คฤหาสน์ที่อยู่นอกเขตเมืองหลังนี้ ใหญ่กว่าที่ทั้งสองคนจินตนาการเอาไว้ แม้ว่าจาฮาและชูล่าจะเข้าใจว่าโยฮันเป็ขุนนางชั้นสูง แต่ก็ไม่คิดว่าจะร่ำรวยขนาดนี้ บนโต๊ะอาหารแสนหรูหรานั้นปูด้วยผ้าไหมทอลายสีทองเป้นลวดลายแช่มช้อยเข้ากับอาหารชั้นเลิศมากมาย จาฮาแอบรู้สึกไปเองว่าสภาพที่ดูสกปรกมอมแมมของตัวเองนั้น ดูจะขัดแย้งกับภาพลักษณ์ของตัวคฤหาสน์อย่างสิ้นเชิง ในขณะที่ชูล่ากำลังตั้งหน้าตั้งตากินให้หายอยากโดยไม่คิดจะเกรงใจเ้าบ้านอย่างโยฮัน ถือเป็การแก้แค้นเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่าที่ชูล่าจะคิดได้
“พวกเธอเดินทางมาไกลจนถึงยูโทเปีย แล้วคิดจะทำอะไรที่นี่อย่างนั้นหรือ?”
โยฮันวางมือเท้าคางพร้อมกับถามคำถามด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“เอ่อ…คือว่า พวกเราคิดจะมาแสวงหาชีวิตใหม่ที่นี่ครับนายท่าน ที่หมู่บ้านของพวกเรามันยากจนข้นแค้นเกินจะบรรยายได้ คนหนุ่มส่วนใหญ่เลยออกมาเผชิญชีวิตกันมากกว่าจะอยู่อย่างอดมื้อกินมื้อ”
“ลำบากมากเลยสินะ”
“ใช่ ลำบากมาก…”
ชูล่าพูดขึ้น พลางใช้ส้อมจิ้มเนื้อวัวชั้นเลิศจากจานเข้าปากอย่างไร้มารยาท
“ถ้าเช่นนั้น พวกเธอวางแผนที่จะทำอะไรกันบ้างล่ะ?”
“เอ่อ…ข้าคิดว่าในเมืองยูโทเปีย คงจะมีชีวิตสุขสบายที่ทำให้ชีวิตพวกเราไม่ต้องลำบากอีกต่อไป”
“อา…ใช่…ไม่แปลกที่พวกเธอจะคิดแบบนั้น”
โยฮันยิ้มอย่างมีเลศนัย ดูเหมือนว่ามีเื่บางอย่างที่อยากจะบอกทั้งสองคน
“ทว่าการที่จะดำรงอยู่ในประเทศนี้ จำเป็ต้องเคารพในกฎหมายอันศักดิ์สิทธิ์ที่บัญญัติขึ้นเพื่อความเป็ระเบียบเรียบร้อย ลองคิดดูสิ หากว่าในเมืองแห่งอิสระที่ใครก็สามารถทำอะไรก็ได้ แต่ไม่มีกฎหมายมาควบคุมจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง”
“จลาจล…หรือครับ?”
