[จบ] ย้อนเวลากลับมาเกิดใหม่ในวันสิ้นโลกพร้อมมิติส่วนตัว

    ตอนที่ 31 ลุงใหญ่ฉุนเฉียว

            ตอนที่ 31 ลุงใหญ่ฉุนเฉียว

     

            แม่เซียวเปิดปากบอก “เก็บท้องไว้รอกินข้าวเถอะ แอปเปิลนี้หมิงเยวี่ยซื้อมาฉะนั้นเธอมีสิทธิ์ขาด เล้าไก่กับแปลงผักที่บ้านเธอก็เป็นคนรับผิดชอบจัดการเป็นหลัก แล้วยังหาทีมตกแต่งมาปรับแต่งมันด้วย” 

     

            แม่เซียวไม่ใช่แม่ประเภทที่จะสนใจแค่สถานการณ์ในภาพรวมโดยไม่รักษาน้ำใจลูกตนเอง แน่นอนว่าเธอต้องพูดเพื่อปกป้องยามลูกสาวพบเจอปัญหา 

     

            “ลูกสาวแม่โตขึ้นมากจริง ๆ”

     

            ป้าสะใภ้ใหญ่นึกรังเกียจในใจแต่ยังฝืนยิ้มประดับใบหน้า ในหัวยังคิดถึงแต่แผงโซลาร์เซลล์ จะทำหน้าบูดบึ้งไม่ได้เด็ดขาด

     

            ปล่อยให้ลูกสาวเป็นหัวหน้าครอบครัวหรือ? ช่างสรรหาข้ออ้างเหลือเกิน แค่แอปเปิลลูกเดียว หากขี้เหนียวก็บอกกันมา!

     

            “พี่สะใภ้ใหญ่ หมิงเยวี่ยซื้อแผงโซลาร์เซลล์มา เราไม่รู้เรื่อง อธิบายให้ลุงใหญ่กับป้าสะใภ้รู้เรื่องหน่อยสิลูกรัก”

     

            แม่เซียวโยนปัญหาไปให้เซียวหมิงเยวี่ย หากเป็นฝ่ายเธอปฏิเสธ ทุกคนจะดูแย่ ถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็เป็นพี่ชายใหญ่กับพี่สะใภ้ใหญ่ อาจทำให้บาดหมางในเครือญาติได้

     

            แต่เซียวหมิงเยวี่ยยังเด็ก ไม่มีใครถือสาเด็ก หรือต่อให้ถือสาก็พูดอะไรไม่ได้

     

            เซียวหมิงเยวี่ยเผยยิ้มใสซื่อ

     

            “ลุงใหญ่ ป้าสะใภ้ใหญ่ หนูขอโทษด้วยจริง ๆ ค่ะ ที่บ้านมีแผงโซลาร์เซลล์ 2 ชุดที่ไม่ได้ใช้ ชุดหนึ่งขายให้เพื่อนบ้านไปในราคา 160,000 หยวน อีกชุดเอามารับขวัญหลานชายเกิดใหม่ ที่บ้านไม่มีเหลือแล้วจริง ๆ ค่ะ”

     

            เซียวหมิงเยวี่ยมีความแค้นฝังใจ เธอจำได้ว่าตอนเด็กลุงใหญ่กับป้าสะใภ้ใหญ่ไม่แยแสเธอเลย ชนิดที่ว่าเคยกระทั่งแย่งลูกอมของเธอไปให้เจี่ยงหลี่เจียวกิน

     

            ตอนเธอมาเล่นที่บ้านลุงรอง ป้าสะใภ้รองมักจะนำอาหารออกมาให้เธอกินอยู่เสมอ แต่พอเธอไปบ้านลุงใหญ่ โชคดีของเธอที่มีแม่เซียวอยู่ด้วย หากแม่เซียวไม่อยู่ เธอคงได้ถูกไล่ออกจากบ้าน เพราะพวกเขาไม่พอใจที่เธอไปขออาหารกิน

     

            ตั้งแต่ป้าสะใภ้ใหญ่คลอดเจี่ยงจ้วง หล่อนก็มักจะหัวเราะเยาะแม่เซียวที่มีแต่ลูกสาว ทำอย่างกับตัวเองเป็นสมบัติล้ำค่า ถากถางแม่เซียวว่าไม่มีปัญญามีลูกชาย  

     

            เซียวหมิงเยวี่ยไม่ใช่คนใจกว้าง เธอจดจำทุกอย่างตั้งแต่เล็กจนโตได้ชัดเจน!

