ในขณะนั้นหญิงสาวที่เดินอยู่ข้างกายเซียวหยวนิ ตรงมุมปากกลับแต้มไปด้วยรอยยิ้มท่าทางอารมณ์ดีอย่างเห็นได้ชัด ระหว่างเดินก็ส่งเสียงพูดคุยเจื้อยแจ้วไม่หยุด
แม้เซียวหยวนิจะไม่ได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดใบหน้ายังคงนิ่งเงียบ แต่ก็ไม่เ็าเหมือนวันก่อนๆ
ซูเจียวเจียวขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงนึกออกว่าอีกฝ่ายคือใคร
หญิงสาวคนนั้นคือหลี่ตงเหลียน บุตรสาวคนเล็กของหัวหน้ากองผลิตหลี่เกินเซิงนั่นเอง
เป็บุตรคนที่สี่ของบ้านมีพี่ชายสองคน และพี่สาวอีกหนึ่งคน
ในชาติที่แล้วหลี่ตงเหลียนก็ชอบเซียวหยวนิเช่นกัน แต่เธอรังเกียจฐานะที่ไม่ดีของเขาเธอจึงแกล้งทำตัวเป็คนดีคอยช่วยเหลือเซียวหยวนิ เพื่อสร้างความประทับใจขณะเดียวกันก็ไปมาหาสู่กับบุตรชายเศรษฐีจากในเมือง
แม้บุตรชายเศรษฐีผู้นั้นจะหน้าตาค่อนข้างอัปลักษณ์เ้าชู้ และไม่มีความรู้เท่าไร แต่ก็ดีที่บ้านเขามีฐานะร่ำรวยบิดามารดาทำงานอยู่ในสหกรณ์ บิดาเป็รองผู้อำนวยการส่วนมารดาเป็เ้าหน้าที่จัดซื้อ ครอบครัวจึงค่อนข้างมีอันจะกิน
เมื่อเทียบกับเซียวหยวนิแล้วเขาหล่อเหลาและเก่งกาจ แต่ครอบครัวกลับยากจนเกินไป
ทว่าก่อนที่หลี่ตงเหลียนจะได้ตัดสินใจซูเจียวเจียวก็ก้าวเข้ามาแทรกกลางเสียก่อน
หลังจากนั้นหลี่ตงเหลียนก็แต่งงานกับบุตรชายเศรษฐีผู้นั้นไปใน่แรกชีวิตของเธอก็ไม่เลวร้ายนัก ทุกครั้งที่เธอกลับมาเยี่ยมบ้านเธอก็มักจะเยาะเย้ยถากถางซูเจียวเจียวเสมอ
ใครใช้ให้ซูเจียวเจียวแย่งคนรักของเธอไปเล่า?
แต่ภายหลังได้ยินมาว่าหลี่ตงเหลียนคลอดบุตรสาวถึงสามคนติดกัน จนถูกครอบครัวสามีดูถูกเหยียดหยามว่าเป็‘แม่ไก่ที่ฟักแต่ไข่ตัวเมีย’ เธอถูกแม่สามีรังแกสามีก็มีแนวโน้มที่จะใช้ความรุนแรง เวลาเมาเหล้าก็ชอบทุบตีหลี่ตงเหลียนทนอยู่หลายปีก็ทนไม่ไหว ทั้งสองจึงหย่าขาดจากกัน
หลังจากเซียวหยวนิหันมาทำธุรกิจและร่ำรวยขึ้นหลี่ตงเหลียนก็เสียใจจึงกลับมาหาเซียวหยวนิเพื่อสารภาพรักและแสดงความอ่อนแอหวังให้เขาปลอบประโลม
เซียวหยวนิเห็นแก่ความสัมพันธ์ในอดีตจึงช่วยเหลือหลี่ตงเหลียน แต่ก็ไม่ได้ตอบรับรักของเธอ
ทว่าในตอนนี้หลี่ตงเหลียนกับบุตรชายเศรษฐีผู้นั้นเป็เพียง่ ‘ดูใจ’ยังไม่ได้คบกันอย่างเป็ทางการ
หลี่ตงเหลียนมองซูเจียวเจียวด้วยความประหลาดใจ“ยุวชนซู? ทำไมคุณถึงมาอยู่ที่บ้านของพี่หยวนิได้คะ?”
ซูเจียวเจียวเผยรอยยิ้มอย่างเขินอาย“เื่นี้ คุณลองไปถามอาิดูสิคะ”
พูดพลางเธอก็เดินเข้าไปรับกระติกน้ำสีเขียวทหารจากมือของเซียวหยวนิอย่างเป็ธรรมชาติแล้วยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดเหงื่อบนใบหน้าให้เขา
เซียวหยวนิมองซูเจียวเจียวตรงหน้าอย่างตะลึงงันเมื่อกี้เจียวเจียวเรียกเขาว่าอะไรนะ?
