ตอนที่ 4 : เวทีเืหงส์
สตรีผู้นี้ คือคุณหนูรองที่ขี้ขลาดอ่อนแอและขี้ริ้วขี้เหร่ในคำเล่าลือจริงหรือ?
เหตุใดรูปโฉมจึงงดงามขึ้นราวกับคนละคน และเหตุใดบรรยากาศรอบกายนางจึงได้สงบนิ่งน่าเกรงขามถึงเพียงนี้?
หลิวอวิ๋นหลันซึ่งนั่งอยู่บนแท่นประธานขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่พอใจอย่างรุนแรง นางรู้สึกเหมือนมีหนามแหลมทิ่มแทงในใจ ความงามและความสงบนิ่งของน้องสาวต่างมารดาทำให้เพลิงริษยาในอกของนางลุกโชนขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง
นังเศษสวะนี่ เหตุใดจึงดูเปลี่ยนไปมากถึงเพียงนี้
บนแท่นประมุข ฮูหยินเอกสวีเยว่เอ๋อแค่นเสียงเ็าออกมาจากลำคอเบาๆ
“ท่าทางจะถูกภูตผีเข้าสิงจริงๆ เสียแล้ว ดูสิแม้แต่ท่าเดินยังเปลี่ยนไปราวกับนางคณิกาชั้นสูง”
นายท่านหลิวเจิ้งเพียงปรายตามองบุตรสาวคนรองของตนแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจที่ปราศจากความอบอุ่นใดๆ ราวกับกำลังพูดกับคนแปลกหน้า
“หลิวอวิ๋นเหยา ตามกฎของตระกูล ผู้มีอายุครบสิบห้าหนาวทุกคนจะต้องเข้ารับการทดสอบพลัง วันนี้เ้าจงไปวางมือบนศิลาทดสอบพลัง เพื่อให้ทุกคนได้ประจักษ์ถึงระดับพลังของเ้า”
เย่หลินซีหยุดยืนอยู่ใจกลางลานประลอง นางเพียงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเมื่อได้ยินน้ำเสียงเ็าของผู้เป็บิดาในนาม นางกวาดสายตามองไปรอบๆ ลานประลองอย่างไม่แยแส สายตาของนางปะทะเข้ากับสายตาดูแคลนของเหล่าผู้าุโ สายตาอยากรู้อยากเห็นของแเื่ และสายตาสมเพชเวทนาของเหล่าบ่าวไพร่ ก่อนจะไปหยุดอยู่ที่หลิวอวิ๋นหลันและฮูหยินเอกที่กำลังมองมาด้วยความเกลียดชัง
นางเดินตรงไปยังศิลาผลึกสีดำทมิฬสูงท่วมหัวที่ตั้งตระหง่านอยู่ ศิลานี้สามารถวัดระดับพลังปราณของผู้ทดสอบและแสดงผลออกมาเป็สีต่างๆ ได้ ตามมาตรฐานของทวีปนี้ ระดับพลังจะแสดงผลเป็สีแดง ส้ม เหลือง เขียว คราม และม่วง เรียงจากต่ำสุดไปสูงสุด
ทุกคนในที่นี้รู้ดีว่าหลิวอวิ๋นเหยาไร้ซึ่งพร์มาั้แ่กำเนิด ั้แ่เด็กจนโตนางไม่เคยปลุกพลังปราณได้สำเร็จ ผลการทดสอบที่ทุกคนคาดหวังได้มากที่สุดก็คือ ศิลาจะไม่เกิดปฏิกิริยาใดๆ เลย
เย่หลินซีเดินไปหยุดอยู่หน้าศิลาทดสอบพลัง นางหันกลับมามองหลิวอวิ๋นหลันที่กำลังส่งสายตาเยาะเย้ยมาให้ ก่อนที่มุมปากจะยกขึ้นเป็รอยยิ้มที่ไม่มีผู้ใดเข้าใจความหมาย
จากนั้นนางก็ยื่นมือขวาที่เรียวขาวราวกับหยกเนื้อดีออกไป วางลงบนผิวเย็นเฉียบของศิลาอย่างเชื่องช้า
วินาทีนั้น ทุกคนต่างกลั้นหายใจรอ
หนึ่งลมหายใจ...
สองลมหายใจ...
สามลมหายใจผ่านไป...
ศิลาสีดำยังคงนิ่งสนิท ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ ทั้งสิ้น
เสียงหัวเราะเยาะหยันที่อัดอั้นมานานพลันะเิออกมาจากทั่วทุกสารทิศ
“ฮ่าๆๆ ข้าว่าแล้ว! ก็แค่คนไร้ค่าที่พยายามจะปั้นหน้าให้ดูดี”
“เสียแรงที่แต่งกายเสียสวยงาม ที่แท้ก็เป็แค่เศษสวะที่ไร้ซึ่งพลังปราณ”
“ตระกูลหลิวมีคนเช่นนี้อยู่ ช่างน่าอัปยศโดยแท้! ขับไล่ออกไปเสียเถอะ”
หลิวอวิ๋นหลันะเิเสียงหัวเราะออกมาอย่างสะใจ นางลุกขึ้นยืนชี้หน้าเย่หลินซีแล้วตวาดลั่น
“น้องรอง นี่เ้าคิดจะทำให้ตระกูลขายหน้าไปถึงเมื่อใด? แค่เป็คนไร้ค่ายังไม่พอ ยังจะทำตัวประหลาดหลอกลวงผู้คนอีก! รีบไสหัวลงไปจากลานประลองเดี๋ยวนี้”
ฮูหยินใหญ่ปรายตามองนายท่านหลิวอย่างมีความหมาย
“ท่านพี่เ้าคะ เห็นทีว่านางคงจะทำให้ตระกูลต้องอับอายขายหน้าจริงๆ แล้ว”
นายท่านหลิวขมวดคิ้วแน่น ใบหน้าฉายแววผิดหวังและรังเกียจอย่างชัดเจน เขากำลังจะเอ่ยปากสั่งให้นางลงจากเวทีด้วยความอดสู
แต่แล้ว เหตุการณ์ที่ไม่มีผู้ใดคาดคิดก็พลันบังเกิดขึ้น
ตูม!
