บทที่ 25 มาคุยกันหน่อยสิ
เมื่อได้ยินเสียงประกาศจากพิธีกร ก็คล้ายกับว่าทุกคนจะได้สติขึ้นมา รีบส่งเสียงเชียร์โห่ร้องกันใหญ่ พวกเขาไม่คิดเลยว่างานเล็กๆ แบบนี้จะได้พบกับยอดฝีมือรุ่นเยาว์ที่มีฝีมือเฉียบขาดขนาดนี้ หากในอนาคตไม่มีอะไรผิดพลาด ด้วยความเก่งกาจของเขา อาจได้กลายเป็ยอดฝีมือแนวหน้าในวงการก็เป็ได้
และในตอนที่หวังเฟิงเดินลงสนามประลองมาได้ไม่กี่ก้าว ก็ถูกชายวัยกลางคนใส่ชุดสูทสีดำคนหนึ่งรั้งตัวไว้ เขากล่าวอย่างสุภาพว่า
“คุณหวังเฟิง ขอเชิญตามผมมาทางนี้หน่อยได้ไหมครับ พอดีท่านผู้าุโฉิน อยากคุยกับเธอหน่อยน่ะ”
หวังเฟิงรู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง แต่ก็ตอบรับคำ “ได้ครับ”
ชายวันกลางคนเดินนำทาง แหวกกลุ่มฝูงชนไปยังห้องพักที่อยู่ริมด้านใน พอเข้ามาภายในห้อง หวังเฟิงก็เห็นผู้าุโฉิน บุคคลผู้มีชื่อเสียงที่สุดในงานนี้
ฉินหว่าน หรือผู้าุโฉิน ดูจากภายนอกเป็ชายวัยกลางคนอายุเกือบห้าสิบปีแล้ว โครงหน้าเหลี่ยมสัน ดูเป็ชายที่มีคุณธรรม เปี่ยมเมตตา ผิวสีแทน พอเห็นหวังเฟิงเข้ามาปุ๊บก็ยิ้มรับ
“นั่งสิพ่อหนุ่ม”
หวังเฟิงก้มศรีษะเล็กน้อย จากนั้นก็เลือกนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงกันข้าม ดวงตาสาดประกาย ในใจนึกอยากรู้ว่าอีกฝ่ายเรียกตนมาทำไม ?
เห็นท่าทางไม่อ่อนน้อม ไม่สุภาพ ดวงตาตั้งมั่น ไม่หลุกหลิกของหวังเฟิงแล้ว ก็รู้สึกพึงพอใจ และคาดเดาได้ไม่ยากว่าคงต้องเติบโตมากับครอบครัวที่เพียบพร้อม เพราะครอบครัวธรรมดา คงไม่อาจสั่งสอน อบรมลูกให้ออกมามีบุคลิกแบบนี้แน่
“ดื่มนี่ก่อนสิ” ฉินหว่านยื่นชาที่รินไว้ให้
ั้แ่เกิดมาจนอายุเกือบสิบเก้าปี หวังเฟิงลิ้มรสชามาไม่น้อย ถึงจะไม่กล้าออกปากว่าเป็ผู้เชี่ยวชาญ แต่ก็พอรู้อยู่บ้างว่าชาแบบไหนดี หรือไม่ดี สำหรับชาที่อยู่ตรงหน้านี้หวังเฟิงให้คะแนนอยู่ที่หกเต็มสิบ ไม่ดี แต่ก็ไม่แย่
“ที่ฉันเรียกเธอมา ก็เพราะอยากถามความเป็มาของเธอหน่อย แต่ถ้าไม่สะดวกจะบอกก็ไม่เป็ไร”
หวังเฟิงหลับตาลง โคลงดวงตารอบหนึ่งแล้วลืมตาขึ้น พร้อมกับพูดว่า “อย่าหาว่าผมเสียมารยาทเลยนะครับ แต่ก่อนที่จะถามความเป็มาของคนอื่น คุณควรจะแนะนำตัวเองก่อนไหมครับ ?”
ชายสวมชุดสูทสีดำที่พาหวังเฟิงเข้ามา ได้ยินประโยคนี้ใบหน้าก็เปลี่ยนเป็เข้มขึ้น “อย่าคิดว่าอายุน้อย แล้วจะพูดอะไรก็ได้ ที่อยู่ตรงหน้านายคือท่านฉินหว่าน แล้วก็อย่ามาทำเป็เสแสร้ง คนที่ฝึกวรยุทธ์ในประเทศนี้ มีใครบ้างที่ไม่รู้จักท่าน ?”