     

            เมื่อได้ยินคำของหลานสาว ลุงใหญ่ก็มีสีหน้าบึ้งตึง ส่วนป้าสะใภ้ใหญ่ก็ยิ้มไม่ออกอีก

     

            “บังเอิญจังเลยนะ พอฉันเปิดปากพูดก็ไม่มีเหลือเลย ใครจะรู้ว่าจริงเท็จ ขายให้คนอื่นแต่ไม่รู้จักเก็บไว้ให้คนในครอบครัว...” ป้าสะใภ้ใหญ่เอ่ยกระแนะกระแหน

     

            ลุงใหญ่ยิ่งสีหน้ายุ่งเหยิง “เอาละ ๆ พูดเรื่องนี้ไปก็เปล่าประโยชน์ คนเขาไม่ยอมให้ก็คือไม่ให้! ฉันไม่มีกะจิตกะใจมาร่วมโต๊ะมื้อนี้แล้ว ไป กลับบ้าน!”

     

            ป้าสะใภ้ใหญ่สะกิดเขายิก ๆ ยังไม่ได้กินข้าวสักคำจะกลับบ้านทำไมกัน?

      

            เราเอาเนื้อหมูมาครึ่งชั่ง ครอบครัวน้องสี่เอาอาหารมาเยอะแยะ เราต้องกินให้คุ้มก่อนค่อยกลับได้!

     

            ยายตบโต๊ะเสียงดัง “นั่งลงเดี๋ยวนี้!”

     

            “ในฐานะพี่ชายคนโต แกเอาแต่โอ้อวดว่าครอบครัวทำกิจการได้เงินมากมาย ตอนนี้ในเมื่อมีเงินทองแล้ว ฉันไม่เห็นว่าแกจะมาช่วยเหลือน้อง ๆ บ้างเลย! ตอนนี้จะมาโกรธหมิงเยวี่ยเหรอ เจ้าใหญ่ ดูตัวเองบ้าง ตอนนี้ดูเหมือนพี่ชายคนโตและลุงใหญ่หรือเปล่า!”

     

            “ฉันเป็นคนตัดสินใจเรื่องแผงโซลาร์เซลล์ที่บ้านเจ้าสี่เอง! หมิงเยวี่ยเป็นห่วงว่าหลานคนใหม่จะทนร้อนไม่ไหว ก็เลยเอาแผงโซลาร์เซลล์ชุดสุดท้ายที่มีมาให้! ถ้าของที่บ้านเจ้าสี่พังก็ไม่มีเปลี่ยนแล้ว เธอเหลืออยู่แค่อันเดียว ฉันอยู่ที่นั่นทุกวัน จะไม่รู้ได้ยังไง”

     

            ยายถอนหายใจอย่างเอือมระอา “แกก็ด้วย เป็นพี่สะใภ้ใหญ่เสียเปล่า พี่สะใภ้ใหญ่ก็เหมือนแม่ ฉันไม่อยากต่อว่าพวกแกสองผัวเมียต่อหน้าลูกหลาน แต่พวกแกทำฉันผิดหวังมาก จะมาแก่งแย่งชิงดีอะไรกับเด็กทารกเกิดใหม่!”

     

            แม่เซียวกับพ่อเซียวสบตากัน เมื่อก่อนครอบครัวพวกเขายากจน พี่ชายไม่มีปัญญาแต่งภรรยา คนเด็กคนแก่ในบ้านต้องช่วยกันออกไปทำงาน ถอนหญ้าและทำงานหนัก แม้แต่น้องสาวคนสุดท้องยังไปเก็บจมูกข้าวในนาเพื่อเอาไปขาย เงินที่ได้มาก็ยกให้พี่ชายคนโตหมด แล้วเจ้าตัวเคยคิดถึงน้อง ๆ บ้างหรือไม่?

