ท้องฟ้ายามเช้ายังมืดสลัว แต่ตลาดเชิงเขาเทียนซานกลับคึกคักเช่นทุกวัน ศิษย์จำนวนไม่น้อยลงมาซื้ออาหารก่อนเริ่มเรียน ขณะที่ผู้คนจากทั้งสามภพเดินสวนกันไปมาตามถนนหิน
“น้ำตาลกวนใหม่ ๆ จ้า—!”
“ปลาสดเพิ่งขึ้นจากแม่น้ำ—!”
“ผักกาดสด ๆ เพิ่งเก็บเมื่อเช้า!”
ฉิงอียกมือปิดปากหาว น้ำตาคลอจากความง่วง ก่อนหันไปมองเพื่อนทั้งสอง
“พวกเ้าอยากมาตลาดแต่เช้าก็มาเถิด...เหตุใดต้องปลุกข้าด้วย”
โยวหงหัวเราะ พลางบินลอยต่ำอ้อมไปด้านหลัง ก่อนใช้ปลายปีกแตะแขนอีกฝ่ายเบา ๆ
“ก็เพราะเ้าอยากกินซาลาเปามิใช่หรือ”
ฉิงอีชะงัก รีบหันหน้าหนี หลุบตาลง
“ข้าไม่ได้อยากขนาดนั้นเสียหน่อย”
เยว่เสวี่ยหลิงหัวเราะเบา ๆ ก่อนรีบวิ่งไปยังแผงผัก
“ผักกาดสด ๆ จ้า!”
“เถ้าแก่ สี่หัวเท่าใดหรือ”
“เอ้า! หากเป็แม่นางผู้นี้ ข้าลดให้เหลือสามซิง”
ไม่นาน ผักสดและเนื้อหมูก็กองเต็มอ้อมแขนของนาง
โยวหงเห็นเช่นนั้นจึงรีบบินเข้าไปช่วย ทว่าขณะร่อนกายลง ปลายปีกสีดำกลับเฉี่ยวแผงขายปลาด้านข้างจนตะกร้าสั่นไหว
พ่อค้าขายปลาหันมาทันที สายตากวาดผ่านปีกสีดำและเรือนผมสีแดงของนาง
“เป็อสูรใช่หรือไม่...ถึงได้ไม่รู้จักกาลเทศะเช่นนี้”
โยวหงชะงัก ปีกทั้งสองแนบชิดแผ่นหลังจนสั่นไหว ก่อนรีบรวบมือโค้งคำนับ
“ข้าขออภัยเ้าค่ะ...ข้ามิได้ตั้งใจ”
ฉิงอีรีบก้าวมายืนเบื้องหน้านาง ยกมือพนมพร้อมก้มศีรษะ
“นางไม่ได้ตั้งใจจริงๆ โปรดให้อภัยนางด้วยเถิด”
พ่อค้าขายปลาเหลือบมองฉิงอีอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนโบกมืออย่างรำคาญ
“ช่างเถิด...พวกเ้าไปได้แล้ว”
ทั้งสองรีบคำนับแล้วถอยออกมา
เยว่เสวี่ยหลิงซึ่งเพิ่งจ่ายเงินเสร็จรีบวิ่งเข้ามา เมื่อเห็นโยวหงก้มหน้าเงียบผิดปกติ รอยยิ้มที่เคยประดับอยู่บนใบหน้าของอีกฝ่ายเลือนหายไปแล้ว
“เหตุใดพวกเขาต้องกล่าวโทษเ้าเพียงนี้”
โยวหงเงยหน้าขึ้น รอยยิ้มบาง ๆ แตะอยู่เพียงมุมปาก หากไม่เคยรู้จักกันมาก่อน คงไม่มีผู้ใดสังเกตว่าดวงตาคู่นั้นไม่ได้ยิ้มตามไปด้วย
“เสวี่ยหลิง...ข้าไม่เป็ไร”
นางหันมองผู้คนในตลาดแล้วหัวเราะเบา ๆ
“ข้าชินแล้ว”
กล่าวจบ นางรับตะกร้าผักจากมือเยว่เสวี่ยหลิงเข้ามากอด ก่อนเหลือบตาลงแล้วหันหลังเดินต่อ ปีกสีดำด้านหลังขยับแ่เบาไปตามจังหวะก้าว
เยว่เสวี่ยหลิงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม สายตาทอดตามแผ่นหลังของโยวหง นางไม่เข้าใจว่าเหตุใด เพียงเพราะปีกสีดำคู่หนึ่ง จึงทำให้ผู้คนหวาดกลัวได้ถึงเพียงนี้
