บทที่ 10
ณ ห้วงสมุทรสีคราม ทะเลตงไห่
หลังจากที่เยว่ฉีและิหลันช่วยบุรุษพวกนั้นแล้วก็มุ่งหน้ากลับมายังตำหนักกลางท้องทะเลตงไห่
“ท่านเทพ ที่ผ่านมาท่านอาศัยอยู่ที่นี้หรือ” ิหลันเอ่ยขึ้นหลังจากที่เงียบไปนาน นางสอดส่องสายตาไปทั่วตำหนักกลางน้ำก็นึกแปลกใจ ศิษย์พี่รองมาจากเผ่าหงส์แดงซึ่งมีธาตุไฟเป็ธาตุเกื้อหนุนส่งเสริมปราณเซียนเหตุใดถึงได้อาศัยอยู่ท่ามกลางท้องทะเลคลั่งแห่งนี้ได้
“เป็ที่นี้ ิหลันเ้าเรียกข้าว่า พี่สาว เช่นเดิมเถิด” เยว่ฉีเอ่ยตอบิหลันเสียงเรียบ นางรู้สึกผิดกลับคำพูดก่อนหน้าที่รุนแรงเกินเหตุเลยเอ่ยปากแก้คำกับิหลันใหม่
“ท่านอย่ากังวลไปเลยท่านเทพ ที่ท่านพูดก็ใช่ว่าไม่มีเหตุผล” ิหลันตอบกลับกลับด้วยรอยยิ้ม นางรู้สึกเช่นนั้นจริงมิใช่แกล้งทำ ถึงคราแรกจะงุนงงไปบ้างแต่กาลเวลาเพียงนิดทำให้นางคิดได้ว่าสิ่งที่ศิษย์พี่รองกล่าวใช่ว่าไร้เหตุผลไปเสียหมด
เยว่ฉีที่ได้ฟังก็รู้สึกโล่งใจและหนักใจไปพร้อมกัน หากปล่อยไว้เช่นนี้จะดีแน่หรือ
“ท่านเทพ แต่ข้าสงสัยคำพูดท่านเื่หนึ่ง โปรดชี้แจ้งข้าด้วย” ิหลันเอ่ยออกมาอย่างหนักแน่น
เยว่ฉีหันกลับไปมองนางแล้วพยักหน้ารับ เชิงอนุญาติให้พูดต่อ
ิหลันเห็นเยว่ฉีตอบรับด้วยท่าทีสุขุมเช่นดังเดิมก็เบาใจขึ้นหลายส่วน ก่อนหน้านั้นถึงนางจะสงสัยมากมายเพียงใดก็ต้องปิดปากเงียบ เพราะท่าทีของเยว่ฉีที่สงบเยือกเย็นจนนางรู้สึกหวั่นใจไม่กล้าเอ่ยปากถาม “ท่านบอกว่า ท่านอาจารย์้าให้ข้าเป็เพียงตำนานที่ตายไปแล้ว หมายความว่าเช่นไร”
“ท่านอาจารย์ ลบเื่ราวของเ้ากับจิ้นสิงออกจากความทรงจำทุกคน”
“มิน่าเล่า......ถึงไม่มีใครจำข้าได้” ิหลันเอ่ยเสียงอ่อน ศีรษะน้อยเลื่อนขึ้นลงไปมา คล้ายเริ่มเข้าใจอะไรบ้างแล้ว
“ท่านอาจารย์้าลบความทรงจำของจิ้นสิงเช่นกัน” เยว่ฉีเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“อืม...มิน่าเล่า เขาถึงจำข้าไม่ได้” ิหลันผ่อนลมหายใจเบาๆ หลังได้ยินเยว่ฉีเอ่ย นางรู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก
