Level up ไปกับระบบวิเศษ 【จบ】

    เล่ม 5 ตอนที่ 126 ผู้ชายก็เลวไปหมดทุกคน

            ในขณะนั้นเฉินไห่คั่วและเย่จื่ออี๋ก็ชะงักไปเพราะมีเงาร่างมาแทรกตรงกลาง 


            แต่เมื่อเห็นว่าคนที่ยืนแทรกกลางระหว่างพวกเขาทั้งสองคนคือซูฮ่าวที่มีใบหน้าเคร่งขรึมแววตาเฉียบคมราวกับเหยี่ยว 

            หลังจากกลับไปที่คฤหาสน์เขาก็ไปอาบน้ำกินข้าวเช้า และขับรถมายังบ้านพักตากอากาศภูเขาชิงอวิ๋นเขาต้องการใช้ค่ายกลผนึกวิญญาณและของเหลวผนึกวิญญาณในการเลื่อนระดับของตัวเอง 

            ตอนที่เขามาถึงเชิงเขาเขาก็ได้รับสายจากเย่จื่ออี๋ บอกว่าซุนฮุยต้องการซื้อยารักษาอาการบาดเจ็บให้เขาช่วยยืนยันว่าเงินเข้าบัญชีแล้วหรือยัง

            แม้ว่าเขาจะแปลกใจที่ซุนฮุยซื้อยารักษาอาการบาดเจ็บ แต่นี่มันก็เป็นเรื่องสมเหตุสมผลอยู่เหมือนกัน 

            ท้ายที่สุดแล้ว สำหรับซุนฮุยชีวิตมีมูลค่ามากกว่าเงินสองร้อยล้าน

            ตอนที่เขาขับรถมาถึงหน้าประตูบ้านพักเขาก็เห็นเฉินไห่คั่วถือดอกทานตะวันช่อใหญ่เดินเข้าไปหาเย่จื่ออี๋สุดท้ายก็ยังบังคับจูบจากเธออีก

            หากมองผ่านจากช่องว่างก็เห็นได้ชัดว่าเย่จื่ออี๋มีสีหน้าดิ้นรน เห็นได้ชัดว่าเธอไม่ได้เต็มใจ 

            เมื่อเห็นผู้มีพระคุณของตนเองในชาติที่แล้วถูกเฉินไห่คั่วบังคับขืนใจซึ่งนี่ถือว่าเป็นการแตะเกล็ดย้อน1ของเขาแล้ว

            ดังนั้นเขาจึงลงมือ 

            เมื่อเห็นแผ่นหลังของซูฮ่าวเย่จื่ออี๋ก็ตัวแข็งทื่อ แววตาเต็มไปด้วยความซับซ้อน 

            ซูฮ่าวสามารถมาช่วยเธอได้ทันเวลาทุกครั้งแต่เพราะเรื่องนี้จึงทำให้ตัวเลือกภายในใจของเธอสับสนมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม 

            จากการวิเคราะห์ถึงแก่นผู้ชายสองคนทะเลาะกันเพราะเธอ

            “พี่ใหญ่ซูฮ่าวรีบให้บทเรียนที่สาสมแก่คนเลวคนนั้นหน่อยคิดไม่ถึงว่าเมื่อครู่นี้เขาจะกล้าจูบพี่สาวของฉัน หน้าไม่อายเลย ต้องตีเขาให้ตาย” เสียงเย่เฉียวเฉี่ยวเอ่ยเร่งเร้าขึ้นจากด้านหลัง เธอกำมือแล้วโบกไปมาและในขณะเดียวกันก็ตะโกนด้วยความเคียดแค้น

            เฉินไห่คั่วไม่สนใจเย่เฉียวเฉี่ยวเขาจ้องไปที่ซูฮ่าวตาเขม็ง ใบหน้าเต็มไปด้วยความกรุ่นโกรธ 

            “ซูฮ่าวแกมาขวางฉันอีกแล้วนะ!”

