บทที่ 16 บททดสอบสุดท้าย2
เพลงกระบี่แยกบุปผา!
ลี่ลี่กวัดแกว่งกระบี่สั้นนับสิบท่วงท่ารุกเข้าหาอสรพิษไปพลางหลบการโจมตีของอสรพิษไปพลาง แม้ในความมืดจะเห็นเพียงประกายไฟจากการปะทะระหว่างคมกระบี่กับเกล็ดอสรพิษทุกครั้ง
ตัวเกล็ดอสรพิษอย่างไรก็ได้รับความเสียหายไม่น้อยเพราะกระบี่สั้นของลี่ลี่มักเฉือนเข้าไปในรอยแยกระหว่างเกล็ดอันเป็ธรรมชาติของอสรพิษซึ่งด้านในเป็เนื้อหนังและเกล็ดอ่อน ถึงยืดหยุ่นเพียงใดก็ได้รับความเสียหาย
เคล้ง เคล้ง เคล้งเคล้ง...
เสียงกระบี่สั้นปะทะเกล็ดอสรพิษดังไม่ขาดสายอสรพิษได้รับความเสียหายมากขึ้น ลี่ลี่เองยังไม่มีทีท่าว่าจะพลาดพลั้ง
ปราณกระบี่ทะลวง!
ลี่ลี่ปลดปล่อยปราณจากปลายแหลมของกระบี่สั้นหลังปลายแหลมเข้าไปในเกล็ดอสรพิษลึกระดับหนึ่ง
จึ๊ก!
เสียงปราณกระบี่ทะลุผ่านิัอสรพิษดังขึ้นก่อนอสรพิษส่งเสียงเ็ป ดึงดูดความสนใจของอสรพิษเกล็ดม่วงอีกด้านให้หันมามอง
จังหวะอสรพิษเกล็ดม่วงหันมามองทางลี่ลี่เสี่ยวผิงกับจิงจิงใช้ย่างก้าวอันรวดเร็วพุ่งไปต่อยดวงตาอสรพิษคนละด้านอย่างสุดแรงดังปั้ง! ทำเอาดวงตาอสรพาเกล็ดม่วงบุบเข้าไปในเป้า โลหิตไหลทะลักราวกับสายน้ำ
หานเจ๋อเองยังได้โอกาสขึ้นไปอยู่บนศีรษะอสรพิษเกล็ดม่วงและใช้ปราณกระบี่ร้อยสายแทรกเข้าไประหว่างเกล็ดเกล็ดของอสรพิษเกล็ดม่วงจึงถูกตัดแยกจากิันับสิบ สร้างความเ็ปมหาศาลให้อสรพิษจนมันดิ้นพล่านเหมือนไส้เดือนโดนแดดเผา
แต่ว่าเสี่ยวผิง จิงจิงได้รับาเ็กันเล็กน้อย ระหว่างถอยห่างจากอสรพิษเกล็ดม่วง มีเพียงหานเจ๋อต้องประคองร่างใช้ฝ่ามือยึดจับหนังอสรพิษเกล็ดม่วงแน่น เพื่อไม่ให้ร่างถูกเหวี่ยงออกมาจากตัวมันไม่งั้นเขาจะกลายเป็เพียงซากศพที่ถูกทับจนแบนติดพื้น
“ใช้ปราณกระบี่แทงเข้าไปรอยแยกเกล็ดของมันเร็วเข้าข้าจะโจมตีไม่ให้มันมีสมาธิสนใจพวกเ้า” หานเจ๋อะโบอกเสี่ยวผิงกับจิงจิงทั้งสองที่ออกมาจากระยะโจมตี เข้าใจความหมายของหานเจ๋อ
ปราณกระบี่ทะลวงภูผา!
ปราณกระบี่แยกฟ้า!
