นกที่ตื่นเช้ามักได้หนอนตัวใหญ่ คือคติที่มู่ตานหรือตันตันในชาติก่อนยึดถือมาโดยตลอด ดังนั้นการนอนดึกไม่ใช่อุปสรรคของการตื่นก่อนฟ้าสางสำหรับนาง ครั้นพอจัดการล้างหน้ารวบผมเสร็จมู่ตานก็คิดจะออกไปรดน้ำผักแทนเฟิงเออร์ที่ดูกำลังหลับสบาย แต่พอไปถึงแปลงผักกลับพบเฟิงเฉินเก็บผักอย่างขะมักเขม้นอยู่ก่อนแล้ว
“พี่เฟิงเฉินเก็บผักไปขายที่ตลาดหรือเ้าคะ”
“เปล่า ข้าจะเก็บไปฝากเถ้าแก่เวิ่น เมื่อวานเถ้าแก่เมตตาให้ข้าวสารกับอังเปามาจำนวนหนึ่ง ข้าเลยอยากจะตอบแทนเถ้าแก่บ้าง”
“อ่อ เป็เช่นนี้เอง งั้นให้ข้าช่วยด้วยนะเ้าคะ” ไม่รอให้เฟิงเฉินตอบนางก็เข้าไปจัดการเก็บผักกับเฟิงเฉินอย่างตั้งใจ
“เ้าไม่เอากระดาษออกมาตากต่อหรือ” เขาถามโดยที่มือยังคงทำหน้าที่ไม่ขาดตก
“ต้องรอให้แดดจัดอีกหน่อยเ้าค่ะ หากนำออกมาเร็วเกินไป กระดาษอาจโดนน้ำค้างทำให้ชื้นได้ ข้ากะว่าเก็บผักเสร็จถึงจะเข้าไปเอาออกมาตากต่อเ้าค่ะ”
เฟิงเฉินไม่ได้ถามสิ่งใดต่อเวลาผ่านไปจนแสงอาทิตย์สาดส่องไปทั่วบริเวณ ตอนนี้ทั้งสองคนช่วยกันเก็บผักได้มากถึง 3 ตระกร้าใหญ่ บ้างเป็กะหล่ำปลี บ้างเป็คะน้า บ้างก็เป็ผักกวางตุ้ง โดยที่ทุกต้นทุกใบชะอุ่มเขียวสวยงามสะท้อนถึงความเอาใจใส่ของผู้ปลูกได้เป็อย่างดี
“เดี๋ยวสายอีกหน่อยข้าจะเข้าตลาด หากเ้าอยากติดตามไปด้วยก็ลองถามเฟิงเออร์ดูเผื่อจะได้มีเพื่อนออกไปเปิดหูเปิดตา เพราะหลังจากที่ข้าเอารถเข็นไปคืนเถ้าแก่เวิ่นแล้ว พวกเ้าคงต้องแยกกลับกันเอง”
เปิดหูเปิดตา ถูกแล้วนางมาที่นี่นอกจากรดน้ำผัก ทำกับข้าว และช่วยงานเล็กๆ น้อยๆ แล้วก็ยังไม่มีโอกาสได้เห็นชีวิตความเป็อยู่ของคนในชาติภพนี้อย่างจริงจังสักที การได้ออกไปัักับชีวิตผู้คนที่นี่อาจทำให้นางคุ้นชินกับโลกใบใหม่ได้ง่ายขึ้น