            เขาโมโหจนแทบจะระเบิดซูฮ่าวจะเข้ามาขวางในช่วงสำคัญทุกครั้งซึ่งเป็นการขัดขวางการพูดคุยระหว่างเขากับเย่จื่ออี๋มาก

            พูดตามความจริงหากเขาไม่สนใจว่าเย่จื่ออี๋ยังอยู่ที่นี่ เขาคงจะหยิบปืนขึ้นมาแล้วยิ่งอีกฝ่ายให้ตายไปในทันที 

            “คุณเฉิน คนที่ทำให้เสียเรื่องไม่ใช่ฉันแต่เป็นคุณ” ซูฮ่าวไม่สะทกสะท้านเขาพูดขึ้นมาเสียงเรียบ 

            “ในฐานะที่เป็นลูกผู้ชายคุณได้ทอดทิ้งความรู้สึกของคุณเย่มาหลายครั้ง อีกทั้งคุณยังได้คุกคามเธอด้วยหากว่ากันตามกฎหมายแล้ว คุณได้กระทำความผิดข้อหาล่วงละเมิด”

            เฉินไห่คั่วระงับโทสะใบหน้าของเขาเย็นชาจนถึงที่สุด “ฉันไม่สนว่าคุณจะพูดอะไรแต่นี่เป็นเรื่องส่วนตัวของฉันกับจื่ออี๋ คุณหลบไป!”

            “ฉันไม่ขัดขวางการทำความเข้าใจของพวกคุณสองคนแต่ฉันไม่อาจปล่อยให้คุณเย่พูดคุยในบทสนทนาที่เธอไม่ชอบกับคนที่หยาบคายได้” ซูฮ่าวไม่มีทีท่าว่าจะเดินหลบไป สายตาที่เฉียบคมมองตรงไปทางเฉินไห่คั่ว 

            “แม่มันเถอะ!” เฉินไห่คั่วโมโห ไม่สามารถระงับโทสะได้อีกต่อไปแล้ว เขากำหมัดกรอดจากนั้นก็โจมตีไปทางซูฮ่าว

            ตอนนี้เขาไม่ได้สนใจอะไรมากมารยาทเอย ศักดิ์ศรีเอย ล้วนทิ้งเอาไว้ด้านข้างทั้งหมดตอนนี้เขาแค่อยากจะให้บทเรียนกับไอ้สารเลวที่ยุ่งไม่เข้าเรื่อง 

            แต่เขาเหมือนจะลืมไปว่าความแข็งแกร่งของเขากับซูฮ่าวนั้นแตกต่างกันอย่างมาก 

            “ตู้ม!”

            เฉินไห่คั่วยังไม่ทันได้เข้าใกล้ซูฮ่าวเขาก็ถูกเตะจนหมุนตัวลอยอยู่กลางอากาศ 

            ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วร่างกายของเฉินไห่คั่วทำให้เขาต้องนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นนานสิบวินาที กว่าจะลุกขึ้นมาได้ก็ยากลำบาก 

            “ไอ้สารเลวนี่สมควรตาย!” เขากัดฟันกรอด ไม่สนใจว่าตนเองจะได้รับบาดเจ็บจนมีสภาพย่ำแย่ขนาดไหนเขาพุ่งตัวเข้าไปหาซูฮ่าวอีกครั้ง 

            ครั้งนี้ซูฮ่าวไม่ได้ยั้งมือเลยแม้แต่น้อยเขาต่อยท้องของเฉินไห่คั่ว

            แม้ว่าหมัดนี้จะไม่ได้ใช้เต็มแรงแต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาอย่างเฉินไห่คั่วจะสามารถรับได้ 

            “อ๊าก!”

