ทันทีที่พระวรกายสูงโปร่งแสนสง่างามแม้จะมีเพียงเสื้อคลุมธรรมดาๆปกปิดแต่ก็มิอาจซ่อนเร้นรัศมีที่เต็มไปด้วยอำนาจและบารมีขององค์รัชทายาทได้ ทหารคนสนิทสองคนถวายความเคารพแล้วส่งมอบเสื้อผ้าชุดใหม่ให้เ้าชายเนเฟอร์คาเร
“จะมิทรงพักสักหน่อยหรือพะยะคะ”
“เ้าจะกังวลไปไยเดี๋ยวขึ้นรถม้าข้าก็ได้พักแล้ว”
เนเฟอร์คาเรกระตุกยิ้มที่มุมปากก่อนเงยหน้ามองท้องฟ้าเหยี่ยวสีน้ำตาลตัวใหญ่นาม‘เฆปรี’ บินร่อนลมแห่งรัตติกาลเพื่อดูลาดตระเวนและเฝ้าระวังภัย นอกจาก ‘นาฟ’สิงโตเพศผู้ที่แสนภักดีแล้วก็มี ‘เฆปรี’ เหยี่ยวผู้แสนทระนงและคอยระวังภัยและสัตว์สองชนิดนี้เป็สัตว์คู่บัลลังแห่งอียิปต์
“พ่อค้าพวกนี้ไว้ใจได้แน่หรือ”พระองค์ทรงถามย้ำอีกครั้ง
“ขึ้นชื่อว่าพ่อค้าก็เหมือนงูพิษมิอาจไว้ใจได้พะยะคะ”นายทหารคนหนึ่งรายงาน“มีทหารของเราปลอมตัวปะปนอยู่ด้วยจะช่วยเฝ้าระวังภัยและถวายการอารักษ์ขาได้ทันเวลาหากมีเหตุร้าย”
“ไปบอกพวกเขาว่าข้าพร้อมแล้วอีกครึ่งชั่วโมงเตรียมตัวเดินทางได้”
“พ่ะย่ะค่ะ”
เนเฟอร์คาเรเดินกลับมาที่กระโจมอีกครั้งแต่เมื่อกวาดสายตาไปรอบๆกลับต้องขมวดคิ้วด้วยความงุนงงเมื่อพบเจอความว่างเปล่าก่อนที่จะเข้ามาเขาสังเกตแล้วว่าไม่มีรอยเท้าผิดปกติอยู่ด้านนอก
ถ้าเช่นนั้น ‘เธอ’ คงไปไหนได้ไม่ไกลหรือไม่ก็ ไม่ได้ไปไหนเลย
อังค์เนสขดตัวเองแน่นขึ้นจนแทบจะกลายเป็ก้อนกลมแม้ว่ามือและปากจะถูกมัดไว้แต่ขาสองข้างก็ยังเป็อิสระพอที่จะตัวเองมาหลบในซอกหนึ่งของกระโจมได้หากเขาหลงติดกับของเธอคิดว่าเธอหนีออกไปจากกระโจมแล้วเธอจะโผล่ออกจากที่ซ่อนแล้วก็
“ข้าไม่รู้ว่าเ้าชอบเล่นซ่อนแอบเช่นนี้”
“!!!”
อังค์เนสเบิกตากลมโตอย่างใอยากจะเปล่งเสียงร้องแต่ก็ทำไม่ได้ เนเฟอร์คาเรทรุดลงนั่งบนส้นเท้ายกมือค้างหนึ่งขึ้นเท้าค้างแล้วเอียงคอมองกลั้นหัวเราะ
“ข้าเคยเล่นซ่อนแอบแบบนี้กับคนสนิทของข้า”
มือใหญ่แกะผ้าปิดปากของเธอออก
“แผนนี้ใช้ได้แค่ครั้งเดียวจะใช้ไม่ได้อีกเพราะอีกฝ่ายจะรู้ตัวแต่กับเ้า คิดได้ขนาดนี้ก็ไม่เลวนัก”
“เ้านี่มัน”
อังค์เนสนึกหาคำต่อว่าไม่ออกปกติเธอก็ไม่เคยใช้วาจาหยาบคายกับผู้ใดไม่และอยากจะกรีดร้องแต่ก็ไม่เคยทำเพราะเธอมักนึกค่อนว่าหญิงที่ชอบร้องวีดว้ายอยู่เสมอๆแต่มันควรจะมีข้อยกเว้น
จู่ๆชายหนุ่มตรงหน้าก็เอาผ้าผืนหนาสะบัดในอากาศก่อนคลี่ห่มพันร่างเธอแล้วแบกขึ้นบ่าเหมือนเมื่อครั้งที่แบกเข้ามาในกระโจม เท้าเล็กๆเตะไปมาในอากาศแม้ว่ามันจะไม่ได้ช่วยอะไรนัก
“ทำไมเ้าไม่หักแขนหักขาข้าให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเนเฟอร์คาเร!”