“ขอบคุณพี่เฟิงเฉินนักเ้าค่ะ ประเดี๋ยวข้าจะไปลองสอบถามเฟิงเออร์ดูนะเ้าคะ” รอยยิ้มที่ประดับอยู่บนใบหน้าเปิดเผยไปถึงดวงตาช่างแลดูงดงามยิ่งนัก
ปลายยามเฉินทั้งสามคนเดินทางออกจากหมู่บ้านมาประมาณครึ่งก้านธูปก็ถึงตลาดไท่หยาง ตลาดเก่าแก่กลางเมืองที่มีผู้คนจอแจที่สุด ด้วยเพราะเป็ศูนย์กลางการค้าอันดับต้นของแคว้นฉี ทำให้ไม่แปลกที่ยามนี้จะคราคร่ำไปด้วยบรรดาพ่อค้าแม่ขาย ทั้งจากต่างแดนและในพื้นที่ การแลกเปลี่ยนสินค้าเป็ไปอย่างคึกคัก สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ที่เพิ่งเคยมาเยือนเป็ครั้งแรกอย่างนางยิ่งนัก
“พี่มู่ตานเ้าคะ... พี่มู่ตาน...” เด็กน้อยขยับเข้าใกล้พลันจับมือของนางเบาๆ
“ว่าไงเฟิงเออร์เด็กดี” นางย่อตัวลงเพื่อให้ได้ยินสิ่งที่เด็กน้อยจะพูดให้ชัดขึ้น เนื่องจากยามนี้บรรดาพ่อค้าแม่ขายต่างร้องะโกันเซ็งแซ่ บ้างเรียกลูกค้า บ้างก็โฆษณาสรรพคุณจนหูของนางอืออึงไปหมด
“พี่มู่ตานอยากไปดูสิ่งใดเป็พิเศษหรือไม่เ้าคะข้าจะได้พาไป หากไม่เช่นนั้นข้าว่าจะแวะไปทักทายเถ้าแก่เวิ่นที่ร้านขายพู่กันกับพี่ใหญ่ก่อนเ้าค่ะ”
“เ้ากับพี่เฟิงเฉินตามสบายเถิด ข้าขอแค่ติดตามไปเปิดหูเปิดตาด้วยเท่านั้น” พูดจบในใจนางได้แต่นึกขัน จะให้นางเดินดูสิ่งใดกัน เส้นทางก็ไม่รู้จัก แถมทั้งเนื้อทั้งตัวสักอีแปะก็ยังไม่มี จะให้ขอหยิบยืมสองพี่น้องรึก็ยากแค้นยิ่งนัก ในใจพลันคิดถึงเงินพันล้านของนางยิ่ง แต่แล้วก็ได้แต่ถอนหายใจรอบแล้วรอบเล่า
“พี่มู่ตานไม่ต้องหนักใจไปเ้าค่ะ เถ้าแก่เวิ่นและท่านน้าหญิงใจดีนัก” มู่ตานมองกลับด้วยสายตาที่เด็กน้อยไม่อาจคาดเดา
“เช่นนั้นหรือ” มู่ตานลูบหัวแล้วยิ้มบางให้กับความคิดของเด็กน้อยที่คงแอบคาดเดาความในใจ แต่เชื่อเถอะว่าเ้าเด็กน้อยไม่มีวันจะเดาถูก!