จาฮาตอบ ในขณะที่ชูล่าตัดชิ้นแฮมเข้าปากคำใหญ่โดยไม่สนใจคำพูดของโยฮันเลยสักนิด
“ใช่แล้ว แต่ทว่า…กลับมีบางผู้บางกลุ่มที่พยายามรวมตัวเพื่อโค่นล้มกฎหมายอันแสนวิเศษนี้ ช่างเป็เื่ที่เลวร้ายเหลือเกิน เรา ในฐานะผู้ควบคุมกฎหมายจึงต้องปกป้องกฎหมายอันเคร่งครัดอันมีไว้เพื่อปวงชนและทำลายทุกสิ่งที่จะมาโค่นล้มอำนาจของมัน”
โยฮันเองเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองเผลอใช้เสียงดังกว่าเดิม เขาจึงลดเสียงตัวเองให้กลับมาอยู่ในระดับปกติ พร้อมกับวกกลับเข้าเื่สำคัญ
“เราถูกใจความมุ่งมั่นของพวกเธอ มาทำงานให้กับเราเถอะ เราขอรับรองว่าเราจะผลักดันให้พวกเธอมีบรรดาศักดิ์เหนือกว่าประชาชนทั่วไปในเมือง”
จาฮาหันไปมองชูล่าผู้ตั้งอกตั้งใจกับการกินมากกว่าคำพูดของโยฮัน เขาเริ่มลังเลใจ หากว่าได้ทำงานกับโยฮัน ชีวิตของเขาอาจจะประสบความสำเร็จมากกว่าที่จะเดินเข้าไปแสวงหาสิ่งที่เป็นามธรรมในเมืองนั้น ชูล่าวางมีดกับส้อมลงแล้วยกมือขึ้นพนมแนบกับอก ตามพิธีขอบคุณอาหารของชนเผ่า
“ไม่เอาล่ะ ฉันไม่ชอบบรรดาศักดิ์จอมปลอมแบบนั้น อีกอย่างเื่การเมืองภายในไม่เกี่ยวข้องกับคนธรรมดาอย่างฉัน และสำคัญที่สุดก็คือ ฉันไม่ชอบขี้หน้านาย”
ชูล่าลุกขึ้นแบกสัมภาระขึ้นบ่า ท่ามกลางเสียงทัดทานของจาฮา
“อ้อ…แล้วก็ขอบคุณสำหรับอาหารนะ”
ชูล่ายืนยันที่จะเดินออกจากที่นี่ สุดปัญญาที่จาฮาจะห้ามไหวเพราะชูล่าก็คือชูล่าผู้ไม่ชอบเื่น่ารำคาญใจเช่นการติดหนี้บุญคุณกับใคร จาฮาโค้งตัวขอโทษโยฮันในมารยาทของเพื่อน แต่ไม่ทันที่ทั้งสองคนจะเดินออกจากประตูไป เหล่าคนรับใช้ในชุดดำก็ยืนกั้นประตูทางออกเอาไว้ โยฮันลุกขึ้นจากเก้าอี้พร้อมกับรอยยิ้ม
“นี่มันอะไรกัน นายท่านโยฮัน!”
“น้ำใจจากเราไม่ใช่อะไรที่จะทดแทนกันได้ง่าย ๆ หรอกนะ หากว่าพวกเ้าไม่ยินยอมที่จะร่วมมือกับเราแล้วล่ะก็ พวกเ้าก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะก้าวออกจากที่แห่งนี้”
จาฮากังวลใจในท่าทีและเจตนาของโยฮันที่เปลี่ยนไปจากเดิม ชายในชุดดำเ่าั้ไม่ได้มามือเปล่า แต่พกอาวุธมากันครบครัน ชูล่าถอนหายใจเบา ๆ ด้วยความเบื่อหน่าย จากนั้นก็หลับตาลงเพื่อรวบรวมสมาธิ เขาปลดของลงจากไหล่และฝากไว้กับจาฮา กางมือออกและกำหมัดแน่น เสียงกระดูกนิ้วลั่นดัง เส้นเืที่หลังมือโปนขึ้นจนเห็นได้ชัด