“ข้าก็ปรารถนาเช่นนั้น” เขาหัวเราะในลำคอ“แต่มือและเท้าของเ้ายังมีประโยชน์กับข้านัก”
“หมออย่างข้าใช้มืออย่างเดียวก็พอแล้ว”
เธอหัวเสียอย่างที่สุดแม้ว่าในหมู่บ้านจะมีคนไม่ชอบขี้หน้าเธอเยอะพอๆ กับที่มีคนรักใคร่แต่ก็ไม่เคยมีใครกล้าต่อปากต่อคำกับเธอเช่นนี้
“โอ้ว...ไม่นะ”เขาทำเสียงครวญอย่างประท้วง “ข้ายัง้าให้ขาเล็กๆของเ้าโอบรัดร่างของข้าอยู่”
“เ้า! เ้าคนวิปริต!”
อังค์เนสหน้าแดงก่ำนึกก่นด่าดังชีในใจ‘ไยพี่บอกว่า หากแต่งตัวเยี่ยงชายข้าจะปลอดภัยทำไมไม่บอกข้าบ้างเล่าว่าโลกนี้มีคนวิปริตผิดเพศเช่นนี้ด้วย’
เพียงขายาวของเนเฟอร์คาเรเดินมาไม่ไกลนักก็ถึงขบวนคาราวานของพ่อค้าเร่รถเทียมม้ารออยู่กลางขบวนเดินทาง นายทหารที่ปลอมตัวแต่งกายเป็พ่อค้าเปิดผ้าที่ทำเป็ประตูหลังให้เ้าชายเนเฟอร์คาเรโยนร่างเล็กๆเข้าไปด้านในก่อนที่จะโหนตัวเองขึ้นเข้าไปอย่างรวดเร็ว
“พักผ่อนเถิดรุ่งสางเราก็จะถึงเขตพระนครแล้ว”
“ขอบใจมาก”
เนเฟอร์คาเรปิดประตูเรียบร้อยแล้วก็หันกลับมาสนใจหญิงสาวในชุดหนุ่มน้อย อังค์เนสขยับตัวลุกขึ้นนั่งอย่างลำบากการนั่งบนหลังม้าหลายชั่วโมงก็เมื่อยก้นมากพอแล้วนี่ยังโดนโยนทิ้งเหมือนตนเองเป็เศษขยะยังไงไม่รู้
“เจ็บหรือ?”
เนเฟอร์คาเรกระเถิบเข้ามาดูอาการแม้จะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ห่วงใยแต่ใบหน้ากลั้นหัวเราะนั่นทำให้อังค์เนสหงุดหงิดรำคาญตา
“ลองเป็เ้าที่ถูกโยนไปโยนมาบ้างสิ”
เธอบ่นแต่ก็เกือบจะหวีดร้องออกมาเมื่อร่างเล็กๆถูกโถมเข้าใส่จนเธอนอนหงายบนพื้นรถเทียมม้าที่โขยกเขยกไปมา
“เ้าจะทำอะไร”
“ทำไมเ้าต้องถามอะไรที่รู้แจ้งแก่ใจแล้ว”เขาทำเสียงเหมือนคนเกียจคร้าน
“ข้าเหนื่อยมาทั้งวันก็อยากพักผ่อนสบายๆไงละ”
“แล้ว...แล้ว...แล้วทำไมเ้าต้องมากอดข้าแบบนี้”
ั้แ่เกิดมาอังค์เนสยังไม่เคยมีใครทำกับเธออย่างนี้เลยร่างเล็กที่ยังไม่ถูกแก้มัดที่ข้อมือถูกพลิกให้นอนในท่าตะแคงข้างโดนมีลำแขนแข็งแกร่งสอดศีรษะให้เธอหนุนส่วนมืออีกข้างรั้งเอวคอดกิ่วเข้ามาแนบชิดและขาใหญ่ก็ก่ายทับร่างเล็กไม่ให้ดิ้นขลุกขลักได้
“ถ้าไม่มีอะไรกอดข้านอนไม่หลับ”
เนเฟอร์คาเรทำเสียงพึมพำเหมือนคนง่วงทั้งที่ดวงตาพราวระยับสนุกสนานกับการแกล้งคนตัวเล็กยิ่งเธอพยายามดิ้นออกจากวงแขนนี้เขาก็ยิ่งรัดเธอแน่นขึ้นไม่เคยมีหญิงใดที่จะปฏิเสธอ้อมกอดนี้ ยกเว้นหญิงสาวแสนงามในชุดหนุ่มน้อยคนนี้
“ถ้าเ้าบอกข้าก่อนจะเอายานอนหลับติดมาให้”
หญิงสาวขบฟันด้วยความโมโหที่ทำอะไรไม่ได้ยิ่งพยายามขยับตัวหนีเขาก็กอดรัดเธอแน่นขึ้นหัวใจของเธอก็ยิ่งเต้นแรงแทบจะรัวเป็กลองรบร่างกายก็ร้อนผ่าวอย่างที่ไม่เคยเป็ “เ้า! เ้านอนดีๆ ได้มั๊ย”
“เ้าก็อย่าดิ้นซิ”เขาสูดลมหายใจลึกอย่างข่มความรู้สึกปั่นป่วนในช่องท้องที่เป็ระลอกคลื่นแห่งความปรารถนา
“ก็...ก็...ดาบของเ้าทิ่มหลังข้าอยู่”
“ดาบ? ดาบของข้า”
ชายหนุ่มเลิกคิ้วอย่างฉงนแล้วก็หัวเราะในลำคอออกมาพลางกอดกระชับให้‘ดาบ’ ของเขาเบียดชิดเธอเข้าไปอีก
“ฮืม...มันคืออาวุธที่ติดกายข้ามาั้แ่กำเนิดมีไว้เพื่อฟาดฟันสตรีให้ทุรนทุรายและปลดปล่อยพวกนางเป็อิสระจากเพลิงปรารถนา”
“!”
