จากนั้นอี้ผิงได้พาเสี่ยวฮวาไปเดินเล่นในเมือง แน่นอนว่าเสี่ยวฮวาที่ติดใจรสชาติของเสี่ยวหลงเปา นางกลับไปซื้อเสี่ยวหลงเปาที่ร้านเดิม มา 7 ลูก เ้าของร้านสงสัยที่เห็นเสี่ยวฮวาสั่งเยอะขนาดนี้จึงอดถามขึ้นไม่ได้ว่า
"แม่หนูน้อย เ้าซื้อไปทำอะไรตั้งหลายลูกหรือ"
เ้าของร้านถามไปขณะที่ในมือก็ห่อเสี่ยวหลงเปาไปด้วย
"มีของเสี่ยวฮวา พี่อี้ผิง เสี่ยวหง แล้วก็ว่าที่ท่านพ่อทั้ง3ของเสี่ยวฮวาเ้าค่ะ"
"หืม ว่าที่ท่านพ่อทั้ง3 งั้นหรือ"
อี้ผิงรีบเอ่ยขึ้นแทนว่า
"เป็การละเล่นของเด็กๆ ไม่ต้องสนใจหรอกเ้าค่ะ"
เ้าของร้านจึงเลิกติดใจแต่เปลี่ยนไปตั้งคำถามใหม่แทน
"เอ แต่เมื่อครู่ที่เ้าพูดมาข้านับได้แค่หกลูกเองนะ"
"เสี่ยวฮวากำลังโต เป็ของเสี่ยวฮวา 2 ลูกเ้าค่ะ"
ผู้คนที่ได้ยินต่างพากันหัวเราะชอบใจ จากนั้นพวกนางก็ไปเดินเล่นร้านอื่นๆต่อ ระหว่างทางมีของกินที่เสี่ยวฮวาไม่รู้จักมากมาย นางเดินไปชิมไปตลอดทาง จนบัดนี้สองมือของของทั้ง อี้ผิงและสาวใช้แทบมีไม่มือพอช่วยถือ
ขณะกำลังเดิน พวกนางได้พบกับหยางหรงโดยบังเอิญ เสี่ยวฮวาดวงตาเป็ประกาย เมื่อคืนนางลองคิดทบทวนดูแล้วว่า หยางหรงหล่อเหลาที่สุดในว่าที่ท่านพ่อทั้ง3คนของนาง เขาน่าจะเป็คนที่หล่อเหลาที่สุด แต่เมื่อคืนนางได้ถามอี้ผิงว่าหนึ่งในสามคนนี้ใครหล่อเหลาที่สุด อี้ผิงตอบว่าท่านอาของนางย่อมหล่อเหลาที่สุด ทำให้เสี่ยวฮวาอดลังเลใจไม่ได้ แต่ก็ยังเอนเอียงไปทางหยางหรง
วันนี้หยางหรงออกมาตรวจร้านค้า ระหว่างทางจึงพบกับอี้ผิงและเสี่ยวฮวา
เมื่ออี้ผิงพบหยางหรงจึงเอ่ยทักทายขึ้นว่า
"ถวายบังคมท่านอ๋องน้อยเพคะ"
หยางหรงพยักหน้าน้อยๆเป็เชิงรับรู้ เมื่อเสี่ยวฮวาเห็นดังนั้นจึงรีบเลียนแบบทันที
"ถวายบังคมท่านอ๋องน้อยเพคะ"
พร้อมทำท่าทางย่อตัวเลียนแบบอี้ผิง แต่ไหนเลยจะออกมางดงามเหมือนอี้ผิง กลับกลายเป็ล้มก้นจ้ำเบ้าแปะลงไปกับพื้น ก่อนจะลุกขึ้นมายืนสงบนิ่งข้างๆอี้ผิงอย่างรวดเร็ว พร้อมใบหน้าแดงเล็กน้อยแล้วก้มหน้าลงอย่างเขินอาย
เมื่อเห็นดังนั้นแม้หยางหรงจะเป็คนสงบเยือกเย็นเพียงใด ก็ยังอดยิ้มมุมปากออกมาไม่ได้ ก่อนจะถามขึ้นว่า
"พวกเ้าไปไหนกันหรือ"
"พวกหม่อมฉันกำลังจะไปทานอาหารกลางวันกันเพคะ ทูลเชิญท่านอ๋องไปด้วยกันนะเพคะ"