“ก็ดีเหมือนกัน จะได้ออกกำลังย่อยอาหารไปในตัว”
ชูล่าชูกำปั้นตั้งท่าเตรียมต่อสู้ในขณะที่เหล่าบริวารชุดดำของโยฮันก็กรูกันเข้ามา เขาง้างหมัดชกใส่ชายชุดดำที่อยู่ใกล้ที่สุดเต็มแรงจนร่างของชายผู้นั้นกระเด็นไปกระแทกกับพรรคพวกอีกคนจนสลบแน่นิ่งไป ชายอีกคนเงื้อมีดแทงเข้ามาทางด้านหน้า ชูล่าเบี่ยงตัวหลบระยะของคมมีดพร้อมกับใช้สันมือสับไปที่ข้อมือจนมีดหลุดมือ จากนั้นใช้ศอกซัดเข้าที่หน้าพลางคว้าคอเสื้อและเหวี่ยงสุดแรงจนปลิว แล้วใช้ปลายเท้ากระดกด้ามมีดจนลอยคว้างพร้อมกับเตะเข้าที่ด้ามมีดอย่างพอเหมาะพอเจาะ มีดพุ่งไปยังกลุ่มชายสามคนที่ล้อมเข้ามาทางด้านหลังอย่างรวดเร็วจนคนเ่าั้ต้องแหวกหลบ
ชูล่าไม่ปล่อยให้โอกาสทองหลุดมือ เขาพุ่งเข้าไปและจับหัวของชายสองในสามคนนั้นกระแทกกันอย่างแรง พร้อมกับกดไหล่ของทั้งคู่ลงเป็แท่นวางแขนพุ่งไปเตะที่ท้องน้อยของคนสุดท้ายจนทรุดลงไป
ท่ามกลางการต่อสู้ จาฮาได้แต่หลบเลี่ยงพร้อมคอยดูความปลอดภัยของชูล่า ในขณะที่โยฮันยืนมองด้วยแววตาเปล่งประกาย จาฮาคิดว่าโยฮันคงมองเห็นอะไรบางอย่างในตัวชูล่า ถึงอยากได้ชูล่าเข้ามาอยู่ในสังกัดของเขานัก จาฮาเบนสายตากลับไปดูการต่อสู้อีกครั้ง ด้านหลังของชูล่านั้นเองชายคนหนึ่งเงื้อไม้ท่อนใหญ่เตรียมที่จะฟาด
“ชูล่า ข้างหลัง!”
จาฮาะโออกไป ชูล่าได้ยินเสียงและหันกลับอย่างทันท่วงทีแต่ว่าช้าเกินไป ท่อนไม้ฟาดลงบนศีรษะของเขาอย่างรุนแรงจนไม้หักเสียงดังลั่น จาฮาคิดว่าเสียงนั้นเป็เสียงกะโหลกของชูล่าแตก แต่กลับผิดคาดชูล่าไม่เป็อะไรเลย เขาจงใจที่จะหันส่วนที่เป็เขาแข็งรับแรงกระแทกของไม้ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่รู้สึกเจ็บ ชูล่าลูบที่โคนเขาเบา ๆ
“มันเจ็บนะว้อย!”
ชูล่าเสยหมัดใส่ปลายคางของฝ่ายตรงข้ามจนตัวลอยลงไปนอนนับดาว เมื่อหมดคู่ต่อกร ชูล่าก็หวังว่าจะได้ซัดหน้าของโยฮันสักทีสองที แต่จาฮารั้งแขนของเขาเอาไว้เพราะเห็นชายชุดดำกลุ่มใหม่กรูกันเข้ามาเพิ่ม
“แบบนี้ไม่ไหวมั๊ง หนีก่อนเถอะ!”