“อ่อ… ถ้างั้นผมก็คงเป็คนนั้นแหล่ะครับ”
“นี่แก…” ชายสวมชุดสูทสีดำทำท่าจะพุ่งเข้ามา แต่ถูกฉินหว่านปรามไว้
“อาหม่า นายจะถือสาอะไรกับคำพูดของคนวัยเท่าเขา อีกอย่างที่เด็กคนนี้พูดก็มีส่วนถูกอยู่เหมือนกัน เป็ฉันเองที่อยู่ตรงนี้มานานจนหลงลืมไป ฮ่า ๆ ขอแนะนำตัวเองก่อน ฉันแซ่ฉิน ชื่อหว่าน เป็ผู้าุโลำดับที่สาม ของสำนักหงส์ร้อง หนึ่งในสำนักชั้นยอดของเมืองหลวง เธอจะเรียกฉันว่าผู้าุโฉินก็ได้”
หวังเฟิงป้องมือ ทำท่าคารวะแบบชาวยุทธ์ “สวัสดีครับผู้าุโฉิน ผมหวังเฟิง ไม่ได้สังกัดสำนักไหน”
ได้ยินว่าหวังเฟิงไม่ได้อยู่สำนักไหนเลย ฉินหว่านรู้สึกคิดไม่ถึงอยู่บ้าง เพราะหากพูดถึงตระกูลใหญ่ที่มีวิชาสืบทอดมาถึงปัจจุบันนั้นไม่มีแซ่หวังอยู่ในนั้น ด้วยระดับฝีมือของหวังเฟิง เขาคิดไม่ออกจริงๆ ว่าจะมีตระกูลชาวยุทธ์เล็กๆ ตระกูลไหน สั่งสอนออกมาได้
‘เื่นี้เราต้องเก็บความสงสัยไว้ก่อน’ ฉินหว่านคิดในใจ “ที่ฉันเรียกเธอมา ก็เพราะฝีมือที่เธอแสดงบนสนามประลอง อีกสองเดือนข้างหน้าโลกเื้ัจะมีการจัดงานประลองยุทธ์รุ่นเยาว์ หากเธอสนใจฉันสามารถส่งชื่อเธอเข้าร่วมงานประลองนี้ได้”
พอได้ยินว่าเป็งานประลอง หวังเฟิงก็รู้สึกสนใจทันที แต่พอคิดถึงฝีมือของโอวหยางป๋อ เขาก็ไม่อยากคาดหวังอะไรนัก จึงได้แต่ถามกลับไปว่า “ระดับฝีมือของคนที่เข้าร่วมเป็ยังไงหรือครับ”
“เื่นี้ก็พูดยาก แต่มีเื่หนึ่งที่ฉันบอกเธอได้คือ เธอจะได้พบกับคู่ประลองที่ฝีมือสมน้ำสมเนื้อกับเธอแน่นอน”
หวังเฟิงเอียงคอเล็กน้อย “ฝีมือพอๆ กับผู้าุโฉิน ?”
“ฮ่า ๆ” ฉินหว่านหัวเราะชอบใจ “เธอนี่มั่นใจในตัวเองจริงนะ เธอรู้หรือว่าฉันอยู่ระดับไหน ?”