            เฉินไห่คั่วกุมหน้าท้องของตัวเองใบหน้าซีดขาว จากนั้นก็อาเจียนข้าวเช้าออกมา เขายืนโงนเงน ราวกับแมลงที่บินอยู่ท่ามกลางพายุ 

            เดิมทีซูฮ่าวอยากจะลงมืออีกครั้งแต่เย่จื่ออี๋กลับคว้าแขนเขาไว้ แล้วส่ายหน้า แววตาอดสงสารไม่ได้ “คุณซูช่างเถอะค่ะ”

            ท้ายที่สุดแล้วเฉินไห่คั่วก็เป็นสามีของเธอเธอไม่สามารถมองดูเขาโดนทำร้ายจนมีสภาพแบบนี้ได้ความจริงแล้วเธอก็รู้สึกปวดใจอยู่เล็กน้อย 

            ซูฮ่าวพยักหน้าเขายืนอยู่ตรงนั้นด้วยความสงบ ไม่พูดไม่จา 

            เดิมทีเย่จื่ออี๋อยากจะเดินเข้าไปพยุงเฉินไห่คั่วแต่เธอก็ลังเลเล็กน้อย สุดท้ายก็ไม่ได้ขยับตัว 

            “ซูฮ่าวฝากไว้ก่อนเถอะ แค้นในวันนี้ ฉันจะเอาคืนเป็นสองเท่า!” หน้าผากของเฉินไห่คั่วมีเหงื่อผุดพรายเขากำหมัดแน่น 

            “แล้วฉันจะรอนะ” ซูฮ่าวไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย เขาพูดขึ้นมาอย่างเชื่องช้าว่า “แต่ว่าคนอย่างคุณ เดิมทีก็ไม่เหมาะสมจะเป็นสามีของคุณเย่หรอก”

            เฉินไห่คั่วคำรามด้วยความโมโห “แกมีสิทธิ์อะไรมาบอกว่าฉันไม่เหมาะสม?”

            “เพราะว่าคุณไม่มีทางเข้าใจตอนที่ผู้หญิงคนหนึ่งสูญเสียทุกอย่างไป และหมดหวังกับทุกอย่างเธอจะต้องใช้ความกล้ามากแค่ไหนที่จะต้องเปลี่ยนแปลงชีวิตที่เคยมีเสื้อผ้าใช้มีอาหารกินแต่ต่อมาต้องอาศัยการเก็บขยะ ขายร่างกายตัวเองเพื่อให้ผ่านพ้นสถานการณ์เหล่านี้!” ซูฮ่าวมองหน้าเขา แล้วค่อยๆ พูดทีละคำ 

            “คุณไม่มีทางเข้าใจตอนที่ผู้หญิงคนหนึ่งถูกทำให้ใบหน้าเสียโฉม ต้องอาศัยอยู่ในบ้านโทรมๆใต้สะพานลอยกับน้องสาว ต้องพยายามเพื่อที่จะมีชีวิตอยู่เธอจะต้องใช้ความกล้ามากแค่ไหนที่จะกลับมายิ้มให้ผู้อื่นแบบนี้ได้ต่อให้ถูกรังแกก็ยังต้องแสร้งทำตัวเป็นเข้มแข็งเช่นเดิม!”

            “เมื่อต้องเผชิญหน้ากับแรงกดดันมหาศาลอีกทั้งยังมีความเจ็บปวด และชีวิตที่ไม่ราบรื่นหลายอย่างแต่ผู้หญิงคนนี้ยังเก็บซ่อนน้ำตาของตัวเองเพื่อน้องสาวเพียงหวังว่ารอยยิ้มนี้จะทำให้น้องสาวยืนหยัดได้นานขึ้นเท่านั้น”

            เฉินไห่คั่วตัวสั่นสะท้านเขาอ้าปากพะงาบ แต่ก็ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไร 

            “เด็กคนอื่นในวัยเดียวกันมีเสื้อผ้าใหม่ของเล่นใหม่ มีโทรทัศน์ให้ดู แต่เฉียวเฉี่ยวกลับมีแค่บ้านโทรมๆ อันหนาวเหน็บและความหิวโหยที่รอเธออยู่เท่านั้น” สายตาของซูฮ่าวเย็นชามากจากนั้นเขาก็พูดต่อว่า 

            “แต่คุณเพียงเพราะไม่กล้าเผชิญหน้ากับความจริงก็เลยเลือกที่จะทอดทิ้งภรรยาโยนความเจ็บปวดทั้งหมดให้กับคุณเย่ ตอนนี้ผ่านมาสองปีแล้ว คุณกลับมาแล้ว มีเงินมีอำนาจ คุณแค่พูดไม่กี่คำแล้วขอร้องให้คุณเย่กลับไปยืนข้างคุณแบบนี้มันไม่น่าขำไปหน่อยหรือ?”