     

            ที่ผ่านมาพี่ชายคนโตทำกิจการหาเลี้ยงชีพ มักจะเอารถเอาบ้านมาอวดคนในครอบครัว โม้ว่าตนเองหาเงินได้มากมายแค่ไหน แต่ไม่เคยบอกว่าจะพาพ่อแม่ไปอยู่ด้วย และไม่ช่วยเหลือพี่น้องสักครั้ง

     

            “ใช่แล้ว พี่ใหญ่พูดแรงไปแล้ว เป็นผู้ใหญ่ กล้าดียังไงมารังแกหมิงเยวี่ยของฉัน ตั้งแต่เด็กลูกสาวฉันก็ไม่เคยกินหรือดื่มอะไรจากบ้านพี่ ตอนนี้เธอกินดีอยู่ดีขึ้น ลุงอย่างพี่กลับมาเรียกร้องจากหลานสาว...” แม่เซียวโวยวาย

     

            ลุงใหญ่หน้าเสียไปครู่หนึ่ง เขาก้มหน้าลงอย่างอับอาย

     

            สายตาป้าสะใภ้ใหญ่วูบไหวก่อนฝืนยิ้ม

     

            “คุณแม่อย่าเพิ่งโมโหเลย! น้องสี่ น้องเขย หมิงเยวี่ย อย่าโกรธลุงใหญ่กับฉันเลยนะ คงเพราะอากาศร้อนเกินไปเราก็เลยใจร้อนตาม เราไม่ได้ตากแอร์มานาน ลืมไปแล้วว่ารู้สึกยังไง เราอิจฉามากก็เท่านั้นแหละ!” 

     

            แม่เซียวมีสีหน้าดีขึ้น “พี่ใหญ่ พี่สะใภ้ใหญ่ เราไม่ได้เป็นคนขายส่งแผงโซลาร์เซลล์ แค่ซื้อในปริมาณเหมาะสม ซื้อเผื่อเอาไว้อีก 2 ชุดเพราะกลัวว่ามันจะพังเข้าสักวัน ตั้งใจจะเก็บสำรองเอาไว้ ตอนนี้ก็ไม่ได้มีเหลือสักชุดแล้ว” 

     

            พ่อเซียวเอ่ยเสียงเรียบ “ใช่แล้ว ถ้าไม่เชื่อก็ไปค้นที่บ้านเราก็ได้ ไม่มีเหลือแล้วจริง ๆ ถ้ายังอยากให้เรานับญาติด้วย ก็อย่ามาพูดคำไม่รื่นหูกับลูกสาวผมอีก”

     

            เซียวหมิงเยวี่ยแตะจมูกตนเองแก้เก้อเขิน พ่อแม่กับยายคิดว่าในบ้านไม่มีแผงโซลาร์เซลล์เหลือแล้ว ทว่าแท้จริงเธอยังมีสำรองไว้มากมายในมิติ เพียงแค่ไม่อยากยกให้ครอบครัวลุงใหญ่ เนื่องจากเขาใจร้ายกับเธอเมื่อครั้งยังเด็ก

     

            ลุงใหญ่เอ่ย “พูดเรื่องอะไรกัน เราเป็นครอบครัวเดียวกัน เราจะไปค้นบ้านนายได้ยังไง”

     

            “บ่ายแล้ว น้องรอง น้องสี่ ไปทำอาหารกันเถอะ”

     

            ป้าสะใภ้ใหญ่หัวเราะเบี่ยงประเด็น สีหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ราวกับไม่ใช่คนที่เพิ่งต่อว่าผู้อื่นเมื่อครู่นี้

     

            แม่เซียวอารมณ์เย็นลง “ได้ เด็ก ๆ หิวกันแล้ว ให้พวกเขาอยู่ตากแอร์ในบ้าน ส่วนเราก็ไปทำอาหารกัน”

     

            ลุงใหญ่ดึงตัวภรรยามาถามว่าเหตุใดอยู่ ๆ ถึงเปลี่ยนใจ

     

            “เจ้าโง่ ไม่เห็นเหรอว่าครอบครัวน้องสี่มีอันจะกินกัน พวกเขาเอาของฝากมามากมาย ต้องไม่ขาดแคลนอาหารแน่นอน แถมยังเนื้อตัวสะอาดเรียบร้อย ดูเหมือนคนได้อาบน้ำบ่อย ๆ ต้องไม่ขาดแคลนน้ำแน่ ครอบครัวน้องสี่จะต้องมีลูกไม้ซ่อนเอาไว้อย่างแน่นอน!” ป้าสะใภ้ใหญ่บอกใบ้ 

     

            เพียงเท่านั้นลุงใหญ่ก็นึกได้ ก่อนถามด้วยความลังเล “แล้วแผงโซลาร์เซลล์ล่ะ?”

