มารยาสีชาด

    ชินอ๋อง1

            ชินอ๋องหลงจางเหว่ยเคาะนิ้วลงบนโต๊ะดัง ปึ่กๆๆ จะกล่าวว่าเขามิเคยพบบุตรสาวก็คงมิใช่ ในเมื่อยามที่นางอยู่ในสำนักศึกษาสตรี เขายังเข้าไปเป็นอาจารย์สอนการเขียนตัวหนังสือ เห็นได้ชัดเจนว่าบุตรสาวของตนนั้นงดงามเหมือนมารดาของนางไม่มีผิด ก่อนหน้านั้นยามที่รู้ข่าวว่าเข่อซิงถูกลอบสังหารก่อนที่นางจะคลอดบุตรและติดตามเขาเข้าวังมารับตำแหน่งชายารอง เขาโมโหมาก โมโหจนเกือบจะลงมือทำร้ายองค์หญิงจากต่างแคว้นที่เข้ามารับตำแหน่งพระชายาเอก องค์หญิงต้าสี่เซียน!ชายาเอกที่แม้จนวันนี้นางยังมิเคยตั้งครรภ์เลยสักครั้งทั้งๆ ที่พระองค์ทรงเข้าหานางมากกว่าสตรีอื่นในวังหลัง ‘คงเป็นเคราะห์กรรมของนางที่จ้องจะทำร้ายชีวิตของผู้อื่นทั้งๆ ที่รู้ว่าอีกฝ่ายตั้งครรภ์’ นางมิรู้หรือไรว่าการไม่รักใคร่ใยดีมิเกี่ยวข้องกับการอยู่ร่วมกันอย่างปรองดอง หากอีกฝ่ายอยู่ในที่ของนาง การส่งนางกลับไปยังแคว้นเดิมคงไม่เกิดขึ้น อีกทั้งในความเลือดเย็นของนางกับหลักฐานหลายอย่างมีพร้อมอยู่ก่อนหน้า หากไม่ติดขัดเรื่องฮ่องเต้ทรงประชวร เรื่องคดีความนี้คงจบสิ้นไปเมื่อสิบปีก่อนแล้ว และตัวเขาคงได้อ้าแขนรับบุตรสาวเข้ามาปลอบประโลมได้โดยไม่ต้องระวังภัยจากด้านหลัง ไหนจะเรื่องของเข่อซิงที่ต้องรักษาบาดแผลฉกรรจ์และพิษร้ายเนิ่นนานอยู่ในที่ปลอดภัยนอกวัง ภายใต้การคุ้มครองขององครักษ์เงานับร้อยนั่นอีก ครั้นจะสั่งให้นางกลับเข้าวัง นางก็ไม่ยินยอม มิใช่ว่าหวาดกลัวจะถูกลอบสังหารซ้ำสอง แต่นางบอกว่า ใบหน้าของนางยังอัปลักษณ์อยู่ หากก้าวเข้าสู่วังหลวงคงมิพ้นถูกครหา ‘ตัวนางนั้นมิเป็นไร แต่ท่านอ๋องจะมีข้อพิพาทย่อมมิได้’ ตัวเขาผู้รักนางด้วยหัวใจ…จึงทำได้เพียงเฝ้ารอจนกว่านางจะพร้อมเท่านั้น

            “เช่นนี้แล้วจะมิเกิดสงครามใช่หรือไม่พะยะค่ะ”

            “จะเกิดอย่างไร ในเมื่อนางทำผิดหลายต่อหลายครั้ง อีกครู่ข้าจะไปพบนางที่ตำหนัก หากยังกล่าววาจามิรู้ความ ครานี้คงต้องส่งเรื่องของนางให้กรมบังคับคดีเป็นฝ่ายจัดการ เข่อซิงของข้ากำลังจะมาถึงแล้วใช่หรือไม่” ใจคิดคำนึงถึงเพียงสตรีอันเป็นที่รัก ‘นานเท่าใดแล้วนะ ที่เขามิได้พบหน้านาง’