อี้ผิงถามขึ้นตามมารยาท นึกไม่ถึงว่าหยางหรงจะตอบรับ ดังนั้นทั้งสามคนจึงเดินไปพร้อมกัน และหยุดอยู่ที่ร้านบะหมี่เล็กๆร้านหนึ่ง
หยางหรงปรายตามองร้านบะหมี่ปราดหนึ่งก่อนจะเดินเข้าร้าน ทำให้อี้ผิงสงสัย ตอนแรกนางนึกอยากแกล้งหยางหรงด้วยการพามาร้านเล็กๆข้างทาง แต่เขากลับเดินเข้าร้านโดยไม่สนใจ ทำให้นางรู้สึกขัดใจ แต่ก็พาเสี่ยวฮวาเดินตามเข้าไป
"คุณชาย คุณหนูทั้งสอง เชิญขอรับ"
เสี่ยวเอ้อต้อนรับอย่างกระตือรือร้น กลิ่นหอมน้ำซุปลอยมาแต่ไกล ทำให้เสี่ยวฮวากลืนน้ำลาย สายตาจ้องมองไปทางซุปหม้อนั้น
"รับอะไรดีขอรับ"
หยางหรงมองไปทางอี้ผิงเป็เชิงบอกว่า 'เ้าสั่งให้ข้าด้วย'
อี้ผิงเห็นสายตาที่ส่งมาได้แต่หงุดหงิดอยู่ในใจ แต่ก็ยังสั่งไปว่า
"บะหมี่น้ำ3ชาม ขอของแกล้มด้วย2อย่างนะ"
"สักครู่ขอรับ"
ระหว่างรอ อี้ผิงก็พูดคุยกับเสี่ยวฮวา แต่สายตาของเสี่ยวฮวามักมองไปทางหยางหรง ส่งสายตาเป็ประกายวาดหวังไปเป็ระยะๆ
หยางหรงไม่สนใจสายตาสื่อความหมายนั้นมากนัก เขาแค่อยากฆ่าเวลาจึงตอบรับคำเชิญของอี้ผิง คิดไม่ถึงว่าอี้ผิงจะพาเขามากินของข้างทาง นับั้แ่จำความได้ เขาถูกเสด็จพ่อเสด็จแม่คาดหวัง หากเขาทำหรือพูดอะไรผิดพลาดมักจะโดนทำโทษอย่างหนักอยู่เสมอ เขาจึงไม่เคยทำอะไรที่ผิดไปจากกรอบที่ถูกตีให้ และไม่พูดอะไรเกินความจำเป็ จึงทำให้เขาไม่เคยกินของข้างทางเช่นนี้
อย่าว่าแต่อาหารข้างทางเช่นนี้เลย แม้แต่อาหารนอกภัตรคารอันดับ1 เขายังแทบไม่เคยัั
ระหว่างที่หยางหรงคิดอะไรเรื่อยเปื่อย บะหมี่น้ำ3ชามถูกนำมาวางอยู่ตรงหน้าพวกเขา
เสี่ยวฮวาไม่รอช้า จัดการอาหารตรงหน้าอย่างรวดเร็ว
"ท่านลุง บะหมี่ชามนี้หอมและอร่อยมากๆเลยเ้าค่ะ"
เ้าของร้านได้ยินก็ยิ้มอย่างดีอกดีใจ
อี้ผิงเริ่มลงมือจัดการบะหมี่ตรงหน้าเช่นกัน แต่หยางหรงยังคงนั่งมองอยู่เฉยๆ
เมื่ออี้ผิงเห็นดังนั้นก็อดถามขึ้นมาไม่ได้ว่า
"ท่านไม่กินหรือ อย่าบอกนะว่าท่านไม่เคยกิน"
น้ำเสียงบ่งบอกถึงความประหลาดใจ แม้นางจะไม่ได้กินของแบบนี้บ่อยนัก แต่ก็ยังเคยออกมาเที่ยวเล่น ลิ้มรสอาหารในตลาดนี้อยู่บ้าง แต่เมื่อคิดได้ว่าคนตรงหน้ามีศักดิ์เป็อ๋อง ก็พยักหน้าน้อยๆอย่างพอจะเข้าใจได้
หยางหรงเห็นสีหน้าท่าทางของอี้ผิงก็เข้าใจว่านางดูแคลนจึงหยิบตะเกียบคีบบะหมี่เข้าปากคำหนึ่ง ก่อนจะคีบเข้าปากอย่างต่อเนื่อง
เสี่ยวฮวาเห็นดังนั้นจึงยิ้มตาหยีแล้วถามขึ้นว่า