ศิลาทดสอบพลังที่เคยนิ่งสนิท พลันสั่นะเือย่างรุนแรง! อักขระโบราณบนผิวศิลาเริ่มส่องแสงสีทองจางๆ วาบขึ้นมาทีละตัวสองตัว
เปรี้ยง!
แสงสีแดงฉานพลันะเิออกมาจากศิลา สว่างจ้าจนผู้คนที่อยู่ใกล้ต้องหรี่ตา
“ระดับแดง นาง...นางมีพลังปราณ!” ผู้ชมคนหนึ่งอุทานออกมาด้วยความใ
แต่ยังไม่ทันที่ทุกคนจะหายใ
เปรี้ยง!
เปรี้ยง!
เปรี้ยง!
แสงสีส้ม
แสงสีเหลือง
และแสงสีเขียว พลันะเิตามออกมาติดๆ กันราวกับดอกไม้ไฟที่ถูกจุดขึ้นสู่ท้องฟ้ายามราตรี! ความเร็วของการเปลี่ยนแปลงนั้นน่าสะพรึงกลัวจนทำให้ทุกคนแทบหยุดหายใจ!
“ระดับเขียว! ์ นางเป็ผู้ฝึกปราณระดับเขียว”
“เป็ไปได้อย่างไร เมื่อสามวันก่อนนางยังเป็แค่คนไร้ค่าที่ถูกผลักตกสระบัวอยู่เลย”
เสียงหัวเราะเยาะหยันก่อนหน้านี้พลันเงียบกริบ ถูกแทนที่ด้วยเสียงสูดลมหายใจด้วยความตกตะลึงและเหลือเชื่อ
รอยยิ้มของหลิวอวิ๋นหลันแข็งค้างอยู่บนใบหน้า นางเบิกตากว้างจ้องมองภาพตรงหน้าราวกับเห็นภูตผีปีศาจกลางวันแสกๆ
เป็ไปไม่ได้! นังเศษสวะนี่จะเป็ผู้ฝึกปราณระดับเขียวได้อย่างไร ข้าต้องตาฝาดไปแน่ๆ
ทว่า เย่หลินซีที่ยังคงวางมืออยู่บนศิลา เพียงแค่ยิ้มมุมปากอย่างเ็า นางส่งพลังปราณสายเล็กๆ ที่นางเพิ่งฟื้นฟูขึ้นมาเข้าไปในศิลาอีกครั้ง
เปรี้ยงงงงงงง!
แสงสีครามอันเจิดจ้าพลันพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า! พลังกดดันอันมหาศาลแผ่กระจายไปทั่วลานประลอง ทำให้ผู้ฝึกปราณระดับต่ำบางคนถึงกับหน้าซีดเผือด หายใจติดขัด!
“ระดับ...ระดับคราม!!!”
คราวนี้ไม่ใช่แค่เสียงอุทาน แต่เป็เสียงกรีดร้องด้วยความตกตะลึงจนสุดขีด
เด็กสาวอายุเพียงสิบห้าหนาว ผู้ฝึกปราณระดับคราม นี่มันคืออัจฉริยะในรอบร้อยปีของเมืองหลวงแห่งนี้เลยทีเดียว
นายท่านหลิวเจิ้งและเหล่าผู้าุโของตระกูลถึงกับผุดลุกขึ้นยืนโดยไม่รู้ตัว ดวงตาของพวกเขาเบิกกว้างจ้องมองหลิวอวิ๋นเหยาราวกับกำลังมองสมบัติล้ำค่าที่หายสาบสูญไปนานของโลก! ความผิดหวังและรังเกียจก่อนหน้านี้ถูกแทนที่ด้วยความตื่นเต้นจนสุดระงับ
แต่แล้ว...ก่อนที่ใครจะได้ทันตั้งสติ...
แคร่ก...แคร่ก...
เสียงปริร้าวเริ่มดังขึ้นจากศิลาทดสอบพลังที่กำลังส่องแสงสีครามเจิดจ้า
ตูมมมมมมมมมม!!!
ศิลาผลึกสีดำทมิฬที่ตั้งตระหง่านและรับใช้ตระกูลหลิวมานานนับร้อยปี พลันะเิออกเป็ผุยผงต่อหน้าต่อตาทุกคน! เศษหินเล็กๆ กระจายไปทั่วลานประลอง
เย่หลินซีชักมือกลับอย่างใจเย็นและสง่างาม ปัดฝุ่นที่ไม่มีอยู่จริงบนฝ่ามือของตน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยที่ดังพอให้ทุกคนในลานประลองที่เงียบกริบได้ยินอย่างชัดเจน
"ของสิ่งนี้ ดูท่าจะเปราะบางไปหน่อยนะ"