มีคนจำนวนมากเกินจะฝ่าวงล้อม ชูล่ากับจาฮาจึงวิ่งะโออกไปทางหน้าต่างที่เปิดกว้างไว้ ในขณะที่พวกชายชุดดำกำลังจะตามไป โยฮันก็สั่งให้หยุดตาม ท่ามกลางความเงียบงันนั้น ดวงตาของเขาจ้องมองไปยังเื้ัของทั้งสองคนที่หายลับไปในความมืด ไม่มีใครรู้ว่าโยฮันคิดอะไรอยู่ในเวลานั้น
♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦
สุดท้ายชูล่ากับจาฮาก็ต้องกลับมานอนบนถนนอีกครั้ง ทั้งคู่ทะเลาะกันมาตลอดทางแต่สุดท้ายต่างคนต่างก็รามือกันไปเอง ถ้ารุ่งสางมาถึงก็ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าทั้งคู่จะได้เหยียบย่ำในตัวเมือง บางทีคนของโยฮันอาจจะกำลังตามหาตัวพวกเขาอยู่ทั่วพื้นที่แล้วก็ได้
“ในเมื่อเข้าอย่างถูกต้องไม่ได้ ฉันก็จะใช้วิธีอื่น”
ชูล่าคิดแผนการแปลก ๆ ขึ้นมากะทันหัน มันเป็แผนที่เสี่ยงพอควรแต่ก็คุ้มค่าพอที่จะลอง
รุ่งสางทั้งคู่แอบสังเกตการณ์ที่ประตูทางเข้าเมืองอีกครั้งและเห็นว่ายังไม่มีอะไรผิดปกติ แถวคาราวานสินค้าจอดรับการตรวจสอบอยู่ที่หน้าประตู ถัดออกไปเป็รถขนฟางข้าวสำหรับเลี้ยงม้าในราชการ คนขับรถกำลังนั่งสัปหงกอยู่ ชูล่ากับจาฮาไม่รอช้าแอบย่องไปซ่อนตัวในกองฟางนั้น เป็วิธีที่เรียบง่ายกว่าที่คิดแต่ปัญหาอยู่ที่การตรวจสอบว่าจะรัดกุมมากแค่ไหน
ภายในกองฟางที่ทั้งมืดทั้งหม็นอับ จาฮารู้สึกว่าตัวเองกินฟางเข้าไปในขณะกระซิบคุยกับชูล่า ส่วนชูล่าเองก็รู้สึกคันขยุกขยิกไปทั้งตัว ทั้งสองคนจึงพยายามไม่พูดอะไรกันอีก และตอนนั้นเองรถก็เริ่มเคลื่อนออกจากที่ รถขนฟางเคลื่อนมาจอดยังจุดตรวจ คนขับรถหาวปากกว้างในขณะที่กำลังยื่นรหัสประจำตัวของตนเองให้ทหารตรวจ
“ตรวจความเรียบร้อยในรถด้วย”
หัวหน้าทหารยามสั่งให้ลูกน้องตรวจค้นความเรียบร้อยของสินค้าภายในรถ ทหารยามผู้เกียจคร้านบิดี้เีเล็กน้อยแล้วดึงดาบออกมาจากฝักข้างเอวแล้วค่อย ๆ แทงเข้าไปในกองฟาง ชูล่าเลื่อนแขนหลบทันก่อนที่ปลายดาบจะเสียบลงมาเฉียดนิ้วมือไปเพียงไม่กี่คืบ ทหารยังคงแทงเข้าไปในกองฟางอย่างต่อเนื่อง โดยที่จาฮากับชูล่าทำได้แต่พยายามขยับตัวหลบไม่ให้ผิดสังเกต
“ไม่มีความผิดปกติครับ”
ทหารยามเดินกลับไปยังจุดพักและหลับต่อ จาฮาถอนหายใจแ่เบาคิดว่าตนเองตัดสินใจผิดชัด ๆ ที่เชื่อแผนของชูล่าจนต้องเกือบเป็รูพรุน เสียงประตูใหญ่เคลื่อนตัวดัง คาราวานรถขนสินค้าและผู้คนที่ผ่านการขออนุญาตแล้วค่อย ๆ เดินผ่านประตูเข้าไปด้านในโดยไม่มีใครรู้เลยว่ามีคนลักลอบเข้าเมืองหลบซ่อนอยู่ภายใต้กองฟางเหม็นอับอีกสองคน
รถขนฟางวิ่งต่อไปอีกครู่ใหญ่จนมาจอดยังหลังโรงเลี้ยงม้า ชายคนขับลงมาจากรถเขาหาวอีกหวอดใหญ่พร้อมกับทยอยนำกองฟางลงจากรถ ตอนนั้นเองชูล่าก็โผล่พรวดออกมาพร้อมกับจาฮา ในขณะที่คนขับรถยืนมองอย่างตกตะลึง เขาขยี้ตาและมองอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าตนเองไม่ได้ฝันไป แต่พอมองอีกครั้งทั้งสองคนก็ไม่ได้อยู่บนรถแล้ว ชั่วเวลาเพียงไม่กี่วินาที ชายคนขับรถก็หลับไปอีกครั้งด้วยหมัดของชูล่า
“ทำแบบนี้จะดีเหรอ?”