            “หากคุณใส่ใจคุณเย่จริงๆคุณก็ควรจะวางแผนสำหรับอนาคตให้กับเธอ มอบความอบอุ่นให้เธอ มีทัศนคติเชิงบวกอีกทั้งยังช่วยวางแผนชีวิตให้กับเฉียวเฉี่ยว ทำให้เธอรู้สึกได้ถึงความจริงใจ”

            “แต่คุณเปล่าเลยคุณแค่ใช้ปากพูดออกมาว่าจะมอบบ้านให้คุณเย่ คุณไม่ได้ทำอะไรเพื่อคุณเย่เลยและไม่เคยสนใจด้วยว่าเฉียวเฉี่ยวจะแข็งแรงดีหรือเปล่า ได้เข้าเรียนหรือยังชอบอะไรบ้าง สามารถเข้ากับเพื่อนร่วมชั้นได้ไหม”

            “ตอนนี้คุณลองบอกฉันมาสิคุณใช้สิทธิ์อะไรที่จะให้คุณเย่ให้โอกาสคุณ”

            เมื่อได้ยินดังนั้นเย่จื่ออี๋ก็ตาแดงก่ำ 

            คำพูดของซูฮ่าวแทนความในใจของเธอไปหมดแล้ว 

            เพราะว่าเธอเจอกับสถานการณ์แบบนั้นเธอจึงไม่อยากจะยอมรับเฉินไห่คั่ว

            และยิ่งเป็นเพราะว่าเฉินไห่คั่วไม่ได้เข้าใจเธอเท่ากับซูฮ่าวและไม่ได้ให้ในสิ่งที่เธอต้องการจริงๆ ดังนั้นเธอจึงไม่อยากจะให้อภัยเขามากขึ้น

            ในที่สุดเฉินไห่คั่วก็ได้สติขึ้นมา 

            ใช่แล้วตลอดมาเขาเอาแต่บอกว่าจะชดเชยให้เธอ แต่เขาไม่เคยลงมือทำจริงๆ 

            เขาก็กลับมาหลายวันแล้วแม้กระทั่งเสื้อผ้าใหม่เขาก็ยังไม่เคยซื้อมาให้เย่จื่ออี๋และเย่เฉียวเฉี่ยวเลย

            คำพูดเหล่านั้นของซูฮ่าวเหมือนกับฝ่ามือที่ตบเขาจนได้สติ

            “ฉันเข้าใจแล้ว!” เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วหันไปมองทางเย่จื่ออี๋และเย่เฉียวเฉี่ยวด้วยสายตาลึกล้ำเขาลากร่างกายที่บาดเจ็บไปยังรถที่จอดอยู่ด้านข้างก่อนจะขับออกไป

            ซูฮ่าวมองตามรถบูกัตติ เวย์รอนที่ขับหายไปสุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา

            เขาได้เตือนสติเฉินไห่คั่วไปแล้ว ถ้าอีกฝ่ายยังไม่เข้าใจเช่นนั้นก็ไม่มีประโยชน์แล้ว

            “เขายอมแพ้แล้วหรือ?” เย่จื่ออี๋มองเฉินไห่คั่วที่จากไปด้วยความตกตะลึงไม่รู้ว่าทำไมภายในใจถึงรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมา

            ซูฮ่าวหัวเราะ “หากเขายอมแพ้นั่นหมายความว่าเขาไม่ได้ตั้งใจจะเริ่มต้นชีวิตใหม่กับคุณจริงๆสำหรับคุณกับเฉียวเฉี่ยวการปล่อยเขาไปน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด”

            เย่จื่ออี๋ชะงักไปแล้วเงยหน้าขึ้นมองซูฮ่าว

             “ถ้าหากเขากลับมาแล้วทำทุกสิ่งทุกอย่างตามที่คุณพูด ฉันควรจะทำอย่างไรดี?”