     

            เธอว่าเหน็บแนม “ใครจะรู้ล่ะว่าพวกเขาไม่มีเหลือแล้วจริงหรือเปล่า แต่ในเมื่อเราเอามาไม่ได้ก็ต้องคว้าอย่างอื่นมา ดูอย่างขาหมูกับซี่โครงที่พวกเขาเอามาสิ ครอบครัวน้องสี่กินคนเดียวไม่หมดหรอก ลูกของเรากำลังโต เราต้องตัดแบ่งออกมาด้วย ต้องทำให้มั่นใจว่าคุ้มค่า!”


    …

     

            เจี่ยงหลี่เจียวลอบประเมินเซียวหมิงเยวี่ยอยู่นานสองนานแล้ว ส่วนสายตาของเจี่ยงจ้วงเต็มไปด้วยความคับแค้น ซึ่งตัวเธอนั้นรับรู้ถึงสายตาที่ไม่เป็นมิตรของคนทั้งคู่แต่แสร้งทำเป็นไม่เห็น

     

            เซียวหมิงเยวี่ยไม่ชอบพี่น้องสองคนนี้เลยแม้แต่น้อย พวกเขาดูจอมปลอมเกินไป 

     

            เมื่อครั้งยังเด็ก เจี่ยงหลี่เจียวขโมยเงินแล้วป้ายความผิดให้เซียวหมิงเยวี่ย เป็นคนขี้โกหกตั้งแต่เด็ก จนถึงป่านนี้ก็ยังไม่ดีขึ้น

     

            เด็กสาวพยายามจัดเสื้อผ้าและลูบผมมันเยิ้มให้เรียบ คล้ายไม่ต้องการถูกเปรียบเทียบกับเซียวหมิงเยวี่ย


            ครอบครัวของเธอดีกว่าเซียวหมิงเยวี่ยมาตลอด เจี่ยงหลี่เจียวจึงมักย่ามใจ ตอนนี้อีกฝ่ายกลับแต่งองค์ทรงเครื่องอย่างกับคุณหนูในเมือง

     

            “พี่หมิงเยวี่ย ทำไมแฟนไม่มาด้วยล่ะ ยังคบกันอยู่หรือเปล่า?” จู่ ๆ เจี่ยงหลี่เจียวก็โพล่งถาม

     

            ยายมองหน้าเซียวหมิงเยวี่ยด้วยความตกใจ “หลานรัก หลานมีแฟนแล้วเหรอ? ทำไมยายไม่รู้เลย?”

     

            เจี่ยงหลี่เจียวแสร้งทำเป็นปิดปาก ทำทีเหมือนหลุดปากพูดออกไป

     

            “โอ้ไม่นะ พี่หมิงเยวี่ย ฉันไม่รู้ว่าพี่ไม่ได้บอกครอบครัวเรื่องนี้”

     

            เซียวหมิงเยวี่ยนิ่งอึ้ง “...”

     

            เธอถึงกับพูดไม่ออก ตอนเด็กเจี่ยงหลี่เจียวร้ายอย่างไร ตอนนี้ก็ยังร้ายไม่เปลี่ยน

     

            เธอมีแฟนจริง แต่มันก็เป็นแค่ในชาติก่อน หากเจี่ยงหลี่เจียวไม่กล่าวขึ้นมา เธอก็เกือบลืมเรื่องลู่หนานซานไปแล้ว


    คล้ายกับเรื่อง[จบ] ย้อนเวลากลับมาเกิดใหม่ในวันสิ้นโลกพร้อมมิติส่วนตัว ที่คุณอ่าน