เสี่ยวผิงปลดปล่อยปราณกระบี่สีเงินแวววาวแปดเล่มจิงจิงปลดปล่อยปราณกระบี่สีฟ้าครามสิบเล่มทั้งสองใช้ปราณกระบี่โจมตีอสรพิษเกล็ดม่วงจากระยะไกล
แม้มันดูเหมือนเรียบง่ายแต่กับเสี่ยวผิงและจิงจิงที่ต้องบังคับปราณกระบี่โจมตีเข้าไปในรอยแยกเกล็ดของอสรพิษเกล็ดม่วงที่กำลังดิ้นพล่านมันยากเกินกว่าการฝึกฝนหลายเท่า
ปึก ปึก ปึก...
หานเจ๋อรัวหมัดใส่ศีรษะไร้เกล็ดของอสรพิษเกล็ดม่วงอย่างไม่ย่อท้อเขาไม่รู้สึกเ็ปต่อให้อสรพิษเกล็ดม่วงปลดปล่อยพลังเทวะกระแทกร่างหนักหน่วงเพียงใดเขาก็อดทนจับมันเอาไว้แน่นและหาโอกาสรัวหมัดใส่ศีรษะมันไม่ให้มีสมาธิ
หานเจ๋อทำทั้งหมดนี้เพียงหวังเปิดโอกาสให้เสี่ยวผิงกับจิงจิงโจมตีอสรพิษ กระนั้นการโจมตีอีกหลายครั้งนอกจากทำให้มันรู้สึกเ็ปกับสร้างรอยแผลเล็กๆอสรพิษเกล็ดม่วงก็ไม่มีทีท่าว่าจะตายลงง่ายๆ
ทั้งสามจึงต้องลงมือโจมตีต่อไปคอยหลบเลี่ยงและระมัดระวังตลอดเวลา ถึงขั้นลืมเลือนทุกสิ่งและจดจ่อกับการต่อสู้
ส่วนลี่ลี่ที่อยู่อีกด้านกำลังโรมรันกับอสรพิษในเงามืดอย่างดุเดือดดุเดือดถึงขั้นที่ว่าเกิดคลื่นปะทะรุนแรงทุกครั้ง ทั้งยังไม่มีใครยอมใครแม้ต่างฝ่ายต่างอ่อนแรงทุกลมหายใจ
ทางอสรพิษในเงามืดเองยังเพ่งความสนใจไปยังลี่ลี่ไม่ได้สนใจเว่ยที่กำลังฟื้นตัวอย่างช้าๆ
การต่อสู้อันดุเดือดระหว่างลี่ลี่กับอสรพิษในเงามืดดำเนินไปอีกยี่สิบกว่าวันสุดท้ายลี่ลี่เริ่มเป็ฝ่ายเสียท่านางอ่อนแรงลงไปมากระหว่างต่อสู้ประกอบกับใช้พลังรักษาเว่ยไปไม่น้อย
ด้านอสรพิษในเงามืดก็อ่อนแรงลงไปเช่นกันแต่ไม่ได้มากเท่ากับลี่ลี่ ถึงไม่ได้ฟื้นฟูพลังปราณเหมือนกันแต่มันไม่ต้องแบ่งพลังไปรักษาใคร แล้วยังเป็ถึงระดับเทวะแข็งแกร่งกว่าลี่ลี่
เคล้งงงงงงงงงงง
กระบี่สั้นในมือลี่ลี่ถูกแรงกระแทกจากร่างอสรพิษในเงามืดซัดกระเด็นหลุดจากมือวินาทีนั้นดวงตานางหดลีบลง เหลือขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียว
‘ไม่ดีแล้ว!’ลี่ลี่อุทานในใจ นางเตรียมสละแขนข้างหนึ่งเพื่อรักษาชีวิตจากการโจมตีอันรวดเร็วของอสรพิษในเงามืด