            “พะยะค่ะ พระชายารองเสด็จมาถึงทางเข้าเมืองหลวงแล้ว และเรื่องของท่านหญิงเย่วซินก็ทรงทราบแล้วเช่นกันพะยะค่ะ” องครักษ์เส้าปีแจ้ง

            “นางว่าอย่างไร”

            “พระชายารองได้แต่เงียบ แล้วสั่งให้พวกเราคุ้มกันท่านหญิงอย่างดีพะยะค่ะ”

            “คุ้มกันอย่างไร ขนาดเรื่องที่บุตรสาวของข้ากลายเป็นสะใภ้ของสกุลเสิ่นก็ยังมิอาจห้ามได้เพราะนางรักอยู่กับเสิ่นซัวหยาง” ยกมือขึ้นนวดระหว่างคิ้วของตนเอง “ข้าควรดีใจหรือเสียใจดี ที่บุตรสาวของข้าตัดสินใจเข้าหอแทนซือหลิวเยี่ยน แล้วเสิ่นซัวหยางเป็นอย่างไร” ถามถึงบุรุษที่รักใคร่บุตรสาวของตน แต่มิอาจต้านทานอำนาจที่เหนือกว่าของเลขาซือได้ ในขณะที่เขาเองยังคงปล่อยผ่านให้เกิดเรื่องมงคลสมรสระหว่างสองสกุล ทั้งๆ ที่ทรงรู้ทุกอย่างดีแต่ก็ปล่อยให้มันเป็นไปตามการตัดสินใจของบุตรสาว ไม่ขัดขวาง ไม่ออกหน้า ให้เกิดเรื่องราวบานปลาย

            “มิได้สนใจซือหลิวเยี่ยนพอๆ กับย้ายออกไปพำนักยังจวนหลังใหม่ของตนเองพะยะค่ะ เท่าที่กระหม่อมสังเกตเห็น คุณชายเสิ่นคล้ายกำลังสงสัยเกี่ยวกับเรื่องสตรีในคืนเข้าหอ”

            “สงสัยว่าสตรีในคืนนั้นจะเป็นเย่วซินสินะ ก็มิได้ถือว่าโง่”

            “พะยะค่ะ ยามนี้คุณชายเสิ่นได้สั่งการบ่าวไพร่ให้จัดเตรียมบุรุษฝีมือดีติดตามหาตัวท่านหญิงให้เร็วที่สุด อีกทั้งยังกล่าวว่าจะพาท่านหญิงติดตามไปอยู่ที่หมู่บ้านอันห่างไกลนั่นด้วยกันพะยะค่ะ”

            “หึ ว่าที่บุตรเขยก็มิได้ทำให้ผิดหวังเสียทีเดียว” ชินอ๋องผู้จัดการทุกอย่างแทนฮ่องเต้ครุ่นคิดถึงเหตุการณ์อย่างแยบยล ยามนี้เสิ่นซัวหยางกำลังจะสืบหาความถึงสิ่งที่ตนเองกำลังสงสัย แต่การจะตีตัวออกห่างจากฮูหยินที่เพิ่งสมรสใหม่ก็คงลำบาก “เช่นนั้นเจ้าจงปลอมตัวเข้าไปเป็นบุรุษฝีมือดีให้เสิ่นซัวหยางเสีย อย่าลืมว่าต้องเฝ้าสังเกตด้วยเล่า หากวันใดที่เสิ่นซัวหยางหน้ามืดตาลายร่วมหลับนอนกับซือหลิวเยี่ยน วันนั้นอย่าหาว่าข้าใจร้าย” มิใช่ว่าอยากจะขัดขวางความรัก เพียงแต่เขามิได้อยากให้บุตรสาวต้องมาตกอยู่ในสถานะภรรยารองเหมือนมารดาของนางแล้วถูกภรรยาเอกทำร้าย…แม้สิ่งที่เย่วซินเสียไปมันทดแทนกันไม่ได้แต่เขาผู้เป็นบิดาก็จะปกป้องบุตรสาวให้ถึงที่สุด และในวันที่เสิ่นซัวหยางก้าวพลาด แม้แต่ใบหน้าของเย่วซิน…เขาก็จะไม่ให้เสิ่นซัวหยางได้เห็น แต่ถ้าไม่ ก็ต้องเป็นเขาเองที่พร้อมจะออกหน้าตามแก้ไขทุกอย่างเหมือนยามนี้ ‘แม้มันอาจจะใช้เวลาอีกสักหน่อยก็ตาม’

            “พะยะค่ะ” เส้าปีผู้เป็นองครักษ์เงาฝีมือดี เดินพรางกายหายไปพร้อมกับเงามากกว่าสิบสาย จุดหมายปลายทางคงเป็นสถานที่ที่เสิ่นซัวหยางกำลังมองหาผู้มีฝีมือ!