ทั้งสามออกเดินไปข้างหน้าอีกครั้งไม่นานก็มาถึงหน้าร้านกลางเก่ากลางใหม่ ด้านหน้ามีป้ายขนาดใหญ่เขียนว่า พู่กันเซียน เฟิงเฉินจอดรถเข็นไว้ด้านข้างของร้านอย่างคุ้นเคย จากนั้นรีบยกตระกร้าผักเดินนำเข้าไปในร้านทันที
“เสี่ยวซี เถ้าแก่เวิ่นอยู่หรือไม่” เฟิงเฉินร้องถามหญิงสาวร่างเล็กที่นั่งจัดเรียงของอยู่ไม่ไกล
“เฟิงเฉิน เ้ามาแล้วหรือ แล้วนี่ขนผักมามากมายทำไม” เด็กสาวหน้าตาจิ้มลิ้ม รีบวางมือจากสิ่งที่ทำอยู่แล้วเดินมายังทางเข้าที่ทั้งสามคนยืนอยู่
“ข้าเอามาฝากเถ้าแก่เวิ่น ขอบคุณที่เถ้าแก่คอยเมตตา” เฟิงเฉินยิ้มเก้อ
“น้าเขยดูแลท่านน้าหญิงอยู่หลังร้าน รอสักประเดี๋ยวข้าจะไปตามมาให้” เด็กสาวนามเสี่ยวซีวิ่งรี่ไปทางประตูที่เชื่อมต่อระหว่างร้านกับห้องด้านหลัง
ระหว่างที่กำลังรอเ้าบ้าน มู่ตานจึงมีโอกาสทอดสายตาสำรวจ ร้านแห่งนี้ไม่เล็กไม่ใหญ่แต่กลับเต็มไปด้วยพู่กันในขนาดที่หลากหลาย บ้างห้อยลงมาจากคานไม้ บ้างก็วางอยู่บนโต๊ะให้ลูกค้าเลือกจับต้องชมสินค้าได้เองอย่างใกล้ชิด ภาพตัวอักษรบนเนื้อไม้ที่มีลวดลายของวงปีถูกประดับในจุดที่สะดุดตาให้กลิ่นอายของร้านผู้ทรงภูมิยิ่งนัก
“เฟิงเออร์เ้าก็มาด้วยหรือ” ชายวัยกลางคนเดินออกมาจากด้านหลังร้านพร้อมกับทักทายเด็กน้อยอย่างคุ้นเคย
“มาด้วยเ้าค่ะ ข้าเอาผักมาฝากเถ้าแก่กับท่านน้าหญิงได้ยินว่าท่านน้าคลอดลูกแล้ว” เด็กน้อยยิ้มตาหยีบอกเล่าสาเหตุที่มาอย่างกระตือรือร้น
“เถ้าแก่ข้าเอาผักมาให้ สิ่งของเล็กน้อยหวังว่าท่านจะไม่รังเกียจ” เฟิงเฉินรีบขยับตระกร้าผักเข้ามาวางเรียง
“รังเกียจรึ ข้าโชคดีสิไม่ว่าได้กินผักอร่อยๆ ของเ้านับว่าวันนี้ข้าโชคดีแล้ว เสี่ยวซีช่วยเฟิงเฉินยกเข้าไปไว้ด้านหลังให้ข้าหน่อยนะ” เด็กสาวนามเสี่ยวซีพยักหน้ารับอย่างเต็มใจ
“คารวะเถ้าแก่เวิ่นเ้าค่ะ” มู่ตานที่สบตากับเถ้าแก่เวิ่นทักทายขึ้นก่อนอย่างน้อมน้อม
“ตามสบายเถอะ อย่ามากพิธีเลยข้าก็แค่เถ้าแก่ร้านเล็กๆ เท่านั้น” รอยยิ้มตอบอย่างอารีส่งให้บรรยายกาศรอบกายดูเป็กันเองมากยิ่งขึ้น
“พี่สาวเป็ญาติของข้าเพิ่งจะมาอาศัยอยู่กับพวกเราพี่น้องไม่นานนี้เ้าค่ะ” เฟิงเออร์รีบอธิบายด้วยยังจำคำที่มู่ตานให้เตรียมการไว้ก่อนหน้านี้ได้
“เป็เช่นนั้นรึ หากเป็ญาติของเ้าข้าย่อมยินดีต้อนรับ เชิญตามสบายเถิด ร้านข้าก็เหมือนร้านของเฟิงเออร์” เถ้าแก่เวิ่นเย้าเด็กน้อยพรางหัวเราะเสียงดัง “เสียดายพวกเ้ามาตอนที่ข้ารีบ คณะสินค้าจากทางใต้กำลังมา ขาดเหลืออะไรก็ถามเอาจากเสี่ยวซีได้” พูดจบเถ้าแก่ก็ก้าวออกจากร้านไปทันที