            ซูฮ่าวยิ้มออกมาเล็กน้อย “คุณเย่ฉันคิดว่า ในตอนนั้นคุณคงจะมีคำตอบอยู่แล้ว”

            เย่จื่ออี๋ร่างกายสั่นสะท้าน 

            หลังจากผ่านไปสักพักเธอก็กัดริมฝีปากเบาๆ แล้วจ้องหน้าซูฮ่าวด้วยความซับซ้อน 

            “ถ้าเขาไม่กลับมาจริงๆคุณสามารถเป็นที่พึ่งพิงให้ฉันได้ไหม?”

            ซูฮ่าวไม่ตอบ 

            เขาเป็นเพียงแค่คนที่เดินผ่านเข้าไปในชีวิตของเย่จื่ออี๋เท่านั้นหลังจากชีวิตของเย่จื่ออี๋มั่นคงแล้ว เขาก็จะจากไปเอง 

            ฉวนโจวไม่ใช่ที่สำหรับเขา 

            เช่นเดียวกับเมืองไห่เป่ย

            เป้าหมายของเขาสูงมาก แต่หัวใจของเขากลับคับแคบมีได้เพียงคนเดียวเท่านั้น 

            ส่วนคนอื่นตลอดชีวิตนี้พวกเราถูกลิขิตเอาไว้แค่ร่วมเดินทางด้วยกัน ก่อนจะจากกันด้วยดี

            แม้ว่าเย่จื่ออี๋จะไม่มีความสามารถในการทำงานที่แข็งแกร่งแต่เรื่องความรู้สึกเธอกลับเข้าใจเป็นอย่างดี

            ความเงียบของซูฮ่าวทำให้เธอเข้าใจคำตอบในทันที

            “ฉันจะไปทำงานที่ชั้นบนเดี๋ยวเราค่อยคุยกัน” บางทีเขาอาจจะไม่อยากทำให้เย่จื่ออี๋เจ็บปวดมากเกินไปซูฮ่าวจึงเปลี่ยนเรื่องพูด แล้วเดินเข้าไปในบ้านพักตากอากาศ 

            ตอนที่เขากำลังจะเดินผ่านเย่เฉียวเฉี่ยวเขาลูบศีรษะของอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้ม จากนั้นก็หยิบลูกอมออกมาจากกระเป๋าเสื้อนั่นทำให้เย่เฉียวเฉี่ยวมีความสุขมาก 

            เธอมองแผ่นหลังที่เดินจากไปของซูฮ่าวใบหน้าของเย่จื่ออี๋เผยรอยยิ้มเยาะเย้ยตัวเอง 

            “ผู้ชายก็เลวไปหมดทุกคนจริงๆด้วย”

            “พี่คะพี่กับพี่ใหญ่ซูฮ่าวทะเลาะกันหรือเปล่าคะ?” เย่เฉียวเฉี่ยวดึงชายเสื้อของเย่จื่ออี๋พร้อมกับบุ้ยปากถาม

            เย่จื่ออี๋คุกเข่าลง แล้วฝืนยิ้ม “เปล่านะทำไมเฉียวเฉี่ยวถึงคิดแบบนั้น?”

            “แล้วทำไมพี่ถึงบอกว่าพี่ใหญ่ซูฮ่าวไม่ใช่คนดีล่ะคะ?”