กังงง—
เสียงระฆังแห่งจวินเหิงหย่วนดังแว่วมาจากไกล
แสงแดดยามเช้าสาดลอดกิ่งเหมยลงบนลานหินเบื้องหน้า ฉิงอียัดซาลาเปาหลายลูกลงในย่ามใบเล็ก ก่อนหยิบอีกลูกขึ้นมากัดเต็มคำ
“ข้าไปอารามค่ายฟ้าดินก่อนนะ”
กล่าวจบ นางก็ะโจากลานหินขึ้นสู่อาราม้าอย่างคล่องแคล่ว ไม่นานร่างในอาภรณ์สีขาวก็ลับหายไปจากสายตา
เยว่เสวี่ยหลิงมองตามอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มบาง ๆ แล้วหันกลับมาหาโยวหง
“ข้าไม่ค่อยเข้าใจเื่สามภพนัก”
นางเงยหน้ามองยอดเขาเทียนซานซึ่งสูงเสียดฟ้า หน้าผาสูงชันข้างจวินเหิงหย่วนทอดตัวขึ้นไปจนสุดสายตา
“แต่กฎบางอย่างของมัน...กลับทำให้ข้าต้องเสียมารดา”
โยวหงชะงัก สายตาเลื่อนไปตามยอดผาซึ่งอีกฝ่ายกำลังมองอยู่
“เกี่ยวกับความรักต่างภพใช่หรือไม่”
เยว่เสวี่ยหลิงพยักหน้า ก่อนทอดสายตาลงมายังลานฝึกเบื้องล่าง เหล่าศิษย์จากหลากเผ่าพันธุ์กำลังฝึกฝนอยู่ร่วมกัน
“ข้าก็ไม่เข้าใจ...หากทุกคนอยู่ร่วมกันได้ เหตุใดจึงต้องมีข้อห้ามเช่นนั้น”
นางเงียบไปครู่หนึ่ง
“พ่อข้าบอกเพียงว่า...เพื่อรักษาสมดุลของสามภพ”
เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากด้านหลัง หลี่เซวียนเดินเข้ามาหยุดอยู่ไม่ไกล สายตาเหลือบผ่านหัวไหล่ของเยว่เสวี่ยหลิง ก่อนรีบเบือนหน้าหนี
“ฉิงอีบอกข้าว่า...เ้าทำซาลาเปาได้อร่อยเหมือนของท่านมู่หลานซิน”
เยว่เสวี่ยหลิงหันไปมองโยวหง ก่อนหัวเราะเบา ๆ แล้วลุกขึ้นหยิบซาลาเปาสี่ลูกวางลงบนฝ่ามือของหลี่เซวียน
“หากเ้าชอบก็เอาไปเถิด...แต่คงไม่อร่อยเท่าของอาจารย์มู่หรอก”
หลี่เซวียนยิ้มบาง ใบหูค่อย ๆ แดงขึ้น เขาเบือนหน้าหนีอีกครั้ง แต่กลับโอบซาลาเปาในมือไว้แน่นเสียจนลูกหนึ่งเกือบร่วงจากอ้อมแขน ต้องรีบยื่นมือคว้าไว้แทบไม่ทัน
“ข้าแค่มาทดสอบรสชาติเท่านั้น”
กล่าวจบ เขาก็หันหลังเดินออกไป ทว่าเพิ่งก้าวได้เพียงสองก้าวกลับหยุดลง หลี่เซวียนก้มมองซาลาเปาในอ้อมแขนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันกลับมาหาคนด้านหลังอีกครั้ง
“ข้าขอโทษ”
มือของเขากำแน่นขึ้นเล็กน้อย
“และ...ขอบใจเ้า”
กลิ่นหอมของซาลาเปาลอยขึ้นจากอ้อมแขน หลี่เซวียนสูดลมหายใจลึก ราวกับต้องรวบรวมความกล้ากว่าจะเอ่ยประโยคถัดมา
“ข้าหวังว่าเราจะได้ประลองกันอีกครั้ง...ในงานประลองคัดเลือกอาจารย์”
โยวหงมองตามร่างของเขาซึ่งทะยานขึ้นสู่อารามเบื้องบนจนหายลับไป ก่อนพึมพำอย่างไม่สบอารมณ์นัก
“ผ่านมาตั้งสิบกว่าวัน...เพิ่งจะยอมมาขอโทษ”