“แต่ท่านอาจารย์ให้คำสัญญากับจิ้นสิง ว่าจะลบความทรงจำของเ้าที่มีต่อเขาให้หมด” เสียงเรียบที่ทรงพลังถูกส่งออกจากปากเยว่ฉีอีกครั้ง สายตาที่อบอุ่นเริ่มมีเปลวไฟรุกโชนเมื่อเอ่ยถึงเื่ราวในอดีตที่ท่านอาจารย์ฝากฝังนางไว้ให้จัดการก่อนจะสละร่าง
“แต่ท่านอาจารย์ไม่ได้ลบความทรงจำข้า เหตุใดท่านอาจารย์ถึงผิดคำสัญญา ทำเช่นนี้ไม่เท่ากับลดเกียรติของตนเองลงหรือ” ิกลันเอ่ยขึ้นอย่างสงสัย นางเริ่มจมอยู่กับความคิดตนจนลืมมองสตรีที่อยู่ตรงหน้าว่าตอนนี้มีท่าทีเช่นไร
“ท่านอาจารย์บอกเพียงว่าทุกอย่างล้วนเป็ไปตามเวรกรรม อย่าละทิ้งสิ่งดีงามเพราะความเ็ปที่ได้รับ หากพวกเราสามารถก้าวผ่านไปได้ เคราะห์กรรมที่เคยผูกไว้ก็จะสิ้นสุดในภพนี้ ิหลันเมื่อเ้าพบเจอจิ้นสิงทำเป็ไม่รู้จักเสีย” เยว่ฉีเริ่มปรับอารมณ์ให้กลับมาสุขุมอีกครั้ง นางถ่ายทอดคำสั่งสอนของท่านอาจารย์ให้ิหลันรู้ ก่อนเดินเข้าไปยังตำหนักส่วนกลาง
ิหลันเห็นท่านเทพเดินตรงไปยังตำหนักชั้นกลางก็ตามไปติดๆ ดวงตาน้อยสอดส่องระหว่างทางที่เดินมาไม่หยุด “ยังคงเต็มไปด้วยดอกไม้ สมเป็ที่อยู่ท่านนัก” ิหลันเอ่ยขึ้นอย่างอารมณ์ดี ตำหนักกลางทะเลแห่งนี้ทำให้นางนึกถึงเรือนฟางหรงที่หุบเขาเลียงซาน ทั้งงามตาทั้งหอมกรุ่นจนใครที่ได้ไปเยือนล้วนไม่อยากจากลา
“ดอกไม้พวกนี้ ช่วยข้าคลายเหงาได้” เยว่ฉีตอบกลับมาด้วยรอยยิ้มอ่อนหวาน เวลาที่นางมองดอกไม้พวกนี้ความโดดเดี่ยวที่เคยเผชิญล้วนหายไปเหลือเพียงความอบอุ่นของเื่ราวในวันวาน
“ท่านนี้คือ...? ” เสียงทะเล้นดังแทรก ดึงความสนใจของสตรีสองนางได้มากทีเดียว
เ้าของเสียงนั้นเดินตรงมายังิหลันทันที ท่าทางเย้าหยอกที่เขาจงใจแสดงเพื่อกระตุ้นโทสะของนางชัดเจนจนสังเกตได้ “ถ้าจะให้เดา คงเป็อาจารย์อาิหลันสิน่ะ” เสี่ยวสิงพูดพร้อมเดินวนรอบตัวิหลัน สายตาเหยี่ยวลอบมองนางั้แ่หัวจรดเท้า
เพียงครู่เขาก็หยุดยื่นเพ่งมองนางอย่างตรงไปตรงมา เด็กหนุ่มวิเคราะห์ถึงสตรีที่ตนเอ่ยเรียกว่าอาจารย์อาด้วยใบหน้าเย่อหยิ่ง ศีรษะที่ยุ่งเหยิงไปด้วยเส้นผมแห้งกรอบเริ่มส่ายไปมาเหมือนไม่เห็นด้วย ปากก็พึมพรำไม่หยุด “ตัวก็เล็ก แขนยิ่งเล็กเข้าไปอีก ยกค้อนเหล็กไหวหรือ?..... แล้วยังใบหน้าที่ดูหยิ่งยะโสแต่กลับไร้ความน่าเกรงขามเหมือนเด็กน้อยเ้าขี้แยนั้นอีก ดูท่าตำนานท่านคงผิดแปลกไปจากความจริงมากโข” เสี่ยวสิงกอดอกเอ่ยยกยิ้มให้ิหลัน ก่อนเดินไปหาอาจารย์ตน