ทว่า..ก่อนนางจะได้สูญเสียแขนไปกลิ่นอายหนึ่งพลันปะทุพลังพุ่งตรงเข้ามาหานาง พาร่างอ่อนแรงเข้าสู่อ้อมกอด หลบเลี่ยงการโจมตี
วืดดดดดดดดดดด
“เ้าเกือบไปแล้วแค่ปลายหางมันร่างกายเ้าอาจกลายเป็เศษเนื้อในพริบตา”
“เว่ย..” ลี่ลี่พึมพำเสียงเบานางรู้สึกอ่อนแรงล้าไปทั่วกายหลังได้ยินเสียงเว่ย มันราวกับนางสามารถฝากูเาลูกใหญ่ให้เขาต้านรับภัยอันตรายแทนนางได้
“ขอบใจเ้ามากเ้าพักเถอะ ที่เหลือให้ข้าจัดการ”
“เฮอะ! ทำเป็พูดดีไป” ลี่ลี่แกะมือเว่ยและผละตัวไปด้านหลัง ถอยห่างไปพักฟื้นฟูพลังเห็นลี่ลี่เข้าสู่ระยะปลอดภัย เว่ยพลันเบี่ยงตัวไปด้านขวาหลบการโจมตีของอสรพิษในเงามืด
“เคลือบกาย”เว่ยแค่นเสียงเย็น หลังหลบการโจมตีทันใดนั้นร่างของเขาพลันถูกเคลือบด้วยสีทองราวกับรูปปั้นทองคำหากเขาไม่ได้ไว้เส้นผมบางคนอาจคิดว่าเป็พระพุทธรูป
“เทียบกับไอ้ตัวนั้นแกไม่เท่าไหร่แถมยังใช้แรงไปเยอะ และข้ายังใช้เคล็ดวิชาแล้ว อย่าหวังว่าจะทำให้เจ็บได้”เว่ยกล่าวอย่างถือดี แต่มีหรืออสรพิษในเงามืดจะใส่ใจ มันยังคงต่อสู้กับเว่ยขณะเดียวกันมันเหลือมองลี่ลี่เป็ระยะๆ เหมือนรอจังหวะเว่ยพลาดแล้วมันจะพุ่งเข้าไปสังหารลี่ลี่
.
.
เหนือขึ้นไปที่ปากหุบเหวร่างเงาอสูรคุ้นตาสามร่างจับจ้องการต่อสู้สองจุดใต้หุบเหวไม่ว่างตา
“ราชันพยัคฆ์ขาวเ้าฝึกฝนได้ไม่เลว หากร่างหลักรับรู้คงนำหนึ่งในห้าคนมาเป็คนรับใช้ประจำกาย”อสูรแมงมุมขนาดั์เอ่ยขึ้น
“แมงมุมมรณะ เ้าไม่พูดก็ไม่มีใครว่าเ้าเป็ใบ้หรอกนะแต่จะพูดถึงร่างหลัก คนสันโดษอย่างเขาไม่มีทางสนใจใคร เพราะเขามีเราไว้ใช้งานแทน”
“ที่เ้าพูดมาข้าเห็นด้วยราชันพยัคฆ์ขาวร่างหลักคงไม่สนใจ นอกเสียจากวันใดวันหนึ่งเขารู้สึกเดียวดายหรือไม่ความคิดก็กลับกลายเป็ดังแมงมุมมรณะ” อสูรหงส์เพลิงขนาดมหึมากล่าว
“ความคิดข้าเป็เช่นไรมันมิใช่เื่ดีรึ หงส์เพลิงะ?”แมงมุมมรณะมองหงส์เพลิงะอย่างไม่เข้าใจ มันสงสัยว่าความคิดมันผิดแปลกตรงไหนเพียงแต่ไม่มีใครให้คำตอบมัน