“เอาเถอะน่า ยังไงก็ได้เข้ามาแล้วนี่นา”
ชูล่าสูดลมหายใจรับอากาศในเมืองหลวงเข้าไปเต็มปอด วันใหม่ในนครหลวงยูโทเปียได้เริ่มต้นขึ้นแล้วพร้อมกับปัญหาอีกมากที่ชูล่ากับจาฮากำลังจะได้เผชิญ
♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦
นครหลวงยูโทเปียยิ่งใหญ่สมกับคำร่ำลือ ทั้งตึกสูงใหญ่ ยานพาหนะรูปร่างประหลาด ผู้คนก็มีมากมายหลากหลายเชื้อชาติจนชูล่ากับจาฮารู้สึกตื่นตาตื่นใจเป็ที่สุด ทุก ๆ อย่างดูเหมือนของเล่นใหม่สำหรับทั้งคู่ที่สนุกกับการสนใจสิ่งรอบตัวจนลืมเวลา แต่ทว่าการใช้ชีวิตอยู่ในเมืองนี้ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เพราะทั้งคู่ไม่ได้เข้าเมืองโดยถูกกฎหมาย ดังนั้นจึงไม่มีสิทธิ์ที่จะใช้บริการสาธารณะอะไรในเมืองได้เลย
วิถีชีวิตที่สวยหรู ชีวิตที่ไม่ต้องทำงานก็มีความสุข นี่คือสิ่งที่ถูกกล่าวถึงภายในยูโทเปีย แต่สิ่งที่เห็นกลับต่างกับที่ได้ยินมา ชูล่ากับจาฮายืนมองผู้คนยืนต่อแถวกันอย่างมีระเบียบหน้าร้านอาหารที่ไร้ซึ่งแรงงานมนุษย์ ทุกอย่างถูกควบคุมโดยเครื่องจักรสมองกล ผู้คนต่างเดินผ่านเข้าไปในร้านที่มีเครื่องอ่านรหัสประจำตัวประชาชนที่ถูกฝังเอาไว้ตรงต้นคอ และภายในนั้นพวกเขาจะได้รับอาหารโดยไม่ต้องเสียเงิน แต่ว่าเป็อาหารที่ดูแย่กว่าที่เห็นในคฤหาสน์ของโยฮันอย่างเทียบไม่ได้
ทุกสิ่งทุกอย่างภายในยูโทเปีย ต้องมีการตรวจสอบรหัสประจำตัวก่อนจึงจะได้รับการบริการ แม้ว่าทุกอย่างจะไม่ต้องเสียเงินและถูกควบคุมอย่างเป็ระเบียบ แต่สีหน้าของผู้คนบางส่วนก็ไม่ได้มีความสุขเท่าไหร่ ถ้าคิดทบทวนคำพูดของโยฮันเมื่อคืนแล้ว ก็นับว่ามีส่วนถูกอยู่ไม่น้อย ชูล่าเองก็รู้สึกแปลก ๆ กับความเป็อยู่ที่แท้จริงภายในเมืองที่ทุกคนต่างใฝ่ฝันถึง
ทันใดนั้นเอง เสียงโหวกเหวกโวยวายดังขึ้นด้านหลังทั้งคู่ ที่ร้านอาหารร้านนั้น มีชายผู้หนึ่งถูกโยนออกมาจากร้านด้วยฝีมือของจักรกลเหล็กหน้าตาประหลาดที่กำลังส่งสัญญาณเสียงดังลั่น
“พวกใต้ดินอีกแล้ว…”
เสียงผู้คนรอบข้างโจษจันกันเซ็งแซ่ สายตาของพวกเขาจ้องมองไปยังชายคนที่ถูกโยนออกมา จักรกลเหล็กตัวนั้นยังคงส่งเสียงร้องเพราะตรวจพบว่าชายผู้นี้ไม่มีรหัสประจำตัว ชายผู้นั้นลุกขึ้นพร้อมกับเศษกระจกชิ้นเล็ก ๆ ภายในมือและพยายามจะใช้มันทำร้ายเ้าจักรกลตัวนั้น เพียงไม่ถึงนาที ทหารรักษาความปลอดภัยห้าคนก็เดินทางมาถึงพร้อมกับอาวุธครบมือ
“วางอาวุธซะ แล้วไปกับเรา!”