"อร่อยอย่างที่เสี่ยวฮวาบอกไว้ไหมเ้าคะ"
หยางหรงปรายตามองแต่ไม่ตอบอะไร เขาวางมาดเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าเป็เชิงตอบรับ
ก่อนที่ทันจะได้พูดคุยอะไรต่อ ได้มีเสียงแทรกขึ้นมาทางด้านข้างอี้ผิงว่า
"อุ๊ยต๊ายนึกว่าใครมานั่งกินของต่ำๆแบบนี้"
ไป๋หงเดินมาพร้อมบุรุษผู้หนึ่ง หยางหรงนั่งอยู่มุมเสาฝั่งตรงข้ามอี้ผิงและเสี่ยวฮวา ทำให้ไป๋หงมองเห็นแค่ว่ามีคนนั่งตรงข้าม2คนนั้น แต่ไม่เห็นว่าเป็ใคร นางก็ไม่ได้สนใจมากนัก ด้วบไม่คิดว่าจะเป็หยางหรง
"น้องเล็ก สตรีนางคือใครหรือ"
บุรุษที่มาพร้อมไป๋หงคือไป๋ไห่พี่ชายแม่เดียวกับนาง สายตากรุ้มกริ่มของเขาจับจ้องไปทางอี้ผิง
"ไม่ได้ยินหรือไง พี่ชายข้าถามว่าเ้าเป็ใครยังไม่ตอบอีก เสียมารยาทจริงๆ"
อี้ผิงเพียงมองหน้าไป๋หงและไม่โต้ตอบสิ่งใด
เมื่อเห็นดังนั้นเสี่ยวฮวาจึงอดสงสัยแล้วถามขึ้นไม่ได้ว่า
"เอ๋ คำถามที่ว่า 'น้องเล็ก นางคือใครหรือ' สรุปน้องเล็กคือพี่อี้ผิงหรือเ้าคะ"
" เอ๊ะนังเด็กนี่ พ่อแม่ไม่สั่งสอนหรือไงว่า 'การพูดแทรกผู้อื่นเป็การกระทำของคนไม่มีการศึกษา'"
ไป๋หงได้ทีจึงนำคำพูดที่เสี่ยวฮวาเคยว่านางที่ภัตรคารมาใช้กลับคืน
" แต่เสี่ยวฮวาไม่ได้พูดแทรกเหมือนท่านป้าสักหน่อย ท่านป้าพูดแทรกตอนคนอื่นคุยกัน แต่เสี่ยวฮวาพูดตอนที่ไม่มีใครอยากพูดกับท่านป้าแล้วต่างหาก"
เสี่ยวฮวายังกล่าวต่อไปอีกว่า
"ท่านอยากคุยกับพี่อี้ผิง แต่พี่อี้ผิงไม่อยากพูดกับท่าน เช่นนี้ไม่เรียกว่าพูดคุยกัน แต่เป็พูดเองเออเองเ้าค่ะ"
" นังเด็กบ้า แกเรียกใครป้า เชิญอยู่ที่ต่ำๆกับพวกชั้นต่ำไปเถอะ เชอะ ท่านพี่อย่าไปเกลือกกลั้วกับพวกชั้นต่ำเลยเ้าค่ะ เราไปกันเถอะ"
ไป๋หงเน้นที่คำว่าชั้นต่ำจนคนฟังอดรู้สึกโมโหไม่ได้
แต่ก่อนที่ไป๋หงจะจากไป เสนาบดีลู่ที่ผ่านมาทางนี้ได้เอ่ยทักทายขึ้นว่า
"ถวายบังคมพะยะค่ะ ท่านอ๋องน้อย มาทำอะไรกันครึกครื้นจริงเชียว"
เมื่อได้ยินว่าคนที่นั่งอยู่คือหยางหรง ไป๋หงถึงกับเข่าอ่อน ยังดีที่ไป๋ไห่จับนางไว้ทัน ไม่เช่นนั้นได้ล้มก้นจ้ำเบ้าท่าเดียวกับเสี่ยวฮวาก่อนหน้านี้แน่
"ถะ... ถวายบังคมเพคะท่านอ๋องน้อย"
ไป๋หงรีบเอ่ยขึ้นเมื่อหายใ
หยางหลงปรายตามองไป๋หงอย่างไม่พอใจนัก เมื่อครู่คำว่า 'พวกชั้นต่ำ' นางหมายรวมถึงเขาไปด้วย