เยว่เสวี่ยหลิงขยับกลับมานั่งข้างนาง แล้วค่อยๆ ลูบปีกสีดำที่พาดอยู่ด้านหลังเบาๆ เมื่อโยวหงหันมามอง นางจึงยิ้มขึ้น
“นั่นอาจเป็วิธีแสดงการยอมรับของเขาก็ได้”
โยวหงจ้องเข้าไปในแววตาของคนข้างกายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้าอย่างจนใจ
“บางครั้งข้าก็ไม่รู้จริง ๆ ว่าเ้าโง่...หรือใจดีเกินไปกันแน่”
เยว่เสวี่ยหลิงเงยหน้ามองท้องฟ้า ความสงสัยจากตลาดยามเช้ายังคงติดอยู่ในใจ หากผู้คนจากทั้งสามภพต่างหวาดกลัวกันถึงเพียงนี้ วันหนึ่งพวกเขาจะอยู่ร่วมกันได้จริงหรือ
* * * * *
ใต้ประตูมิติซึ่งซ่อนอยู่ลึกเข้าไปในป่าสามภพ ดินแดนอีกฟากหนึ่งทอดตัวอยู่นอกอำนาจของจวินเหิงหย่วนแห่งแคว้นเทียนซาน
ปราสาทหินสีดำตั้งตระหง่านเหนือผืนดินสีแดงเข้ม เบื้องบนคือท้องฟ้าสีเื สายฟ้าแตกกระจายเป็ระยะรอบประตูมิติขนาดมหึมาซึ่งแขวนอยู่กลางอากาศ
เมื่อทอดสายตาไปไกลสุดขอบฟ้าทางเหนือ เหนือแนวเทือกเขาที่ทอดยาวไม่สิ้นสุด จะเห็นแสงสว่างอยู่เพียงจุดเดียวบนฟากฟ้าอันมืดหม่นของภพอสูร ผืนดินอีกฟากหนึ่งซึ่งยังคงมอบความอบอุ่นจากการเสียสละที่กลายเป็ตำนานแห่งา
ภายในห้องโถงใหญ่ของปราสาท คบเพลิงเรียงรายส่องแสงวูบไหว โม่หยวนซางนั่งอยู่บนบัลลังก์หินสีดำ อาภรณ์สีเพลิงทอดยาวลงมาตามขั้นบันได กลิ่นอายร้อนระอุแผ่ซ่านรอบกาย ราวกับเปลวไฟที่กำลังลุกไหม้
เบื้องล่างทางซ้าย โม่เย่หลัวนั่งอยู่หลังโต๊ะหิน ปลายนิ้วลูบขอบถ้วยชาอย่างเชื่องช้า ทว่าสายตากลับจับอยู่ที่ผู้คนในห้องโถงไม่วาง
ผู้ที่สามภพเรียกขานว่าอสูรยืนเรียงรายอยู่ทั้งสองฟาก บางคนมีร่างกายใหญ่โตสีแดง สวมเกราะเหล็กสีเงิน บางคนมีปีกสีขาวพับเก็บอยู่ด้านหลัง
อาภรณ์ขาวบริสุทธิ์ บ้างมีเขา เขี้ยวยาว หรือดวงตาที่แตกต่างจากมนุษย์
แต่ไม่มีผู้ใดดูเหมือนอสูรในเื่เล่าที่ผู้คนหวาดกลัว
ชายชราในชุดคลุมสีเทาก้าวออกมาประสานมือคำนับ
“อีกไม่นาน การประลองคัดเลือกผู้นำสามภพจะเริ่มต้น...นี่อาจเป็โอกาสอีกครั้งของพวกเรา”
ผู้คนในห้องโถงต่างสบตากัน แต่ไม่มีผู้ใดกล่าวสิ่งใด
ชายร่างั์ผู้มิได้สวมเสื้อ มีเพียงกางเกงผ้าสีน้ำตาลเก่าและเกราะเหล็กบางส่วนคลุมกาย ก้าวออกมายืนเคียงข้าง รอยแผลเป็จำนวนมากพาดผ่านแผ่นอก
“พวกเรารอมานานแล้ว”
เสียงของเขาหนักแน่น เขาเงยหน้ามองโม่หยวนซาง ก่อนก้มศีรษะลง
“รอวันที่จะได้เดินบนผืนดินเดียวกับผู้อื่น โดยไม่ต้องหวาดกลัว”