กลุ่มทหารตั้งปืนขู่พร้อมกับล้อมกรอบชายผู้นั้นไว้ ในขณะที่อีกสองคนก็คอยกั้นฝูงชนให้ออกไปไกลจากจุดนั้น ชายผู้หิวโซและมีเศษกระจกเป็อาวุธขว้างเศษกระจกใส่ทหารคนหนึ่งก่อนพยายามวิ่งแหวกวงล้อมของผู้คนออกไป ทหารอีกนายตัดสินใจยิงปืนออกไปทันที แรงจากปืนยิงไฟฟ้าทำให้ร่างของชายหนุ่มล้มลงแน่นิ่งไป ทหารผู้นั้นดินไปยังร่างของชายหนุ่มท่ามกลางสายตาอันชาชินของผู้คนและใช้ปลายเท้าเขี่ยร่างของชายผู้นั้นให้หงายขึ้น จากอกที่ยังคงหายใจกระเพื่อม ดูเหมือนว่าชายผู้นั้นจะยังไม่ตาย ทหารที่ถูกกระจกขว้างใส่จนแก้มเป็แผลเืออกเดินไปยังร่างชอบชายหนุ่มพร้อมกับกระแทกพานท้ายปืนไปยังท้องน้อยด้วยความโกรธ
“โหดร้าย…”
จาฮาอุทานออกมาเบา ๆ พร้อมกับส่ายหน้า แต่มีมือของใครบางคนมาอุดปากจาฮาเอาไว้ไม่ให้พูดอะไรต่อ จาฮาหันกลับไปและพบกับเ้าของมือนั้น เป็ชายสวมชุดโคทสีดำมีฮุดคลุมหน้ายืนอยู่ด้านหลัง
“ทำเกินไปแล้ว!”