เสนาบดีลู่เห็นเหตุการณ์ตรงหน้าดูกระอักกระอ่วนจึงอดเอ่ยคลี่คลายสถานการณ์ไม่ได้ว่า
"อี้ผิงกับเสี่ยวฮวา ออกมาเดินเล่นหรือ"
"เ้าค่ะท่านอาลู่ ท่านอาก็ออกมาเดินเล่นหรือเ้าคะ"
อี้ผิงถามขึ้นตามมารยาท
"อาออกมาธุระน่ะ แต่ตอนนี้เรียบร้อยแล้ว"
เสนาบดีลู่ตอบกลับ ก่อนจะหันไปเห็นสองพี่น้องตระกูลไป๋
"อ้าวไป๋ไห่กับไป๋หงก็อยู่ด้วยหรือ"
ไป๋หงที่ยังคงหน้าเสียจากเมื่อครู่ไม่กล้าพูดอะไร เป็ไป๋ไห่ที่กล่าวตอบไปว่า
" ข้ากับน้องสาวออกมาเดินเล่น บังเอิญพบกับทุกท่านที่นี่จึงแวะทักทายขอรับ"
ไป๋ไห่พูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไม่ได้รู้สึกกระอักกระอ่วนกับเื่ที่น้องสาวทำก่อนหน้านี้ ก่อนจะพูดต่อไปว่า
"ถ้าเช่นนั้นข้าและน้องสาวขอตัวก่อนแล้วกันนะขอรับ กระหม่อมทูลลาท่านอ๋องน้อย"
แล้วทั้งสองก็รีบจากไป
เสนาบดีลู่งุนงงกับเหตุการณ์อยู่ตรงหน้าเล็กน้อย แต่ก็เข้าไปนั่งสนทนากับทั้งสามในร้านบะหมี่
เสี่ยวฮวาจ้องมองใบหน้าของเสนาบดีลู่ก่อนจะหยิบกระดาษกับแท่งถ่านที่พกติดตัวขึ้นมาขีดๆเขียนๆ
เสนาบดีลู่อดสงสัยไม่ได้จึงเอ่ยถามขึ้นว่า
"แม่หนูน้อย เ้าทำอะไรอยู่รึ"
เขารู้สึกถูกชะตาเด็กน้อยผู้นี้อยู่มากจึงอยากพูดคุยกับนางสักหน่อย
"ข้าชื่อเสี่ยวฮวาเ้าค่ะ ไม่ใช่แม่หนูน้อย"
เสี่ยวฮวาพูดขึ้นก่อนจะเอ่ยต่อไปว่า
"เสี่ยวฮวากำลังจัดลำดับความหล่อเหลาอยู่เ้าค่ะ"
เพราะเมื่อวานนี้นางพบเสนาบดีลู่ไม่นานนัก จึงไม่มีเวลาสังเกตใบหน้าของเขา วันนี้เมื่ออีกฝ่ายมานั่งอยู่ตรงหน้า ทำให้เสี่ยวฮวามีเวลาพิจารณาใบหน้าของเขาเทียบกับอีกสองคน
ก่อนหน้านี้นางจัดลำดับให้เขาอยู่ที่สาม แต่ตอนนี้นางเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าจะให้เข้าอยู่ที่สองหรือที่สามดี แต่แน่นอนลำดับหนึ่งสำหรับเสี่ยวฮวายังคงเป็หยางหรง
"หืม เ้าจัดลำดับลำดับความหล่อเหลาอะไรงั้นหรือ"
เสนาบดีลู่ที่ยังไม่รู้เื่ราวถามขึ้น หยางหรงอดสงสัยขึ้นไม่ได้เช่นกัน เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางคิดตาม เขาคิดว่าเขาพอจะเดาได้บ้าง แต่เมื่อได้ยินคำตอบของเสี่ยวฮวา ก็อดรู้สึกกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง
"จัดลำดับความหล่อเหลาของท่านอ๋องน้อยหยาง ท่านแม่ทัพอี้ แล้วก็ท่านเสนาบดีลู่เ้าค่ะ"