            ชินอ๋องรูปงามวัยกลางคนนั่งพิงพนักไปกับเก้าอี้ เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างเห็นท้องฟ้าสดใส ใจคิดคำนึงถึงพระวรกายของฮ่องเต้ที่ทรงเจ็บป่วยมานานหลายปี แม้เยียวยาได้แต่ยังคงอ่อนแรง พระโลหิตเริ่มไหลเวียนเป็นปกติดีแล้ว เฉกเช่นเข่อซิงที่บาดแผลทางกายกำลังหายไปและทุกอย่างกำลังจะดีขึ้น ‘ฟ้าหลังฝนย่อมสดใสเสมอ’ ไม่ต่างจากเรื่องของบุตรสาวที่เขามิเคยได้มีโอกาสได้เข้าใกล้ หลงเย่วซิน “ขันทีลู่”

            “พะยะค่ะ” ขันทีสูงวัยกว่านามว่าลู่กัง ค้อมกายรออยู่ด้านข้าง

            “เจ้าว่าสี่เซียนจะยอมรับข้อกล่าวหาทั้งหมดหรือไม่” ใจอยากจะจัดการทุกอย่างให้แล้วเสร็จ ก่อนที่ชายารักลิ่วเข่อซิงจะมาถึง แต่นั่นคงต้องขึ้นอยู่กับคำตอบของต้าสี่เซียนด้วยว่านางจะยอมรับข้อกล่าวหาหรือจะปฏิเสธทุกอย่างทั้งๆ ที่มีหลักฐานมัดตัวรออยู่

            “พระชายาทรงรู้อยู่แล้วพะยะค่ะ กระหม่อมจำได้ว่าเมื่อครานั้นที่ท่านอ๋องทรงส่งร่างไร้วิญญาณของนักฆ่าจากแคว้นปัวกลับไปถึงตำหนัก พระชายามีใบหน้าขาวซีดและหวาดกลัว แม้ปากจะปฏิเสธ แต่ท่าทางนั้นคล้ายกับยังลังเล ไม่แน่ว่าพระชายาอาจจะทรงคิดวางมือ”

            “หากตั้งใจจะวางมือจริง สิบกว่าปีมานี้ใยจึงส่งเงาจากแคว้นปัวติดตามเข่อซิงไม่ลดละ แม้ยังมิลงมือแต่มิได้หมายความว่าปล่อยวาง ดีเท่าใดที่ก่อนหน้านั้นองครักษ์เงาฝูโอ้วพาเย่วซินหนีออกไปได้ก่อนที่สี่เซียนจะรู้ว่าบุตรของข้าคือใคร ไปตามนางมาพบข้าที่นี่ ข้าจะสอบถามนางอีกครั้ง” คำว่าอีกครั้งคือ แต่ก่อนนั้นพระองค์ก็เคยสอบถามนางมาแล้ว แต่นางยังลอยหน้าโต้กลับว่านักฆ่าผู้นั้นมิใช่คนของนาง ครานี้จะมิใช่เช่นนั้นอีกในเมื่อเขามีหลักฐานอีกหนึ่งชิ้น นั่นคือยาพิษที่เป็นหลักฐานการทำร้ายสนมนในวังหลังผู้ที่เขาเข้าหาบ่อยๆ จนยามนี้สนมผู้นั้นมีอาการไม่ต่างจากฝ่าบาท ที่เป็นเช่นนั้น ‘เพราะมันคือยาชนิดเดียวกันกับที่ทำร้ายฮ่องเต้ ต้าสี่เซียนมีมันได้อย่างไร!!’