ตอนที่ 22 ฮวาอิ่งเม่ยผู้โเี้ (2)
“คุณหนู ท่านเป็อะไรไปเ้าคะ” ชิวเอ๋อร์ไหนเลยยังจะสนใจหลีเซียงอีก พุ่งพรวดเข้าหาฮวาอิ่งเม่ย ยื่นมือขวางการฉีกทึ้งเสื้อผ้าของนางไว้
หลีเซียงพอเห็นว่ายาออกฤทธิ์แล้ว ก็ยิ้มออกมาร้องะโว่า “พวกเ้ายังจะรออะไรอีก นี่เป็ของขวัญที่ฮูหยินมอบให้พวกเ้า เสพสุขกันให้ดีเถอะ”
“แม่นางหลีเซียง พวกเราจะไม่ลืมความเมตตาของฮูหยินเลยขอรับ” พวกองครักษ์ที่ด้านนอกศาลาพากันขานรับเสียงดัง จากนั้นวางกระบี่ที่พกติดตัวแล้วเดินเข้าศาลาไปพร้อมรอยยิ้มหื่นกระหาย
“พวกเ้าสุนัขรับใช้ พวกเ้าจะทำอะไรน่ะ” ชิวเอ๋อร์คุ้มกันฮวาอิ่งเม่ยถอยไปด้านหลัง ตวาดเสียงเข้มด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
“ทำอะไรรึ” เจินหรูจี๋แค่นหัวเราะคำหนึ่ง สายตาโลมเลียกวาดมองไปทั่วร่างฮวาอิ่งเม่ย เขาขยับเข้าใกล้พลางปลดสายรัดเอวตัวเอง “คิดจะทำอะไรรึ อีกเดี๋ยวเ้าก็จะรู้เอง”
“คุณหนูเป็บุตรสาวภรรยาเอกของจวนแม่ทัพใหญ่นะ พวกเ้ากล้ารึ!” ชิวเอ๋อร์หวาดกลัวสุดขีด แต่ยังปกป้องฮวาอิ่งเม่ยไว้ในอ้อมกอด
“บุตรสาวของภรรยาเอกรึ เทียบกับฮูหยินแล้ว นางนับเป็อะไรได้” เจินหรูจี๋มองดูฮวาอิ่งเม่ยที่ใบหน้าแดงก่ำล้มตัวอยู่ในอ้อมกอดของสาวใช้ รู้สึกคอแห้งผากขึ้นมา เขาต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า ฮวาอิ่งเม่ยนี่ ช่างยั่วยวนกวนกิเลสเสียจริง
เชียนอวี่หยางยืนอยู่บนกิ่งไม้ ภาพตรงหน้าทำให้เขาขมวดคิ้วแน่น เขานึกไม่ถึงเลยว่า หญิงโง่นี้จะเป็ฮวาอิ่งเม่ยที่พี่รองของเขาถอนหมั้น แต่ที่คาดไม่ถึงยิ่งกว่าคือ จวนตระกูลฮวาสกปรกกว่าที่คิดเสียอีก เหตุใดเขาจึงจำไม่ได้ว่าจวนแม่ทัพใหญ่มีฮูหยินแล้ว และฮูหยินที่ว่านั่นแม้แต่บุตรสาวภรรยาหลวงพวกเขายังไม่เห็นอยู่ในสายตาเลย
แม้เชียนอวี่หยางจะไม่อยากสอดมือเข้ามายุ่งด้วย แต่เห็นคนตกอยู่ในอันตรายโดยไม่ช่วยก็ไม่ได้เสียด้วย ขณะคิดลงมือนั้นเอง เสียงแค่นหัวเราะเย็นเยียบก็ดังเข้าหู
“อ๋อ อย่างนั้นรึ” เสียงใสเย็นราวกับน้ำแข็งที่ยังไม่ละลาย ราดรดจนไฟที่รุ่มร้อนอยู่ดับมอดในพริบตา ร่างงามอ้อนแอ้นลุกขึ้นยืนช้าๆ ท่ามกลางสายตาตื่นตระหนกทุกคู่ ฮวาอิ่งเม่ยจัดปกเสื้อที่ตัวเองดึงจนยับย่นให้เรียบร้อย สายตาเยียบเย็นกวาดมองทุกคนในที่นั้น
“เ้า...” มือที่กำลังถอดเสื้อผ้าของเจินหรูจี๋ชะงักกึก มองหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายตาเหลือเชื่อ จากนั้นหันไปมองหลีเซียงที่ยืนอยู่ด้านข้างด้วยสายตากราดเกรี้ยวด้วยเพลิงโทสะ หรือว่าทุกอย่างตรงหน้าเป็เพียงละครฉากหนึ่ง แท้จริงแล้วหลีเซียงทรยศต่อฮูหยินแต่แรก น้ำเมื่อครู่นั้นไม่ได้เจือยาปลุกสวาท ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้พวกเขาติดกับดักหรือ
สายตาอาฆาตแค้นของเจินหรูจี๋ทำเอาหลีเซียงหนาวเยือกในหัวใจ รีบอธิบายว่า “องครักษ์เจิน ข้าให้นางดื่มยาปลุกสวาทไปแล้วจริงๆ นะ ข้าเองก็ไม่รู้ว่าเหตุใดนางถึงไม่เป็ไร”