"งั้นข้าอยู่อันดับที่เท่าไหร่"
"ท่านอยู่ที่สามเ้าค่ะ"
เสนาบดีลู่งุนงง ก่อนจะเอ่ยอย่างติดตลกว่า
"เหตุใดข้าถึงอยูที่สามล่ะ ข้าว่าข้าหล่อเหลากว่าแม่ทัพอี้นะ"
เสนาบดีลู่แม้ไม่งดงามหยดย้อยเช่นไป๋หาน แต่เรียกได้ว่าหล่อเหลาเฉกเช่นบัณฑิต มิได้หล่อเหลาเช่นนักรบ อายุใกล้เคียงกับแม่ทัพอี้ แต่เขามีอายุน้อยกว่าเล็กน้อย เขาเป็ชายโสดที่ยังไม่แต่งงานเช่นกัน มีคนเล่าลือกันว่าเขาและแม่ทัพอี้เป็คู่ขากัน เนื่องจากทั้งคู่มักไปไหนมาไหนด้วยกัน แต่ในความจริงทั้งคู่ร่วมงานกันค่อนข้างบ่อยครั้ง ช่วยไม่ได้ที่ทั้งสองจะไปไหนมาไหนด้วยกัน หากถามว่าเขาหรือแม่ทัพอี้หล่อเหลากว่า เขาเชื่อว่าตัวเองต้องหล่อเหลากว่าแน่นอน
"เสี่ยวฮวาคิดว่าท่านอ๋องหยางหล่อเหลาที่สุด แต่พี่อี้ผิงบอกว่าท่านแม่ทัพอี้หล่อเหลากว่า เสี่ยวฮวาเลยให้ท่านเสนาบดีลู่อยู่ที่ 3 เ้าค่ะ"
หยางหรงได้ยินดังนั้นจึงตวัดสายตามองไปทางอี้ผิง ตรงไหนกันที่นางบอกว่าแม่ทัพอี้หล่อเหลากว่าเขา
"แล้วคนที่หล่อเหลาที่สุดจะได้อะไรหรือ"
"คนที่หล่อเหลาที่สุดจะต้องเป็ท่านพ่อของเสี่ยวฮวาแน่ๆเ้าค่ะ"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หยางหรงได้แต่คิดในใจว่า งั้นข้าไม่ขออยู่ที่หนึ่งก็แล้วกัน
ทางฝ่ายเสนาบดีลู่แม้เข้าจะอยากมีบุตร แต่ชาตินี้คงเป็ไม่ได้ เขาจึงมองทางเสี่ยวฮวาอย่างเอ็นดู
อี้ผิงอดหัวเราะขึ้นมาไม่ได้ก่อนจะเอ่ยว่า
"ท่านอาลู่ นี่เป็จินตนาการของเด็ก ท่านอย่าถือสาเลยเ้าค่ะ"
แล้วทั้งสองก็หัวเราะออกมา เสี่ยวฮวาได้แต่เบิกตาโต นางไม่ได้จินตนาการเสียหน่อย ท่านแม่บอกเช่นนี้จริงๆ แต่นางไม่ได้เอ่ยแทรกขึ้นขณะที่อี้ผิงและเสนาบดีลู่พูดคุยกัน
เวลาล่วงเลยไปจนยามเว่ย คนทั้งกลุ่มต่างแยกย้ายจากกัน อี้ผิงและเสี่ยวฮวาเดินทางกลับจวนแม่ทัพอี้ ขณะก้าวเข้าจวน พวกนางได้ยินเสียงดังโวยวายมาจากภายใน อี้ผิงรีบก้าวเข้าไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพบบ่าวรับใช้ในจวนหลายคนพากันวิ่งวุ่นไปหมด พวกเขากำลังไล่จับห่านตัวหนึ่งที่กำลังวิ่งหนีสุดชีวิต
เมื่อห่านตัวนั้นสบสายตาเข้ากับเสี่ยวฮวา มันรีบถลาเข้าหาเสี่ยวฮวาเหมือนที่ทำเมื่อครั้งอยู่ภัตรคารฟู่ แต่ครั้งนี้มันฉลาดขึ้นมาก มันไม่ะโเข้าอ้อมแขนของเด็กน้อย แต่มันเลือกที่จะหลบอยู่ด้านหลังของนางแทน