            “คือว่า… ” เย่จื่ออี๋ชะงักไป ในตอนนั้นเธอไม่รู้ว่าจะพูดอะไรออกมาดี 

            ก่อนหน้านี้เธอรู้สึกผิดหวังกับซูฮ่าวเล็กน้อยเพราะว่าเขาไม่สามารถให้อนาคตกับเธอได้ และเธอไม่สามารถให้อภัยเฉินไห่คั่วได้ง่ายๆ

            เธอไม่มีสิทธิ์เลือกตั้งแต่ต้นคนที่ทุกข์ทรมานอย่างแท้จริงก็คือเธอ 

            เมื่อเห็นว่าเย่จื่ออี๋ไม่พูดไม่จาทันใดนั้นเย่เฉียวเฉี่ยวก็มีสีหน้าตึงเครียดทันที

            “พี่คะตอนแรกที่พี่ใหญ่ซูฮ่าวมาช่วยเหลือพวกเราพี่บอกเองว่าจะจดจำบุญคุณของเขาไปตลอดชีวิต ไม่ว่าพี่ใหญ่ซูฮ่าวจะต้องการอะไรจากพวกเราพี่ก็จะไม่มีทางปฏิเสธ เพราะว่าพวกเราติดหนี้บุญคุณเขา” 

            “ตอนที่ฉันไม่อยากให้พี่ใหญ่ซูฮ่าวกลับไปพี่ก็ดุฉัน บอกว่าพี่ใหญ่ซูฮ่าวมีครอบครัวของตัวเอง มีชีวิตของตัวเองเรารบกวนเขาเกินไปไม่ได้”

            “แต่ตอนนี้พี่กลับเอาแต่ใจเหมือนฉันเลยเหมือนกับว่าความดีที่พี่ใหญ่ซูฮ่าวทำนั้นมันเป็นเรื่องที่เขาสมควรทำอยู่แล้วหากพี่ใหญ่ซูฮ่าวไม่สามารถตอบสนองความต้องการของพี่ได้หรืออาจจะไม่เป็นไปตามความคิดที่พี่คาดหวัง พี่ก็เลยเสียใจเพราะเรื่องนี้แล้วคิดว่าพี่ใหญ่ซูฮ่าวกลายเป็นคนไม่ดี”

            “แต่พี่กลับไม่เคยคิดเลยว่าความจริงแล้วพี่ใหญ่ซูฮ่าวไม่ได้มีหน้าที่ที่จะทำเรื่องเหล่านี้เลยเขาทำตัวเป็นเทวดามาตั้งหลายครั้งแล้ว เขาไม่ได้ติดหนี้พวกเรานะ”

            “พี่คะสิ่งที่พวกเราควรจะทำมากที่สุดก็คือ ถนอมวันเวลาที่ได้อยู่กับพี่ใหญ่ซูฮ่าวไม่ใช่หรือคะ?”

            เมื่อได้ยินดังนั้นก็เหมือนกับมีน้ำไหลเข้ามาในจิตวิญญาณของเย่จื่ออี๋เธอเข้าใจอย่างกระจ่างแจ้งแล้ว 

            เธอหันมามองเย่เฉียวเฉี่ยวแววตาเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ 

            เธอคิดไม่ถึงเลยว่าเย่เฉียวเฉี่ยวจะสามารถพูดคำพูดแบบนี้ออกมาได้อีกทั้งเธอยังมองทุกอย่างได้อย่างทะลุปรุโปร่ง 

            หลังจากผ่านไปสักพักเย่จื่ออี๋ก็ลูบศีรษะเย่เฉียวเฉี่ยวก่อนจะเผยรอยยิ้มออกมา “เฉียวเฉี่ยวพูดได้ถูกต้อง พี่ผิดเอง”

            “คุณครูเคยบอกว่าคนที่ทำผิดแล้วรู้จักแก้ไข ถือว่าเป็นเด็กดี พี่เป็นเด็กดีค่ะ” เย่เฉียวเฉี่ยวพยักหน้า แล้วยกนิ้วโป้งให้เธอ 

            เมื่อพูดจบเธอก็จับมือของเย่จื่ออี๋เดินเข้าไปในบ้านพัก 

            “ไปค่ะพวกเราไปขอโทษพี่ใหญ่ซูฮ่าวกัน”

            ………………..

    1เกล็ดย้อน คือเชื่อว่าเป็นเกล็ดที่อยู่ใต้คอของมังกร หากใครแตะมัน มังกรตนนั้นจะรู้สึกโกรธอย่างมาก