“ยาปลุกสวาทรึ” เสียงทุ้มต่ำระคนเย้ยหยัน เมื่อชาติก่อนอะไรบ้างที่นางไม่เคยพบเจอมา กลเม็ดเล็กน้อยแค่นี้คิดจะทำร้ายนางได้งั้นหรือ
สายตาเช่นนี้อีกแล้ว ดวงตาลึกล้ำดำมืดของฮวาอิ่งเม่ยคู่นั้น ทั้งที่ไม่บอกอารมณ์อะไรเลยแท้ๆ กลับทำให้เจินหรูจี๋หนาวเยือกทั้งกายใจ
“หึ หากเ้ากินยาปลุกสวาท พอเสร็จเื่ยังสามารถไว้ชีวิตเ้า แต่ตอนนี้...” เจินหรูจี๋ดวงตาฉายแววเหี้ยมเกรียมออกมา ต่อให้นางไม่กินยาปลุกสวาทแล้วเป็ไร ก็แค่สวะที่อ่อนแอไร้กำลังขัดขืนอยู่ดี
เจินหรูจี๋พูดพลางโบกมือ เหล่าองครักษ์ด้านหลังเขาก็เข้าโอบล้อมฮวาอิ่งเม่ยกับชิวเอ๋อร์เอาไว้
เจินหรูจี๋เหยียดยิ้มพลางย่างสามขุมเข้าหา ฝ่ามือหยาบใหญ่ทรงพลังของเขาคว้าหมับเข้าที่มือของฮวาอิ่งเม่ย ดวงตานางสาดประกายเย็นเยียบประดุจมีด เสียงดัง “ขวับ” เมื่อนางชักกระบี่อ่อนที่คาดเอวไว้ออกมา เจินหรูจี๋เพียงรู้สึกว่าเบื้องหน้าปรากฏลำแสงกรีดผ่านวูบหนึ่ง ข้อมือเจ็บแปลบอย่างแรง
เสียง “ตุบ” ดังขึ้น ไม่ทราบเป็สิ่งของอะไรหล่นพื้น
“อ๊าก!” จากนั้นก็เป็เสียงแผดร้องโหยหวนดังแหวกม่านรัตติกาลออกมา เจินหรูจี๋กุมข้อมือที่ว่างเปล่าเอาไว้ เขามองดูข้อมือที่ไม่เหลืออะไรอยู่อีก
มือของเขา มือของเขา...
ริมฝีปากแดงสดของฮวาอิ่งเม่ยเผยรอยยิ้มอันโเี้ออกมา นางทิ้งมือลง โลหิตสดๆ บนกระบี่ยาวหยดลงพื้น ยามนี้ทุกคนจึงเห็นมือขาดที่นางเหยียบไว้ใต้ฝ่าเท้า
สายลมโชยพัดผมยาวสยายที่ด้านหลังของนาง ในเวลานั้น เงาร่างของฮวาอิ่งเม่ยหลอมรวมเข้ากับความมืดมิดที่ด้านหลัง เหลือเพียงดวงตาที่กระหายเืของนางคู่นั้น คล้ายเป็ดวงตาของมารร้ายที่หลบซ่อนตัวอยู่ในเงามืด รอให้มนุษย์ผู้โง่เขลาพลัดลงสู่บ่วงที่ดักรอไว้อย่างช้าๆ
“อี๋เหนียงสามช่างใจป้ำนัก ถึงกับส่งคนสนิทของตัวเองมาแก้เบื่อให้ข้า” นางหัวเราะออกมาเบาๆ ทั้งที่เส้นเสียงเสนาะหูเป็ที่สุด แต่กลับทำให้หัวใจของทุกคนราวตกวูบสู่ก้นบึงน้ำที่เย็นเฉียบ
ฮวาอิ่งเม่ยโบกมือ กระบี่ยาวตวัดฝ่าอากาศ จนเกิดเสียงที่ชวนให้คนหัวใจหยุดเต้น ริมฝีปากแดงเผยอยิ้มงามบาดตาออกมา รอยยิ้มนี้เจิดจรัสจนทำให้สรรพสิ่งในโลกคล้ายจืดจางไร้สีสันไปเลย
พวกองครักษ์ถูกรอยยิ้มตรึงจิตไว้ แต่เพียงพริบตาที่ตื่นตะลึง ลำคอเย็นวาบทำให้พวกเขาเบิ่งตากว้างอย่างประหลาดใจ โลหิตไหลซึมจากลำคอจนชุ่มโชกเสื้อผ้าในพริบตา ความตาย...ที่แท้ง่ายดายเพียงนี้เอง
ซากศพที่ยังอุ่นล้มลงกับพื้นทีละศพ หลีเซียงตื่นตระหนกจนขวัญหนีดีฝ่อกับภาพตรงหน้าไปแต่แรก ยามนี้เข่าอ่อนระทวยทรุดลงกับพื้น ใจนฉี่ราดออกมา
ชิวเอ๋อร์ยืนอยู่ด้านหลังฮวาอิ่งเม่ย นางใบหน้าซีดขาว ตลอดร่างสั่นระริกด้วยความกลัว แต่นางไม่ได้กรีดร้องและร้องไห้ฟูมฟาย เพียงเพ่งตามองไกลออกไปที่เบื้องหน้าอย่างแน่วแน่
ไม่นาน ศาลาพักร้อนก็กลายเป็ขุมนรก หลีเซียงกรีดร้องอย่างหวาดกลัวคำหนึ่งแล้วล้มลงกับพื้น
ยามนี้นอกจากฮวาอิ่งเม่ยกับชิวเอ๋อร์แล้ว ไม่เหลือสิ่งมีชีวิตอีก
ฮวาอิ่งเม่ยเช็ดกระบี่ยาวในมือ ศีรษะก้มต่ำไม่บอกอารมณ์ใดๆ “ชมละครมาตั้งนานแล้ว น่าจะดูพอแล้วกระมัง!” กล่าวจบ นางพลันตวัดกระบี่