อี้ผิงที่เห็นดังนั้นจึงะโถามขึ้นเสียงดังถามบ่าวรับใช้ที่ล้มระเนระนาดว่า
"นี่มันเกิดอะไรขึ้น"
ชายชราผู้าุโที่สุดในกลุ่มเอ่ยตอบว่า
"เรียนคุณหนู เมื่อตอนสายมีหญิงนางหนึ่งเข้ามาขอพบแม่ทัพอี้ในจวน แต่ห่านตัวนี้กลับวิ่งเข้าไปจิกตีหญิงนางนั้นขอรับ"
"ใครมาขอพบท่านอางั้นหรือ"
"เป็แม่สื่อจากตระกูลจู้ เห็นว่าจะมาพูดคุยเื่มงคลกับท่านแม่ทัพขอรับ"
ชายชราหยุดพูดนิดหนึ่งก่อนจะเอ่ยต่อว่า
"เนื่องจากท่านแม่ทัพไม่อยูที่จวน บ่าวจึงจะให้นางรออยู่ที่ห้องโถง แต่ยังไม่ทันถึง ห่านตัวนี้ก็วิ่งเข้ามา..."
เขาเล่าไปพลางส่งสายตาไปพลาง เขากลัวห่านตัวนี้จะลุกขึ้นมาไล่จิกตีเขา แต่ห่านตัวนั้นกลับเอาแต่หลบอยู่ด้านหลังเสี่ยวฮวา ราวกับจะฟ้องว่า 'พวกเขารังแกข้า'
อี้ผิงได้ยินดังนั้นอดถามต่อขึ้นมาไม่ได้ว่า
"แล้วแม่สื่อท่านนั้นเล่า"
ชายชรามัวแต่พูดคุยกับคุณหนูจนลืมเข้าไปช่วยแม่สื่อที่ถูกห่านไล่จิก ตกไปอยู่ในพุ่มไม้
"โอ้ยยย ช่วยข้าด้วย ช่วยข้าด้วย"
เมื่อทั้งกลุ่มหันไปตามเสียง ก็ปะทะเข้ากับสตรีร่างท้วม ผมเผ้ารุงรัง เนื้อตัวมอมแมมสกปรกเต็มไปด้วยเศษใบไม้ใบหญ้า ซ้ำบนเสื้อผ้าบางจุดยังมีรูจากการโดนจิกอีกด้วย นางสวมชุดสีแดงสด ใบหน้าขาว ชาดสีแดงเลอะปากจนดูคล้ายเื กลิ่นแป้งหอมฟุ้งกระจาย
เสี่ยวฮวาจ้องมองไปที่สตรีนางนั้นด้วยดวงตาเป็ประกายก่อนจะเอ่ยขึ้นเสียงดังว่า
"เจียงซือ"
"นังเด็กบ้า แกว่าใครเป็ผีดิบ"
เสียงแหลมปรี๊ดพูดขึ้น
------------------------------
*เจียงซือหมายถึง ผีดิบ ผีดูดเื ผีกองกอย เป็ผีจำพวกแวมไพร์หรือซอมบี้ตามความเชื่อของจีน
เจียงซือ เชื่อว่าเป็แวมไพร์ที่อาศัยนอนหลับอยู่ในโลงศพหรือถ้ำในเวลากลางวัน และในเวลากลางคืนจะออกหากินด้วยการดูดเืของมนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ด้วยการะโ เจียงซือมีผิวที่ขาวซีดและมีขนยาว ซึ่งเกิดจากเชื้อรา ที่เจริญเติบโตบนร่างกายแต่ถ้าเจียงซือะโข้ามกระสอบข้าว จะก้มลงนับเมล็ดข้าวทุกเมล็ด ซึ่งวิธีป้องกันเจียงซือ บางครั้งจะใช้การโปรยเมล็ดพืชหรือข้าวไว้ตามทางเดินหรือหลังคาบ้าน เพื่อถ่วงเวลาให้เจียงซือนับเมล็ดข้าวจนถึงเช้าซึ่งวิธีการเช่นนี้ก็เป็วิธีเดียวกันกับการป้องกันแวมไพร์ของยุโรป ที่มา : wikipedia