“ผมไม่รู้ครับ” หวังเฟิงไม่รู้ว่าควรจะบอกอีกฝ่ายยังไงดี เพราะวิถีวรยุทธ์ของตนนั้นร่ำเรียนมาจากแม่ เป็วิถีดั้งเดิม แตกต่างจากผู้ฝึกยุทธ์ในปัจจุบันซึ่งผ่านกาลเวลาและดัดแปลงให้เข้ากับยุคสมัยที่ลมปราณธรรมชาติขาดแคลน
และอีกอย่างคือวิถีวรยุทธ์ของหวังเฟิงนั้นถือว่าเป็ความลับสุดยอด เฟิงเสวียผู้เป็แม่เคยบอกเขาไว้ว่า ‘อาเฟิง เื่นี้คือความลับของเราสองแม่ลูก แม้แต่พ่อของลูกก็ไม่รู้ ลูกคือลูกรักของ์ แม่ตรวจดูแล้ว ร่างกายของลูกได้รับการชำระล้างจากลมปราณธรรมชาติั้แ่อดีตจวบจนถึงปัจจุบัน ผ่านกาลเวลายาวนานหลายร้อยปี สำหรับคนอื่นแม้จะเป็อัจฉริยะฟ้าประทาน ก็ลำบากยากเย็นนักหากคิดจะฝึกวรยุทธ์ในยุคนี้ แต่กับลูกไม่เหมือนกัน ขอเพียงลูกมีความพยายาม ไม่ละทิ้ง ก็จะประสบความสำเร็จเหนือใครอย่างแน่นอน ส่วนแม่เองก็ได้รับประโยชน์จากลูกด้วย แม่ััได้ว่าร่างกายของแม่เองก็เปลี่ยนไปเหมือนกัน เหมือนกับว่าปรับสภาพให้เหมาะกับลมปราณในยุคนี้ เื่นี้ต้องขอบคุณลูกนะ’
“ผู้ไม่รู้ย่อมไม่ผิด เหมือนเธอเพิ่งจะเคยมางานแบบนี้เป็ครั้งแรก ?” ฉินหว่านถามอย่างสนใจ
“ใช่ครับ คุณลุงเจ๋อพามามาเที่ยว”
ฉินหว่านทำท่านึกคิด จากนั้นก็พยักหน้า “จินเจ๋อ เ้าสำนักหมัดเหล็ก เป็คนที่ไม่เลว ถ้ามีเวลาเธอก็มางานแบบนี้บ่อย ๆ จะได้รู้จักคนอื่นในแวดวงมากขึ้น จริงสิรับนี้ไว้ ถ้าเธอสนใจจะเข้าร่วมงานประลอง ก็โทรหาฉันแล้วกัน”
หวังเฟิงรับนามบัตรของฉินหว่านมา นี่คือนามบัตรอย่างดี ตามขอบยังเคลือบทองคำแท้เอาไว้
“ขอบคุณครับ”
“เธอไปได้แล้วล่ะ จะได้ไม่พลาดชมงานประลองดี ๆ หวังว่าฉันจะได้เห็นเธอที่งานนะ” ฉินหว่านโบกมือเล็กน้อย ทำทีส่งแขก
พอหวังเฟิงเดินออกมาจากห้องพัก ก็พบว่ามีสองพ่อลูกตระกูลจินคอยอยู่ ท่าทางร้อนใจไม่น้อย หวังเฟิงเห็นแล้วก็รู้สึกขอบคุณในใจ “ทำทั้งสองคนเป็ห่วงแล้ว”
“รุ่นน้อง ฉันพานายมาเที่ยวครั้งแรก ก็เล่นเอาฉันใจหายใจคว่ำเลยนะ” จินเต๋อพุ่งเข้ามาคล้องคอหวังเฟิง พร้อมกับเดินนำไปทางเพื่อนที่เพิ่งทำความรู้จักกัน
“เมื่อครู่ไม่ได้มีอะไรใช่ไหม ?” จินเจ๋อถามขึ้น
“ไม่มีอะไรหรอกลุงเจ๋อ แค่ผู้าุโฉินเขาอยากชวนผมไปร่วมงานประลองยุทธ์รุ่นเยาว์ครับ”
จินเจ๋อพยักหน้า “ด้วยฝีมือของเธอ จะเข้าตาผู้าุโฉินก็ไม่แปลก”
“พ่อ งานประลองยุทธ์รุ่นเยาว์นี่คงจะมีแต่พวกเก่ง ๆ ใช่ไหม”
จินเจ๋อมองลูกตัวเองอย่างระแวง “ทำไม ? ฝีมือเท่าแมวสามขาอย่างแกก็คิดจะไปลงให้ขายขี้หน้า ?”
“ผมจะไปลงทำไมให้เจ็บตัวเล่า ที่ถามคือผมจะไปเปิดหูเปิดตาต่างหาก มีแต่คนเก่ง ๆ มาลงสนามเชียวนะ ไม่แน่งานนี้ผมอาจจะได้เห็นเทพธิดาเย่ในดวงใจของผมด้วยก็ได้” พอพูดถึงเทพธิดาเย่ ดวงตาของจินเต๋อก็ถึงกับล่อลอยขึ้นมา
โป๊ก !
จินเจ๋อเขกศรีษะลูกชายตัวเองไปหนึ่งที แล้วบ่นอย่างเหลือทน “เลิกเพ้อฝันได้แล้ว ไปเล่นของแกตรงนู้นไป เดี๋ยวอีกครึ่งชั่วโมงพวกเราก็จะกลับแล้ว ไม่งั้นไปรับแม่แกสายแน่”