขตเธอ พร่าเลือนไปทีละนิดๆโดยที่เธอก็ไม่แน่ใจว่าจะต้านได้นานแค่ไหน
แสงไฟจากลานหน้าบ้านสาดส่องเข้ามาในห้องนั่งเล่นของบ้านเป็นเงาสีส้มอ่อนพาดผ่านม่านสีครีม ร่างสวยนั่งนิ่งอยู่ตรงโซฟา ห่มผ้าบางๆที่กลิ่นของวรเมธยังติดอยู่ กลิ่นนั้นอ่อนโยน ปลอบประโลม เหมือนตัวเขา ขณะที่ปพนต์นั่งอยู่บนพรมหน้าทีวีใกล้ในระยะที่พอดีจะสัมผัสถึงไออุ่นของกันและกัน แต่ในใจมารตีกลับเต็มไปด้วยเสียงอื้ออึง
ภาพการร่วมรักที่รีบเร่งและรุนแรงในห้องทำงานวันนั้นยังชัดเจนอยู่ในหัวของเธอนัทพงษ์ที่จ้องเธอด้วยสายตาแบบนั้น สัมผัสแบบนั้น ความจริงใจที่แทรกอยู่ในความเร่าร้อนมันทำให้เธอหวั่นไหวเกินกว่าที่คิด และเธอไม่สามารถหลอกตัวเองได้อีกต่อไปว่าเธอไม่ได้รู้สึกอะไรกับเขา แต่ที่นี่ ที่บ้านหลังนี้ คือสถานที่ที่เธอปลอดภัยคือคนสองคนที่เธอเลือกด้วยหัวใจอย่างมั่นคงและยาวนาน
ปพนต์เงยหน้าขึ้นมามองภรรยาคนสวย สายตาเขาคม นิ่งและเต็มไปด้วยความเข้าใจ โดยไม่ต้องพูดแม้แต่คำเดียวเขารับรู้ถึงบางสิ่งที่เปลี่ยนไปในใจเธอ “เหนื่อยเหรอ” เขาถามเสียงทุ้ม ริมฝีปากแย้มยิ้มน้อยๆ
“นิดหน่อยค่ะ” เธอตอบเบาๆ แล้วเลื่อนมือไปลูบผมเขาอย่างอ่อนโยน
“อยากให้ผมช่วยผ่อนคลายไหม?” เสียงวรเมธดังมาจากด้านหลังเขาเพิ่งเดินออกจากห้องน้ำ สวมเสื้อคลุมไหมสีเข้ม ผมยังชื้นเล็กน้อยจากไอน้ำ
มารตีหันมองทั้งสองคนสลับกันไปมา…แล้วพยักหน้าช้าๆ
ในค่ำคืนนั้น ห้องนอนถูกเติมเต็มด้วยเสียงลมหายใจเร่าร้อนและสัมผัสของคนที่รักเธออย่างลึกซึ้ง ปพนต์แนบกายอยู่ด้านหลัง โอบร่างท่อนล่างของเธอไว้แน่นขณะที่วรเมธค่อยๆ ละเลียดจูบที่เนินเนื้อหน้าขาของเธอขณะที่ปพนต์กำลังขยับโยกอยู่ด้านหลังของเธอ สองหนุ่มร่วมมือกันราวกับศิลปินที่ไม่รีบร้อนในการแต่งแต้มผลงาน
หญิงสาวหลับตา ปล่อยตัวไปกับทุกจังหวะสัมผัสที่สลับกันเข้ามาทุกปลายนิ้ว ทุกเสียงครางที่แผ่วกระซิบทุกลมหายใจร้อนที่รินรดบนผิวล้วนแต่ทำให้เธอรู้สึก “เป็นตัวของตัวเอง”ได้มากที่สุด แต่ในขณะที่ปพนต์สอดแขนเข้ามากอดแน่นขึ้น และวรเมธก็จูบเธออย่างลึกซึ้งเธอกลับนึกถึงมือของนัทพงษ์ที่เคยประคองแก้มเธออย่างแผ่วเบาและริมฝีปากที่แตะจูบด้วยความจริงใจ ความรู้สึกของเธอไม่อาจหักล้างกันได้อีกแล้ว