“อย่าเสียมารยาท” เยว่ฉีเอ็ดเสี่ยวสิงทันทีที่เขาเดินตรงเข้ามา
เสี่ยวสิงเพียงยิ้มรับอาจารย์ของตนก่อนหันกลับไปเผชิญหน้ากลับิหลันต่อ “ล่วงเกินท่านแล้ว อาจารย์อา” เขาพูดพร้อมผสานมือคำนับ
ิหลันปรายตามองเด็กปากมากผู้นี้เพียงนิดก็เบือนหน้าหนีไม่สนใจอีก พร้อมกล่าวถามเยว่ฉีถึงที่มาของเด็กนี้ “ท่านเทพเก็บเ้าเด็กนี้มาจากที่ใดกัน” ิหลันพูดพลางเดินไปรอบตัวเสี่ยวสิง นางกวดสายตามองร่างนั้น ั้แ่หัวจรดเท้าเลียนแบบท่าทางของเขาเมื่อครู่อย่างไม่มีผิดเพี้ยน “แต่ดูแล้วเ้าเด็กนี้คงนอนจมกองเืแถวทางผ่านของท่านแน่.......อืม....รักษาแล้วคงไล่ไม่ไปสิน่ะ เฮ้อ.... ดื้อรั้นๆ อยากเกินสั่งสอน” นางกอดอกพลางส่ายหน้า
“อาจารย์อา รู้จักข้าดีเชียว” เสี่ยวสิงยกยิ้มอย่างอารมณ์ดี เขาพูดพร้อมผสานมือคำนับนางอีกครั้ง
“ผิดแล้วชื่อเ้าข้าก็ยังไม่รู้เลย หากเ้าไม่โผล่มาเรียกข้าว่าอาจารย์อา ข้าคงไม่รู้หรอกว่าเ้าเป็ศิษย์ท่านเทพ อีกอย่างคำพูดพล่อยๆที่พ่นออกมาจากปากเ้าคงสร้างศัตรูมากล้นเลยทีเดียว การพบปะกันระหว่างเ้ากับท่านเทพคงมีไม่กี่เื่ หากเ้าไม่หนีตายก็อาการปางตายท่านเทพพบเห็นเกิดเมตตาเลยนำเ้ามารักษา เ้าคงไม่รู้ท่านเทพค่อยข้างเคร่งกับธรรมเนียมคงเป็เื่ยากที่จะรับศิษย์ชาย ข้าเชื่อว่าคงเป็ความดื้อรั้นของเ้าแน่ที่บังคับท่าน” ิหลันร่ายยาวออกมา ใจก็นึกสงสัยเ้าเด็กปากมากนี้ช่างมีส่วนคล้ายคลึงนางเสียเหลือเกิน
“ถูกแล้วๆ เป็ข้าเองที่ปากพล่อย อาจารย์อาโปรดอย่าถือสา” เสี่ยวสิงโค้งกายต่ำลงพร้อมผสานมือคำนับรอบที่สาม
“เสี่ยวสิง ท่านนี้คือศิษย์อันดับที่สี่แห่งปฐมเทพฮุ้ยเหอนาม ิหลัน จากนี้ห้ามพูดจาจาบจ้วงอีก เข้าใจหรือไม่” เยว่ฉีแนะนำิหลันให้เสี่ยวสิงรับรู้อย่างเป็ทางการ พร้อมกับสั่งสอนการวางตัวให้กับเขา ถึงิหลันจะเป็น้องเล็กของสำนักไร้นาม แต่ก็หาใช่จะรังแกได้ง่าย การกล่าวตักเตือนเช่นนี้ ล้วนดีต่อตัวเสี่ยวสิง