มู่ตานที่ตอนนี้อยู่กับเฟิงเออร์เพียงสองคนก็อดไม่ได้ที่จะเดินสำรวจจากตรงนั้นมาตรงนี้ นางกวาดสายตาดูพู่กันงดงามหลากหลาย วัสดุที่นำมาใช้ทำหัวพู่กันมีั้แ่ ขนแพะ ขนปลายหางพังพอน ขนกระต่ายป่า ส่วนด้ามพู่กัน ก็มีให้เลือกั้แ่ ไผ่เขียว ไผ่ม่วง ไผ่เซียงเฟย ขยับขึ้นมาหน่อยก็จะเป็ด้ามที่ทำจาก เขาวัว งาช้าง และหยก ยิ่งดูก็ยิ่งตื่นตาสมกับชื่อร้านพู่กันเซียนโดยแท้
ขยับมาไม่ไกลกันนัก นางมองเห็นแท่นหมึกที่ถูกบรรจุลงในกล่องไม้ บนผิวหน้าของแท่งหมึกมีลวดลายดอกกุ้ยฮวาอ่อนช้อย แต่ถัดมากลับทำให้คิ้วบนหน้างามต้องขมวดเป็ปม เนื่องจากความผิดแผกไปจากความวิจิตรอื่นๆ ในร้าน นางเลื่อนมือไปจับกระดาษสีเหลืองอ่อน หากแต่เนื้อกระดาษช่างหนาและผิวก็ขรุขระดูไม่เหมาะจะเอามาเขียนด้วยพู่กัน
“เ้าสนใจกระดาษหรือ” เสี่ยวซีที่เห็นนางลูบคลำกระดาษอยู่เป็นานถามขึ้น
“เ้าค่ะ กระดาษนี้ใช้ในการใดหรือเ้าคะ” นางถามด้วยความสงสัยเนื่องจากหากจะบอกว่านำมาใช้เขียนอักษรก็น่าจะหยาบเกินไป โดยเฉพาะในความคิดของหญิงสาวที่มาจากโลกที่กระดาษมีสีขาวดุจงาช้าง อีกทั้งยังเรียบลื่นนน่าใช้อย่างยิ่ง
“กระดาษในร้านพู่กันย่อมต้องเอาไว้ใช้เขียนอักษร” ไม่แปลกที่ชาวบ้านธรรมดาจะไม่รู้ว่ากระดาษเหล่านี้เอาไว้ทำอะไร นางจึงยิ้มอย่างเข้าอกเข้าใจและกล่าวต่ออย่างอ่อนโยน “กระดาษนี้เป็ของหายาก น้าเขยข้าได้มาจากพ่อค้าทางใต้เมื่อเดือนก่อน”
“กระดาษแผ่นนี้แพงมากหรือไม่เ้าคะ”
“สิบแผ่นต่อหนึ่งตำลึงเงิน”
“หนึ่งตำลึงเงิน!” เฟิงเออร์ได้ยินเข้าถึงกับร้องเสียงดัง
“ถูกต้องแล้ว เพราะเป็ของหายาก ชาวบ้านทั่วไปจึงนิยมใช้ติ้วไม้ไผ่ กระดองเต่า กระดูกสัตว์ ถ้ามีเงินหน่อยก็ใช้ผ้าไหมแต่ยังมีน้อยนักที่จะใช้กระดาษ”
หัวสมองของมู่ตานแล่นอย่างเร็วรี่ ชาติที่แล้วของนางจบไปพร้อมกับเงินพันล้านของนางแล้ว ส่วนชาตินี้แน่นอนว่านางไม่สามารถพึ่งพาสองพี่น้องตระกูลเฟิงหรือใครไปได้ตลอดแน่ นางจะใช้สองมือและประสบการณ์ที่มีทั้งหมดในชาติก่อนและความทรงจำของมู่ตานในชาตินี้เพื่อเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง อดีตแม่ค้าอายุน้อยพันล้านอย่างนางตอนนี้เริ่มมองเห็นทางทำมาหาเงินขึ้นมาบ้างแล้ว...