อาิ...
ทำไมฟังแล้วรู้สึกลื่นหูนัก?
จนกระทั่งซูเจียวเจียวเช็ดเหงื่อให้เขาเขาก็ยังไม่ได้สติ
หลี่ตงเหลียนรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีเธอเงยหน้ามองเซียวหยวนิ กัดริมฝีปากเบาๆ แล้วถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล“พี่หยวนิ คุณ... คุณสองคน?”
เซียวหยวนิที่จู่ๆก็ถูกขัดจังหวะความคิด อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจแล้วพูดด้วยสีหน้าบึ้งตึง “ผมกับเจียวเจียวแต่งงานกันเมื่อวานนี้”
“แต่งงาน?”
ใบหน้าของหลี่ตงเหลียนซีดเผือดลงในทันทีเสียงของเธอก็แหลมสูงขึ้น “ทำไมถึงแต่งงานกันกะทันหันแบบนี้คะ?ทำไมไม่มีใครบอกฉันเลย?”
หลี่ตงเหลียนทำงานอยู่ที่โรงพิมพ์ในตัวอำเภอปกติแล้วเธอจะกลับมาที่หมู่บ้านได้ก็ต่อเมื่อมีวันหยุดเท่านั้น
วันนี้เป็วันหยุดเธอจึงกลับมาแต่เช้า แต่ก็ยังเสียเวลาไปครึ่งเช้าพอกลับมาถึงหมู่บ้านก็เป็เวลาเที่ยงแล้วเธอบังเอิญเจอเซียวหยวนิที่เพิ่งเลิกงาน จึงรีบร้อนเข้ามาสร้างความประทับใจทว่ากลับได้ยินข่าวการแต่งงานของเซียวหยวนิ
เซียวหยวนิขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ
ซูเจียวเจียวตกตะลึงไปชั่วขณะมองอีกฝ่ายด้วยความประหลาดใจ “สหายหลี่คุณพูดจาแปลกๆ นะคะ ทำไมฉันกับอาิแต่งงานกันถึงต้องบอกคุณด้วย? คุณก็ไม่ใช่ญาติผู้ใหญ่ของหยวนิ ไม่ใช่แม้แต่น้องสาวแท้ๆ ของหยวนิไม่เห็นจำเป็ต้องบอกคุณเลยนี่คะ?”
เซียวหยวนิเงยหน้ามองหลี่ตงเหลียนด้วยสีหน้าเ็าน้ำเสียงเฉยเมยแฝงความห่างเหิน “คุณยุ่งเื่ของคนอื่นมากเกินไปแล้ว”
ใบหน้าของหลี่ตงเหลียนซีดขาวลงไปอีกร่างกายที่บอบบางและผอมเพรียวของเธอดูราวกับจะล้มลงได้ทุกเมื่อชุดกระโปรงสีขาวขับเน้นใบหน้าที่ซีดขาวของเธอให้ดูน่าสงสารยิ่งขึ้นโดยเฉพาะดวงตาของเธอที่แดงก่ำ ดูราวกับว่ากำลังถูกรังแกทำให้ซูเจียวเจียวดูเหมือนเป็ฝ่ายรังแกเธอไปเสียอย่างนั้น
“ฉัน... ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น...”
เซียวหยวนิไม่อยากจะพูดกับเธอต่อแล้ว“ถ้าไม่ใช่ก็ดีแล้ว”
เขาหันหลังดึงซูเจียวเจียวเข้าบ้านก่อนที่ซูเจียวเจียวจะเข้าไปในบ้านเธอยังมองหลี่ตงเหลียนด้วยสายตาที่แสดงความเห็นใจ “ใบหน้าของเธอดูไม่ค่อยดีเท่าไรไม่สบายหรือเปล่าคะ...”
“ไม่ต้องสนใจเธอหรอก”
เสียงเ็าของเซียวหยวนิดังมาจากในบ้านจากนั้นเขาก็ปิดประตูรั้วลง
ซูเจียวเจียวอารมณ์ดีมากเธอวางกระติกน้ำไว้บนโต๊ะในห้องโถงแล้วบอกให้เซียวหยวนิไปล้างมือแล้วมาทานอาหาร
ซูเจียวเจียวเข้าไปในครัวเปิดฝาหม้อ กลิ่นหอมกรุ่นของเนื้อก็ลอยออกมา เซียวหยวนิได้กลิ่นเนื้อหอมกว่าที่เขาเคยทำเองหลายเท่า
ไม่คิดเลยว่าเจียวเจียวที่ดูอ่อนโยนบอบบางจะทำอาหารเก่งถึงเพียงนี้!