“ิหลัน ส่วนนี้เป็ศิษย์เอกข้านาม เสี่ยวสิง อาจจะดื้อรั้นไปเสียหน่อยโปรดอย่าถือสา” เยว่ฉีหันมาเอ่ยเสียงเรียบกับิหลันต่อ
“ท่านเทพโปรดวางใจ โตขนาดนี้แล้วจะสนใจคำพูดเด็กไปทำไม” ิหลันตอบกลับด้วยรอยยิ้มเช่นเดิม
“เ้าเด็กนี้ เจอหน้าครั้งแรกก็รังแกข้า หากข้าไม่รังแกกลับ วันข้างหน้าคงจะลำบากแล้ว” ิหลันเผลอพูดสิ่งที่นางนึกขึ้นมาเสียงดังอย่างลืมตัว
คำพูดที่ไม่ได้ใส่ใจของนาง กลับทำให้ผู้ฟังอย่างเสี่ยวสิงเสียวสันหลังอย่างบอกไม่ถูก เขาเอ่ยแย้งเพื่อเเสดงเจตนารมณ์สงบศึก “ข้ามิได้รังแกท่านเสียหน่อย ท่านอาจารย์บอกว่าท่านเป็คนสนุกสนาน ไม่คิดเล็กคิดน้อย..ข้า..แค่อยากหาเื่คุยกันท่าน ที่จริงข้านับถือท่านมากน่ะ” เขาเอ่ยออกมาอย่างร้อนรน ความจริงแล้วเขาไม่ได้ตั้งใจจะทำให้ิหลันโกธร คนหยาบกร้านเช่นเขาไหนเลยจะขัดเกลาคำพูดให้ดูสวยงามได้
เยว่ฉีเห็นทั้งสองคุยเื่นี้ ไม่จบสิ้นเสียทีจึงเอ่ยตัดบท “ไว้มีเวลาค่อยพูดเถิด ตอนนี้ไปหาศิษย์พี่ใหญ่ก่อนิหลัน”
เยว่ฉีเอ่ยจบก็มุ่งตรงไปยังด้านในตำหนักทันทีโดยไม่รอฟังคำตอบรับของอีกฝ่าย ภายในตำหนักใหญ่โตมโหฬาร ทุกห้องหับที่คนทั้งสามเดินผ่านล้วนประดับประดาด้วยมวลไม้นานาพรรณ เยว่ฉีพาคนทั้งสองเดินมาถึงลานกว้างแห่งหนึ่งที่แยกตัวออกจากตำหนักกลางน้ำ มันคล้ายกับลานกว้างว่างเปล่าไม่มีสิ่งใดผิดแปลก เพียงแต่จุดกึ่งกลางลานกว้างนั้นกลับมีบ่อน้ำวนสีขาวนวลคล้ายน้ำนมเคลื่อนไหวไม่มีวันหยุดอยู่
“นี้คือ” ิหลันเอ่ยถาม
“เขตอาคมน้ำวน ลงไปกันเถิด” เยว่ฉีเอ่ยเสียงเรียบ
“เดี๋ยว” ิหลันร้องห้าม
“มีอะไร”
“เ้าเด็กจะลงไปด้วยหรือ” ิหลันเอ่ยถามเยว่ฉีอย่างจริงจังพร้อมปรายตามองเสี่ยวสิงอย่างสงสัย
“เ้าไม่ยินดี ?” เยว่ฉีถามิหลัน
“ใช่ ข้าไม่ยินดี” ิหลันตอบรับด้วยความสัตย์จริง นางรู้สึกแปลกเกี่ยวกับเด็กนี้จึงไม่อาจวางใจให้ติดตามลงไปได้
เยว่ฉีพยักหน้าตอบตกลงลงพร้อมเอ่ยสั่งศิษย์ตนเสียงเรียบ “เสี่ยวสิง รอที่นี้เถิด” นางตัดบทจบ แล้วหายเข้าไปในบ่อน้ำวนก่อนิหลัน