ชูล่าทนไม่ไหวและก้าวออกไป แต่ชายหนุ่มคนนั้นจับข้อมือเขาเอาไว้พลางส่ายหน้าห้าม
“อย่า…นายไม่ควรทำแบบนั้น…”
ชูล่าจ้องตาชายในชุดโคท และสะบัดมือของชายผู้นั้นออก
“อย่ามายุ่ง! ฉันตัดสินใจเองได้ ว่าจะทำหรือไม่ทำอะไร”
สุดปัญญาที่ชายในชุดโคทและจาฮาจะห้ามปรามได้ ชูล่าทำตามใจตนเองอีกครั้งโดยคิดไม่ถึงว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะนำปัญหาอันใหญ่หลวงมาสู่พวกเขา ในขณะที่ทหารนายหนึ่งที่กำลังควบคุมฝูงชนอยู่เผลอตัว ชูล่าอาศัยจังหวะนั้นกระแทกสันมือเข้าที่ต้นคออย่างแรงพร้อมกับแย่งปืนของนายทหารผู้นั้นไป ทหารอีกนายหันมาทางเขาพอดี และกำลังจะเหนี่ยวไกแต่ชูล่านั้นไวกว่า ทหารนายนั้นล้มลงด้วยแรงไฟฟ้าของปืน เมื่อรวมกับเกราะเหล็กที่ใส่อยู่ก็ยิ่งทำให้กระแสไฟฟ้ารุนแรงขึ้นกว่าเดิม
ชูล่าไม่รอช้าวิ่งเข้าไปหานายทหารอีกสองคนและฟาดกระบอกปืนอันหนักอึ้งเข้าที่หน้าทั้งสองจนหงายหลัง และจ่อกระบอกปืนเข้าที่กลางกระหม่อมของทหารคนสุดท้ายอย่างรวดเร็วโดยที่ทหารผู้นั้นไม่ทันได้ตั้งตัว
“ทิ้งปืนซะ แล้วเอามือวางไว้บนหัว”
ท่ามกลางความตื่นตะลึงของผู้คน ชายปริศนาผู้เฝ้าดูการกระทำของชูล่าเองก็อดทึ่งในความกล้าบ้าบิ่นนี้ไม่ได้ นายทหารผู้นั้นทิ้งปืนและทำตามคำสั่งด้วยความกลัว ชูล่าปรับกระแสไฟฟ้าในปืนให้เบาที่สุดและยิงใส่นายทหารผู้นั้นจนสลบไป
ชูล่าถอนหายใจพลางหันไปรอบตัวดูผลงานของตนเองและรู้สึกว่าตนเองทำเกินไปนิดหน่อย ไม่มีเสียงแสดงความยินดี มีเพียงความเงียบและสายตาที่มองมายังตัวเขาอย่างเ็า ชูล่าไม่ได้หวังเสียงปรบมือแต่ก็ไม่คิดว่าผู้คนรอบตัวจะแสดงความไม่เป็มิตรออกมาอย่างเห็นได้ชัดขนาดนี้
ชายหนุ่มที่ถูกพวกทหารซ้อมอาการไม่ค่อยสู้ดีนักแต่ยังโชคดีที่ยังหายใจอยู่ ชูล่าก้มลงไปดูอาการและแบกเขาขึ้นหลัง จาฮากับชายปริศนาแหวกฝูงชนเข้ามาหาชูล่า พร้อมกับอารมณ์โมโหสุดขีด
“แกทำอะไรลงไป อย่างนี้ก็เท่ากับว่าพวกเราเป็อาชญากรน่ะสิ!”
“เื่นั้นช่างมันก่อนเถอะ ที่สำคัญคือพวกนายคงต้องรีบไปจากที่นี่แล้วล่ะ”
ชายในชุดโคทพูดถูก เพราะตอนนี้เสียงไซเร็นดังไปทั่วบริเวณ และทหารอีกกลุ่มใหญ่กำลังจะเดินทางมาถึงที่นี่ในไม่ช้า แต่ทว่าวงล้อมของผู้คนนั้นกลับแ่าขึ้นจนยากที่จะฝ่าไปได้ราวกับว่าพวกเขาพร้อมใจกันล้อมกรอบพวกชูล่าไม่ให้หนีไปไหน
“คนพวกนี้มันอะไรกัน?”