“ไม่ต้องใส่ใจ แค่หลังจากนี้เ้าต้องเรียนรู้ให้มากอ่านตำราเยอะๆ เข้าหาผู้คนบ่อยๆ ตั้งใจฝึกฝนตามอสูรตนอื่นให้ทัน ที่สำคัญเลิกทำตัวไร้สาระเวลาออกมาจากตันเถียนของร่างหลัก”หงส์เพลิงะร่ายยาว แมงมุมมรณะถึงกับเบือนหน้าหนีราชันพยัคฆ์ขาวยังเลือกเงียบหันเหความสนใจไปยังใต้หุบเหวแต่ไม่วายถูกหงส์เพลิงะเพ่งความสนใจ
“เ้าด้วยราชันพยัคฆ์ขาวรอให้เด็กรุ่นแรกผ่านการฝึกฝน แมงมุมมรณะจะเฝ้าดูเด็กหนึ่งรุ่นสองต่อจากเ้าและข้ารับเฝ้าดูอีกหนึ่งรุ่นต่อจากแมงมุมมรณะระหว่างนี้เ้าเร่งเพิ่มระดับพลังปราณให้เข้าสู่ระดับราชันเทวะ”
“เข้าใจแล้ว เข้าใจแล้วเวลายี่สิบปีข้าตามพวกเ้าทั้งเก้าทันแน่นอน เผลอๆอาจก้าวหน้ากว่าเสียด้วยซ้ำ”
“ไม่ต้องกล่าวถือดีหรอกราชันพยัคฆ์ขาวข้าว่าเ้าให้ความสนใจกับใต้หุบเหวเสียหน่อยจะดีกว่า เหมือนว่าทุกอย่างใกล้สิ้นสุด”แมงมุมมรณะกล่างเตือนราชันพยัคฆ์ขาวกับหงส์เพลิงะพลันเปลี่ยนความสนใจไปใต้หุบเหวนี่มิใช่ว่าเื่ราวการสนทนาระหว่างทั้งสามยังไม่จบแต่ทั้งสามใช้โทรจิตสื่อสารกันต่อจนได้บทสรุป
.
.
ใต้หุบเหว
ยามนี้หานเจ๋อเสี่ยวผิงและจิงจิง ได้สังหารอสรพิษเกล็ดม่วงลงไปได้สำเร็จแต่สิ่งที่ต้องแลกมาอาการาเ็สาหัสของทั้งสาม ถึงขั้นต้องนอนราบลงกับพื้นเหวมิอาจขยับร่างกายไปช่วยเหลืออีกด้านได้ เพราะจำเป็ต้องรักษาตัวกันอย่างช้าๆ
อีกด้านของหุบเหว
อสรพิษในเงามือถูกเว่ยกับลี่ลี่ที่พึ่งฟื้นตัวร่วมมือสังหารผลปรากฏว่าใช้เวลานานกว่าพวกหานเจ๋อไปเกือบหนึ่งอาทิตย์ ถึงสังหารอสรพิษในเงามืดลงได้แต่ดียิ่งกว่าตรงที่ทั้งสองาเ็ไม่มากนัก จะมีก็เพียงาแเล็กน้อยทั่วร่างกระดูกหักสองสามจุด
หลายวันผ่านไป
เด็กทั้งห้าฟื้นฟูอาการาเ็และฟื้นคืนเรี่ยวแรงกลับคืน เกือบกลับมาอยู่ในสภาพสมบูรณ์เสียงของราชันพยัคฆ์ขาวก็ดังก้องไปทั่วหุบเหว
“ยอดเยี่ยมพวกเ้าทำได้ดีมาก พวกเ้าทุกคนสามารถขึ้นมาจากหุบเหวได้”
เสียงของราชันพยัคฆ์ขาวแสนคุ้นหูกระตุ้นความสนใจเด็กทั้งห้าให้บินออกมาจากหุบเหว