บนบ่อน้ำวนในยามนี้จึงมีเพียงเขาและิหลันเท่านั้น เขาปรายตามองิหลังอย่างหงุดหงิดก่อนเอ่ยเสียงกระแทกแดกดันถาม “อาจารย์อา ท่านเป็คนแค้นฝังใจั้แ่เมื่อใดกัน”
ิหลันที่เตรียมตัวจะตามศิษย์พี่รองลงไป ก็หันมากล่าวตอบเสี่ยวสิงด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้นหลายส่วน “เ้ามีไอมาร”
“ข้าเป็แค่ปีศาจจิ้งจอกที่บำเพ็ญตนเท่านั้น ถ้าไอปีศาจข้ายอมรับ แต่ไอมารนี้ข้ายอมรับไม่ได้”
“ไอมารไม่ผิดแน่ถึงจะน้อยนิดก็ตาม เ้าอาจไปััไอมารมาจากที่ไหนสักที”
“แล้วเช่นไร เพราะเหตุนี้ข้าถึงไม่คู่ควรที่จะตามลงไปหรือ” เสี่ยวสิงเริ่มน้อยใจ
“ศิษย์พี่ใหญ่ดวงจิตไม่แข็งแรง ไอมารเพียงนิดอาจแทรกซึม หวังว่าเ้าคงจะเข้าใจ”
ถ้ำใต้น้ำวน
เยว่ฉีมาถึงแล้วแต่ยังไม่เห็นิหลันตามลงมาเสียที นางจึงเดินล่วงหน้าไปยังห้องที่เก็บร่างของศิษย์พี่ใหญ่ก่อน จิตใจห่อเหี่ยวเมื่อเริ่มนึกถึงร่างกายที่นอนนิ่งสนิท ใบหน้าซีดเผือกที่นางััทุกครั้ง มันย้ำเตือนว่าหยางเกาไร้ซึ่งดวงจิตเหลือไว้เพียงกายหยาบเท่านั้น นางใช้เวลายาวนานเพื่อหาทางฟื้นฟูดวงจิตของหยางเกาให้ฟื้นคืนดังเดิม ถึงแม้จะรู้ว่าตนคงไม่ได้ััใบหน้านี้อีกแล้วนางก็ยินดี เยว่ฉีผลักประตูบานใหญ่ออกด้วยใจที่อ่อนล้าแชกเช่นทุกครั้ง แต่ครานี้ภาพที่เห็นกลับทำให้ดวงตาเรียวงามของนางมีหยาดน้ำเอ่อล้นออกมาจนเริ่มมองภาพตรงหน้าพร่ามัวไปหมด มือบางยกปาดหยาดน้ำตาออกเพื่อเพ่งมองสิ่งที่อยู่ตรงหน้าให้ชัดเจนอีกครั้ง “ศิษย์พี่ใหญ่” ความอัดอั้นทั้งหลายปะทุออกมาจนหมด เยว่ฉีรีบวิ่งไปหาคนตรงหน้าอย่างรีบร้อน ราวกับว่าหากช้าเพียงนิดภาพนั้นอาจจะหายไปก็เป็ได้
“เ้าเองหรือ เยว่ฉี” เสียงสุขุมตอบออกมาอย่างแ่เบา ยามนี้ร่างที่เคยนอนนิ่งนับหมื่นปีลุกขึ้นนั่งด้วยท่าทีสง่าไม่ต่างไปจากเดิม ดวงตาสีน้ำตาลมองตรงมายังเยว่ฉีอย่างอบอุ่น
“ข้าเอง เป็ข้าเอง” เสียงสะอื้นเอื้อยเอ่ย ยามนี้นางนั่งลงด้านล่าง ใช้ใบหน้าตนซบลงบนตักของหยางเกาด้วยความโหยหา
หยางเกาเอื้อมมือลูบศีรษะนางเบาๆก่อนที่จะพยุงร่างนั้นให้ลุกขึ้นนั่งข้างๆตน