จาฮารู้สึกอึดอัดที่วงล้อมเริ่มแคบลงทุกที กลุ่มคนค่อย ๆ ต้อนพวกเขาไปจนถึงทางตัน ในตอนนั้นเองชูล่ากับจาฮาก็เห็นแสงสีฟ้ากระพริบขึ้นสองสามครั้ง ก่อนที่ทุกอย่างจะหยุดนิ่ง เสียงอื้ออึงภายในหูทำให้รู้สึกปวดหัวขึ้นมาในทันที จาฮาและชูล่าส่งเสียงด้วยความใ แต่เสียงกลับไม่ดังออกมาจากลำคอ ชายในชุดโคทกระดิกนิ้วเรียกเหมือนจะบอกทั้งคู่ว่าให้เดินตามมา ที่มือของเขามีวัตถุทรงกลม ตรงกลางนั้นมีตุ้มเหล็กที่กำลังวิ่งหมุนวนด้วยความสูงอยู่ภายใน
ทั้งคู่แปลกใจมากในสภาวะที่ทุกสิ่งทุกอย่างหยุดนิ่งแม้แต่เสียงที่ชูล่ากับจาฮาพูดออกมา พวกเขาแหวกฝูงชนเ่าั้ออกไปและเดินตามชายปริศนาจนพ้นมุมถนน ลูกตุ้มในอุปกรณ์ประหลาดหยุดนิ่งลง พร้อมกับเสียงอื้ออึงในหูก็หายไปด้วย โลกทั้งโลกก็กลับมามีชีวิตเหมือนเดิมอีกครั้ง แต่ที่เปลี่ยนไปคือตำแหน่งที่พวกเขาเดินหลบออกมาและอุปกรณ์ประหลาดที่แตกกระจายหลุดออกเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อยหลังจากสิ้นสุดการทำงาน
“แย่จริง…ใช้ได้แค่ครั้งเดียวก็พังซะแล้ว”
ชายปริศนาถลกฮุดที่คลุมศีรษะออก เผยให้เห็นโครงหน้าเรียวและผิวพรรณหมดจดสะท้อนแสงแดดยามบ่าย พร้อมผมยาวสลวยราวกับผู้หญิง ดวงตาคมจ้องมองพวกชูล่าด้วยความเป็มิตร ชายปริศนามองมายังทั้งคู่พร้อมกับแนะนำตัว
“ฉันชื่อเซซิล เป็วิศวกร เอ่อ…อดีตน่ะ ยินดีที่ได้รู้จัก”
เซซิลยืนมือไปหวังจะทักทาย แต่ชูล่ากลับยืนกอดอกอย่างหยิ่งผยอง คงเป็เพราะว่ายังรู้สึกแย่กับท่าทีของโยฮันไม่หาย เลยไม่ค่อยไว้ใจพวกพูดจาสุภาพเท่าไหร่ จาฮาเองจึงเป็คนจับมือทักทายกับเซซิลอย่างชื่นชม
“เอ่อ ว่าแต่ว่า…เมื่อกี้นี้มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมทุกคนถึงได้หยุดนิ่งแบบนั้น?”
“เครื่องหยุดการเคลื่อนไหวของเวลาน่ะ เป็อุปกรณ์ที่ทำให้กระแสเวลาในรัศมีประมาณหนึ่งร้อยเมตรหยุดลง เพียงแต่ว่ามันยังไม่ค่อยสมบูรณ์เท่าไหร่ พอเอามาใช้ได้ครั้งเดียวก็กลายเป็ซากอย่างที่เห็นนี่แหละ”
เซซิลอธิบายถึงความสามารถของอุปกรณ์ที่ตนเองสร้างขึ้นให้จาฮาฟังอย่างคร่าว ๆ ทำให้ชูล่ามีท่าทีสนใจในตัวเซซิลขึ้นมาบ้างเล็กน้อย แต่เหล่าทหารกลุ่มใหญ่ที่วิ่งผ่านพวกเขาไปนั้นทำให้ยังวางใจไม่ได้ว่าพวกเขาจะปลอดภัย
“รีบไปจากที่นี่กันเถอะ”
เซซิลคลุมฮู้ดกลับเป็เช่นเดิมและออกเดินกึ่งวิ่ง พาจาฮากับชูล่ารวมถึงชายที่าเ็อยู่ไปหลบยังที่ปลอดภัย
หลังจากเกิดเื่ไม่ถึงสามชั่วโมง ใบหน้าของพวกเขาทั้งสามก็ไปอยู่ในบอร์ดประกาศจับทั่วทั้งเมือง สร้างความปวดหัวให้กับจาฮาเป็อย่างยิ่ง
♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