หญิงสาวในอาภรณ์สีเหลืองอ่อนก้าวออกมาอีกคน เปลวเพลิงสะท้อนอยู่ในดวงตาสีแดง ขณะที่ปีกสีแดงด้านหลังขยับเบาๆ
“ลูกหลานของพวกเราเกิดและตายอยู่ใต้ท้องฟ้าสีแดงนี้มานานเกินไปแล้ว”
โม่หยวนซางทอดสายตามองผู้คนเบื้องหน้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนลุกจากบัลลังก์และก้าวลงมาตามขั้นบันได
“ข้าเข้าใจ”
เขาพยุงทั้งสามให้ลุกขึ้นด้วยตนเอง แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“เพราะเหตุนี้ ข้าจึงจะเข้าร่วมการประลองในครั้งนี้”
สายตาของโม่หยวนซางทอดขึ้นไปยังประตูมิติกลางฟ้า สายฟ้ายังคงแตกกระจายออกจากขอบประตูไม่ขาดสาย
“แม้จะเป็เพียงการสร้างโอกาสอันริบหรี่ก็ตาม”
โม่เย่หลัวก้าวออกมายืนเคียงข้างพี่ชาย มือที่อยู่ข้างลำตัวค่อย ๆ กำแน่นขึ้น
“หรือพวกเราจะเลือกผู้นำสามภพคนใหม่เสียเอง แล้วแทนที่
“เย่หลัว”
โม่หยวนซางยกมือขึ้นห้าม น้ำเสียงสงบนิ่งแต่หนักแน่น
“อย่าได้กล่าวเช่นนั้นอีก”
โม่เย่หลัวเม้มริมฝีปาก สายตากวาดผ่านผู้คนซึ่งยืนเรียงรายอยู่ทั้งสองฟาก
“เพียงยึดครองภพเทพ...พวกเราก็จะสามารถเปลี่ยนแปลงทุกอย่างเพื่อผู้คนในภพนี้ได้”
ผู้คนในห้องโถงยังคงก้มศีรษะ ไม่มีผู้ใดกล่าวสิ่งใด
ครู่ต่อมา ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งจึงก้าวออกมาประสานมือคำนับต่อโม่หยวนซาง
“พวกเราเชื่อมั่นในการตัดสินใจของท่าน”
เสียงสนับสนุนดังขึ้นตามมาจากหลายทิศทาง
โม่เย่หลัวก้มหน้าลงเล็กน้อย เหลือบมองผู้คนเ่าั้ ไม่มีผู้ใดหันมาหาเขา ไม่มีผู้ใดเอ่ยชื่อของเขา ราวกับถ้อยคำเมื่อครู่ไม่เคยถูกกล่าวออกมา
“เหตุใด...พวกท่านจึงไม่เชื่อใจข้าบ้าง”
ผู้คนในห้องโถงยังคงประสานมือมั่น ไม่มีผู้ใดขยับเขยื้อน
โม่หยวนซางเอื้อมมือแตะบ่าน้องชาย เมื่อโม่เย่หลัวเงยหน้าขึ้น สิ่งที่พบมีเพียงแววตาสงบนิ่งของอีกฝ่าย
“พวกเขามิได้ไม่เชื่อใจเ้า” เขากล่าว “แต่พวกเขาไม่้าเห็นาที่ไม่จำเป็”
โม่เย่หลัวกำมือแน่นกว่าเดิม พลางหันมองผู้คนที่ยังคงยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้า
โม่หยวนซางจึงกวาดสายตามองทั่วทั้งห้องโถง
“หลายปีมานี้ ยังมีผู้คนจากภพอสูรขึ้นไปทำร้ายผู้คนในดินแดนเบื้องบน ความหวาดกลัวที่พวกเขามีต่อเรา มิได้เกิดจากความเกลียดชังเพียงอย่างเดียว”
เขาหยุดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนก้าวเข้าไปแตะแขนชายชราเบื้องหน้า
“ท่านยังมีหลานที่กำลังเติบโต”
จากนั้นจึงหันกลับมาหาทุกคน ชายอาภรณ์สีเพลิงสะบัดตามการเคลื่อนไหวอย่างหนักแน่น