“ิเอ๋อร์ อยู่ที่ใด” หยางเกาเอ่ยถามท่ามกลางเสียงสะอื้นของเยว่ฉี เขาส่งสายตาคาดคั้นเร่งเอาคำตอบจากนาง
ก่อนที่หยางเกาจะพ่ายแพ้คำพูดของจิ้นสิงรบกวนจิตใจเขาจนไม่อาจนิ่งเฉยได้ ‘เ้าไม่ควรมีชีวิตอยู่ั้แ่แรก ดับสูญไปส่ะ ิหลันข้าจะดูแลนางเอง’ คำพูดสุดท้ายก่อนดับสูญตราตรึงอยู่ในความทรงจำไม่เคยจาง หลังจากที่เขาฟื้นขึ้นมาก็ไม่พบสิ่งมีชีวิตใดอยู่ข้างกาย มีเพียงผนังถ้ำที่ว่างเปล่าและประตูบานใหญ่สีดำสนิท บรรยาศที่เปียกชื้นกลับมีกลิ่นของดอกฟูหรงเจือจาง กลิ่นนั้นเป็กลิ่นประจำกายของเยว่ฉี เมื่อมั่นใจว่าถ้ำแห่งนี้คงเป็ศิษย์น้องรองเป็ผู้ดูแลจึงวางใจนั่งทบทวนเื่ราวในอดีต และวางแผนเื่ราวในอนาคต
“ข้าดีใจที่ได้ยินเสียงของศิษย์พี่อีกครั้ง” เยว่ฉีเอ่ยด้วยอารมณ์ตื้นตันใจ นางไม่สนใจคำที่ศิษย์พี่ใหญ่เอ่ยถามเลยสักนิด สายตาเสน่หาจดจ้องเขาไม่วางตา สองมือโอบกุมมือเขาไว้แน่น
“ศิษย์พี่ใหญ่” เสียงใสแทรกดังขึ้น
หยางเกาหันไปมองคนต้นเสียงก็พบกับสตรีร่างน้อยที่ยื่นส่งยิ้มมาให้ตนด้วยความยินดี ริมฝีบางบางยกยิ้มรับการมาของนางอย่างเปิดเผย “ิเอ๋อร์” หยางเกา เเกะมือเยว่ฉีออกจากตน ก่อนเร่งรุดเข้าไปโอบกอดิหลันไว้แน่น “ข้าคิดถึงเ้า ิเอ๋อร์ของข้า”
“ข้าก็เช่นกัน” เสียงใสเอ่ยตอบ
หยางเกากอดรัดแน่นจนคนตัวน้อยเริ่มอึดอัด นางเผลอดิ้นออกมาเล็กน้อยจนหยางเการู้สึกตัวเลยปล่อยนางออกจากอ้อมกอดตน มือหนาเลื่อนมาสำผัสแก้มนวลอย่างอ่อนโยน ดวงตาที่อบอุ่นแฝงไปด้วยความ้า ความโหยหา จ้องมองสตรีตรงหน้าไม่วางตา “ไม่เจอกันเสียนาน เ้าช่างดูงดงามขึ้นมากนัก” เสียงนุ่มลอดผ่านริมฝีปากบาง ชีวิตครั้งก่อนเขาไม่เคยเอ่ยความรู้สึกที่ชัดเจนกับนางสักครั้ง ั้แ่ที่นางหลบหนีออกจากการเขตป้องกันที่เขาสร้าง เขาก็ไม่ได้พบกับนางอีกเลย การสูญเสียในครานั้นทำให้เขากล้าที่จะทำตามใจตนมากขึ้น หยางเกาเลื่อนมือลงมาจับที่ต้นคอนาง สายตาก็เลื่อนลงมาจดจ้องริมฝีปากอวบอิ่ม
“รอยยิ้มก็แปลก สายตาก็แปลก ยิ่งคำกล่าวยิ่งแปลกประหลาด นี้ท่าน ..”
ิหลันกล่าวยังไม่จบ หยางเกาก็ก้มลงมาประทับจูบที่ริมฝีปากนั้นแล้ว มันเป็จูบดูดดื่มที่หยางเการอคอยมานานแสนนาน