เมื่อเด็กทั้งห้าขึ้นมาจากหุบเหวต่างใกับสิ่งที่พบเจอ นอกจากราชันพยัคฆ์ขาวแสนคุ้นเคยยังมีแมงมุมมรณะน่าหวาดกลัว กับหงส์เพลิงะสุดแสนดุดันซึ่งทั้งห้าไม่เคยพบเคยเห็นอสูรทั้งสองมาก่อน
“พวกเ้าขึ้นมาแล้วถือว่าผ่านบททดสอบทั้งหมด สามารถไปจากการทดสอบได้แล้วแต่เื่ระหว่างฝึกฝนจงเก็บเอาไว้เป็ความลับ”
ราชันพยัคฆ์ขาวกล่าวจบเด็กทั้งห้าทำตัวไม่ถูก เพราะคุ้นเคยกับการฝึกฝนและการทดสอบอย่างไรก็ตามผ่านไปสักพัก หานเจ๋อเป็คนแรกที่จากไป ตามด้วยเสี่ยวผิง จิงจิง เว่ย เหลือเพียงลี่ลี่ยังคงยืนนิ่งกลางอากาศผู้เดียวแม้ผ่านไปพักใหญ่นางยังคงไม่จาก
“เ้าผ่านบททดสอบสามารถจากไปได้เหตุใดยังอยู่?” ราชันพยัคฆ์ขาวรู้สึกสงสัยเพราะกำลังเตรียมตัวจากไปพร้อมกับแมงมุมมรณะและหงส์เพลิงะ
“ให้ข้าอยู่ฝึกฝนต่อได้หรือไม่ข้าอยากเป็ผู้ดูแลคนตระกูลรุ่นต่อไป”
ราชันพยัคฆ์ขาวมองลี่ลี่อย่างไม่เข้าใจต่อให้เคยบอกไว้ว่าผู้ไม่สามารถผ่านบททดสอบต้องอยู่ต่อ แต่จากการทดสอบทุกคนล้วนผ่านเกณฑ์ที่ตั้งเอาไว้คือสังหารอสูรเทวะและรอดชีวิต
ระหว่างราชันพยัคฆ์ขาวครุ่นคิดแมงมุมมรณะได้กล่าวขึ้น คำกล่าวของมันทำเอาหงส์เพลิงะมองมันไม่วางตา ราชันพยัคฆ์ขาวยังเลือกไม่สนใจ
“เ้าอยู่ฝึกฝนต่อได้มีข้อแม้เพียงข้อเดียวคือ เ้าต้องเต็มใจเป็ผู้ติดและผู้รับใช้ร่างหลัก”
“ร่างหลัก?” ลี่ลี่พึมพำ แมงมุมมรณะเหมือนคิดอะไรจึงกล่าวอีกครั้ง
“ไม่ๆ ข้าหมายถึง ‘เจียอี้’ เ้าต้องรับใช้เขาเขาเป็เหมือนเ้านายของพวกเรา เพียงยอมรับและตกลง เ้าก็อยู่ฝึกฝนต่อไปได้”
“พวกเรา? หมายถึงท่านเป็พวกเดียวกับท่านราชันพยัคฆ์ขาว”
“ใช่ๆ ถูกต้องแล้ว”แมงมุมมรณะตอบลี่ลี่อย่างรวดเร็ว ราวกับกลัวพลาดอะไรบางอย่างไป แต่สิ่งที่มันไม่คาดคิดเป็ลี่ลี่ตอบตกลงทันที หลังมันกล่าวจบ มันย่อมล่วงรู้ได้ว่าลี่ลี่ตัดสินใจโดยไม่คิดเป็ เพราะคำกล่าวยืนยันอีกทั้งราชันพยัคฆ์ขาวกับหงส์เพลิงะไม่คิดห้ามปราม
“ตกลง! ข้าอยู่ฝึกฝนต่อไปได้ ต่อให้เป็ขี้ข้า ข้าลี่ลี่ก็ยินยอม”
“วาจาเ้าช่างเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ข้าจะฝึกพิเศษให้เ้าอยู่เหนือกว่าระดับเทวะทีเดียวเชียวละ”