“และเหนือสิ่งอื่นใด...พวกเรายังมีสิ่งที่ต้องปกป้อง ซึ่งสำคัญกว่าความ้าของตนเอง”
ผู้คนในห้องโถงสบตากัน ก่อนคุกเข่าลงพร้อมกันราวกับนัดหมายไว้
“พวกเราพร้อมติดตามท่าน...ผู้นำภพอสูร”
* * * * *
แสงแดดยามบ่ายทอดผ่านยอดไม้ ส่องกระทบรูปปั้นหยกของเทพธิดาซึ่งตั้งอยู่กลางลานอารามเทพธิดา ภายในศาลาใหญ่ กลิ่นหมึกและกระดาษเก่าจาง ๆ อบอวลอยู่ในอากาศ
เหล่าศิษย์นั่งเรียงรายหลังโต๊ะไม้ยาว บ้างก้มหน้าคัดลอกคัมภีร์ บ้างอ่านเนื้อหาเบื้องหน้าอย่างตั้งใจ เยว่เสวี่ยหลิงนั่งอยู่ข้างโยวหง ปลายนิ้วของทั้งสองเลื่อนไปตามตัวอักษรทีละบรรทัด
้าสุดของศาลา ชายชราในชุดคลุมสีขาวเอนกายอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่ แส้ในมือแกว่งไปมาตามจังหวะสบาย ๆ ขณะที่มืออีกข้างยกถ้วยชาขึ้นจิบ
เหยียนซานวางพู่กันลง เหลือบมองเยว่เสวี่ยหลิงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเงยหน้าขึ้น
“ท่านอาจารย์ เหตุใดศาสตราเทพจึงเลือกเยว่เสวี่ยหลิง”
ศิษย์หลายคนหยุดเขียน พู่กันถูกวางลงบนโต๊ะทีละด้าม สายตาหลายคู่หันไปยังหญิงสาวเ้าของชื่อพร้อมกัน
เยว่เสวี่ยหลิงกะพริบตาปริบ ๆ พลางหันมองซ้ายขวาอย่างงุนงง
ชายชราวางถ้วยชาลง ก่อนสะบัดแส้หนึ่งครั้ง คัมภีร์เบื้องหน้าของเหล่าศิษย์พลันเปิดออกอย่างรวดเร็ว
“เปิดหน้าแปดสิบเก้า”
เสียงกระดาษพลิกดังพรึ่บขึ้นพร้อมกันทั่วทั้งศาลา
ชายชราทอดสายตาไปยังตัวอักษรบนหน้าคัมภีร์ ก่อนเอ่ยช้า ๆ
“ตำนานเทพธิดา”
เหล่าศิษย์รีบก้มหน้าอ่านเนื้อหาในคัมภีร์ ไม่นานนัก ซุนหยุนฟงก็ยกมือขึ้น สีหน้าของเขายังคงเต็มไปด้วยความสงสัย
“แต่ข้ายังไม่เข้าใจ” เขาขมวดคิ้ว พลางเหลือบไปทางเยว่เสวี่ยหลิง “เหตุใดจึงเป็นาง”
ชายชรากวาดสายตามองศิษย์เบื้องหน้าทีละคน ก่อนใช้ด้ามแส้เคาะลงบนโต๊ะเบา ๆ
กึก—
“ตำนาน...เป็เพียงเื่เล่าที่ถูกส่งต่อกันมา”
สายตาของเขาเลื่อนไปยังรูปปั้นหยกกลางลาน
“แต่ความจริงในวันนั้น ไม่มีผู้ใดล่วงรู้”
เหล่าศิษย์หลายคนชะงัก แม้แต่ซุนหยุนฟงก็ลดมือลงอย่างเงียบๆ ชายชราหันกลับมา สายตาหยุดอยู่ที่เยว่เสวี่ยหลิงเพียงครู่หนึ่ง
“เทพธิดาในตำนานปกป้องมวลมนุษย์ และศาสตราทั้งสามของนางก็ถูกกล่าวขานว่าเป็ตัวแทนแห่งความรัก”
เขาสะบัดแส้ในมือเบา ๆ
วูม—
แสงสีทองสายหนึ่งลอยออกจากคัมภีร์ ตัวอักษรโบราณค่อย ๆ หลอมรวมกันกลางอากาศ ก่อนกลายเป็ภาพเคลื่อนไหวขนาดใหญ่เหนือศีรษะของเหล่าศิษย์ เสียงอุทานดังขึ้นรอบด้าน ขณะที่ทุกคนต่างเงยหน้ามองภาพในตำนานซึ่งกำลังปรากฏขึ้นทีละส่วน