นัทพงษ์คือความหลงใหลที่สดใหม่ อ่อนโยนและคลั่งไคล้ในตัวเธออย่างไม่ปิดบังเขาเหมือนสายลมที่พัดเข้ามาในห้องอุ่นที่เต็มไปด้วยไอรักของปพนต์และวรเมธ ที่ไม่สามารถทำให้ห้องนี้เย็นลงแต่ทำให้หัวใจเธอสั่นไหว
หลังจากความเร่าร้อนสิ้นสุดลงเธอนอนอยู่ระหว่างร่างของชายสองคนที่เธอรักอย่างสุดหัวใจ ใบหน้าซุกลงบนอกของปพนต์ขณะที่มือหนึ่งยังประสานนิ้วกับวรเมธ แต่ใจของเธอ...กลับยังเวียนวนอยู่ที่ทำงาน...ถ้าเป็นนัทพงษ์เขาคง...ขอแช่คาไว้อย่างจากเสร็จแล้ว...
“ฉันกำลังทำอะไรอยู่กันแน่...” เธอถามตัวเองในความเงียบ
รุ่งเช้า มารตีตื่นขึ้นมาก่อนใคร เธอเดินไปยืนที่ระเบียงปล่อยให้ลมเย็นๆ ยามเช้า โบกไล้ผ่านกายเปลือยเปล่าของเธอหัวใจเธอสั่น ไม่ใช่เพราะอากาศ แต่เพราะบางอย่างที่ใกล้จะยอมรับกับตัวเองแล้ว เธอกำลังตกหลุมรักคนอีกคนและมันไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลย…
เสียงเครื่องปรินต์และแป้นพิมพ์ดังอยู่ด้านนอกห้องทำงานแต่ภายในห้องกระจกส่วนตัวของมารตี บรรยากาศกลับเงียบงัน…และแน่นตึงด้วยแรงดึงดูดระหว่างสองร่างที่ยืนอยู่ตรงมุมโต๊ะ นัทพงษ์กดล็อกประตูอย่างแนบเนียนมืออีกข้างถือแฟ้มรายงานประชุมที่ไม่มีใครสนใจจะดูแบบจริงๆ จังๆ
มารตียืนอยู่ข้างโต๊ะทำงาน สวมเชิ้ตสีขาวเรียบกับกระโปรงเข้ารูปสีกรมท่าเธอหันมามองเขาเมื่อได้ยินเสียงล็อกประตู นัทพงษ์ไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่เดินเข้ามาใกล้…ใกล้ขึ้นทุกที จนกระทั่งร่างของเขาแทบแนบสนิทกับเธอ
“พี่รู้ไหมครับ… เวลาที่ผมมองพี่เดินผ่านโต๊ะของผมในออฟฟิศ ผมแทบหายใจไม่ออก”เขากระซิบเบาๆ ข้างหู น้ำเสียงนั้นร้อนรุ่มและอัดแน่นด้วยความปรารถนา
มารตีพยายามจะตอบด้วยความเรียบเฉย แต่สายตาของเขา...กลับจ้องลึกเข้าไปในจิตใจของเธอจนคำพูดใดๆ ก็จมหาย ชายหนุ่มค่อยๆเอื้อมมือสัมผัสเอวคอดกิ่ว รั้งเธอเข้ามาใกล้ และจูบอย่างแผ่วเบาแต่หนักแน่น มารตีรู้สึกราวกับโลกทั้งใบหยุดเคลื่อนไหวมีเพียงเสียงหัวใจของตัวเองกับสัมผัสของเขาที่ชัดเจนขึ้นทุกวินาที