อังค์เนสหยุดขยับตัวและกลายเป็ร่างกายแข็งทื่อราวท่อนไม้!นี่มันเื่เลวร้ายที่สุดในชีวิตสิบหกปีของเธอก็ว่าได้ “เชิญ...เชิญเก็บดาบของเ้าไปใช้กับหญิงอื่นเถอะ”
“แต่ดาบของข้ามันจะใช้กับคนที่มันปรารถนาด้วยเท่านั้น”
เขาแกล้งกระซิบที่ริมหูเป่าลมหายใจร้อนรดแก้มเนียนที่แดงก่ำ
“ข้า...ข้า...ข้าไม่ใช่สตรี”เธอโกหกเสียงแ่
“ไม่เป็ไร” เขาทำเสียงพึมพำในลำคอ“ดาบของข้ามันสั่งให้ข้าใช้สองมือจับสะโพกของเ้าขึ้นแล้วสอดดาบใส่ที่เก็บฝักของเ้า”
“!”
แค่ประโยคที่เอ่ยเสียงแหบพร่าของเขาทำให้หญิงสาวกายสั่นสะท้านขึ้นมา เขาไม่อาจรู้ได้ว่ากายที่สั่นนั้นเพราะหวาดกลัวหรือเพราะ้าแต่เขาก็ต้องสะดุ้งเมื่อรู้สึกว่าร่างบางกำลังสั่นเพราะแรงสะอื้นหัวใจเขากระตุกวูบเมื่อก้มมองเห็นใบหน้าหวานสวยมีน้ำใสๆ คลอเบ้าตา
ริมฝีปากอิ่มที่เคยชื่นชมกัดชายผ้าจนแน่นเหมือนจะกลั้นเสียงสะอึกสะอื้นเนเฟอร์คาเรถอนหายใจหนักๆ นี่เขาคงแกล้งเธอหนักไปหน่อยไม่ว่าจะฝืนทำแข็งแกร่งปานใด เธอก็เป็เพียงหญิงสาวตัวเล็กๆ เท่านั้น
“นอนเสียเถิด ข้าไม่ทำอะไรเ้าหรอก”
ชายหนุ่มเอ่ยเบาๆมือใหญ่เลื่อนจากเอวมาลูบไหล่เหมือนปลอบโยน เขารู้สึกว่าร่างเล็กยังสะอึกสะอื้นอยู่แต่เพียงไม่นานก็นิ่งและมีเพียงเสียงลมหายใจสม่ำเสมอเขาขยับตัวลุกขึ้นมองใบหน้าที่ฉ่ำน้ำตาของอังค์เนส แทนที่ใบหน้าหวานสวยจะมีเครื่องสำอางฉาบเพื่อสีสันงดงามแต่มันกลับมีฝุ่นทรายเปื้อนเปรอะและเหมือนกับเธอทาขมิ้นเหลืองเพื่อปกปิดผิวกายที่แท้จริง เขาไม่อาจรู้เหตุผลที่แท้จริงของหญิงสาวได้แต่หน้าที่ที่ต้องพาเธอกลับไปรักษาองค์ฟาโรห์เตติก็เป็สิ่งสำคัญยิ่ง
เขาไม่เคยรู้สึกปราณี ‘ใคร’มากมายขนาดนี้ มันเป็เพียงความ ‘ปราณี’เท่านั้นหรือ…หรือเป็เพราะสิ่งใดที่ซ่อนเร้นจนทำให้ร่างกายขาดการควบคุมเช่นนี้.