เซียวหยวนิคิดไปพลางทานอาหารไปพลางเนื้อที่บ้านหมดแล้ว ข้าวก็เหลือน้อย ต้องหาวิธีหาเนื้อมาเพิ่มแล้วก็ซื้อข้าวด้วย...
ส่วนซูเจียวเจียวก็คิดอยู่ในใจว่าบ่ายนี้คงต้องเข้าเมืองซื้อเสบียงกลับมา ไม่อย่างนั้นคืนนี้ก็ไม่รู้จะทานอะไรแล้ว
แต่เมื่อนึกถึงหลี่ตงเหลียนที่กลับมาพักผ่อนซูเจียวเจียวก็คิดว่าบ่ายนี้เธอคงจะไปในเมืองไม่ได้เพื่อกันไม่ให้หลี่ตงเหลียนไปสร้างความประทับใจหรือแสร้งทำเป็อ่อนแอต่อหน้าเซียวหยวนิ และทำลายความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเขา
ที่บ้านยังเหลือข้าวอีกนิดหน่อยคาดว่าคืนนี้คงพอทานได้ ส่วนกับข้าวก็ยังมีซอสเนื้อวัวเหลืออยู่ครึ่งขวดเดี๋ยวจะเอาเงินไปแลกไข่กับผักจากป้าๆ ในหมู่บ้านก่อน ประทังชีวิตไปก่อนพรุ่งนี้พอหลี่ตงเหลียนกลับเข้าเมืองแล้ว เธอค่อยเข้าเมืองด้วย
เมื่อตัดสินใจได้ดังนั้นซูเจียวเจียวจึงเดินตามเซียวหยวนิไปทำงานในตอนบ่าย
ในตอนแรกเซียวหยวนิไม่เห็นด้วยอากาศตอนนี้ร้อนมาก อีกทั้งพอเขานึกถึงเื่เมื่อคืน ก็กลัวว่าเธอจะเหนื่อยแต่ถึงกระนั้น เซียวหยวนิก็ต้านทานการออดอ้อนของซูเจียวเจียวไม่ได้จึงปล่อยให้เธอไปด้วยกัน
สาเหตุหลักคือเวลาซูเจียวเจียวออดอ้อนเสียงจะนุ่มนวลไพเราะเป็ที่สุด ทั้งอ่อนหวานและอ่อนโยน
เซียวหยวนิกลัวว่าหากเขาไม่ยอมร่างกายของเขาจะอ่อนระทวยไปหมด
ผู้หญิงอ้อนกันแบบนี้เองสินะ...
ตอนออกจากบ้านเขาเอาหมวกฟางใบเดียวที่เหลืออยู่สวมให้ซูเจียวเจียว แล้วสะพายกระติกน้ำสองใบจากนั้นจึงพาซูเจียวเจียวไปที่ฉางเก็บเสบียงส่วนกลางเพื่อรับอุปกรณ์ทำไร่
เมื่อซูเจียวเจียวตามเซียวหยวนิมาถึงฉางเก็บเสบียงส่วนกลางก็เห็นสายตามากมายจับจ้องมาอย่างอยากรู้อยากเห็นโจวเม่ยและจ้าวอวี้เฟินที่อยู่ด้านหน้า เมื่อเห็นว่าซูเจียวเจียวก็มาทำงานด้วยก็อดไม่ได้ที่จะแสดงสีหน้าประหลาดใจ
จากนั้นสีหน้าประหลาดใจของโจวเม่ยก็แปรเปลี่ยนเป็เย้ยหยันในทันที“หึ... คิดว่าแต่งงานกับเซียวหยวนิแล้วจะไม่ต้องทำงานงั้นเหรอ?วันนี้ก็ยังต้องตามลงแปลงเหมือนเดิมนี่นา”
จ้าวอวี้เฟินถอนหายใจเฮือกหนึ่ง“เดิมทีคิดว่าเซียวหยวนิเป็คนขี้สงสาร แต่ดูท่าก็ไม่ใช่แฮะ”
ในชนบทตามปกติแล้ววันรุ่งขึ้นหลังจากแต่งงาน เ้าสาวไม่จำเป็ต้องลงแปลง
เหตุผลไม่ต้องบอกใครๆ ก็รู้
แต่บ่ายนี้ซูเจียวเจียวกลับต้องลงแปลงทำงานแล้ว
เห็นได้ชัดว่าเซียวหยวนิก็ไม่ได้เป็คนดีสักเท่าไร
โจวเม่ยเยาะเย้ยพลางหัวเราะเย็น“ชาวนาต้อยต่ำจะไปรู้จักสงสารใครที่ไหนได้ความดีที่เคยแสดงออกมาก็แค่แกล้งทำเท่านั้นแหละไม่อย่างนั้นจะหลอกคนให้แต่งงานด้วยได้ยังไงกัน!”