ชายชราสะบัดแส้อีกครั้ง โต๊ะเบื้องหน้าพลันเคลื่อนไปข้างหน้าเล็กน้อย
“เมื่อเสียงระฆังดังขึ้น ให้นำบันทึกเื่ความรักของเทพธิดามาวางบนโต๊ะ”
เหล่าศิษย์รีบก้มหน้าจดบันทึกอย่างตั้งใจ ชายชราเก็บคัมภีร์กลับเข้าที่ ก่อนยกถ้วยชาขึ้นจิบเช่นเดิม
ครู่ต่อมา เขาจึงเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง สายตาทอดผ่านภาพตำนานกลางอากาศ ไปหยุดอยู่ที่รูปปั้นหยกของเทพธิดาซึ่งอาบไล้อยู่ในแสงแดดยามบ่าย
เสียงหนึ่งซึ่งเคยได้ยินเมื่อนานมาแล้วพลันดังขึ้นในความทรงจำ
“จงออกตามหา...ผู้ที่มีหัวใจเปี่ยมด้วยความรัก”
“ผู้ที่ยอมสละตนโดยไม่ลังเล แม้ต้องสูญเสียทุกสิ่ง”
“เพราะมีเพียงหัวใจเช่นนั้น...จึงจะยืนหยัดอยู่ได้ ในวันที่ไม่มีผู้ใดเหลืออยู่”
* * * * *
ใต้แสงตะเกียงดวงเล็ก เยว่เสวี่ยหลิงนั่งอยู่ข้างโต๊ะหินอ่อน คัมภีร์โบราณเปิดค้างอยู่เบื้องหน้า ขณะที่แสงจันทร์อ่อนจางทอดแตะใบหน้าอันอ่อนโยน เสี้ยวจันทราลอยนิ่งอยู่ข้างกาย ปลายนิ้วของนางค่อย ๆ พลิกหน้ากระดาษทีละหน้า ท่ามกลางสายลมยามค่ำและกลิ่นดอกเหมยจาง ๆ ซึ่งลอยมากับความเงียบ
“เทพธิดาท่านช่างเสียสละจริง ๆ”
พรึ่บ—
เงาร่างหนึ่งก้าวออกมาจากความมืดใต้ต้นหลิว ก่อนนั่งลงตรงข้ามอย่างสงบนิ่ง เปลวไฟในตะเกียงไหววูบตามแรงลม
“เทพธิดาใช้ร่างของตนผนึกบางสิ่งไว้”
โม่หยวนซางทอดสายตาไปยังคัมภีร์ในมือนาง
“หลังจากนั้นจึงสร้างศาสตราเทพขึ้นมา”
เยว่เสวี่ยหลิงชะงัก ปิดคัมภีร์ลงช้า ๆ แล้วเงยหน้าขึ้น แสงตะเกียงสะท้อนอยู่ภายในดวงตาคู่นั้น
“ท่านรู้ได้อย่างไร...ข้าไม่พบสิ่งที่ท่านกล่าวในคัมภีร์เลย”
โม่หยวนซางมองปกคัมภีร์ซึ่งเพิ่งถูกปิดลง
“เนื้อหาบางส่วนสูญหายไปั้แ่สามพันปีก่อน แต่ยังมีร่องรอยบางอย่างหลงเหลืออยู่”
เขาเงยหน้ามองท้องฟ้ายามราตรี
“หาก้าค้นหาความจริง อาจต้องไปถึงแคว้นชิงหว่านอี๋”
ความเงียบทอดตัวอยู่ระหว่างคนทั้งสอง เสี้ยวจันทราหมุนช้า ๆ กลางอากาศ เยว่เสวี่ยหลิงก้มมองคัมภีร์ในมืออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนวางมันลง แล้วค่อย ๆ ลูบคมจันทร์ซึ่งลอยอยู่ข้างกายด้วยแววตาเศร้าหมอง
“นางช่างน่าสงสาร...ความจริงในอดีตกำลังเลือนหาย ทั้งที่นางมอบความรักและเสียสละทุกสิ่ง”
โม่หยวนซางนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนลุกขึ้นยืน ชายอาภรณ์สีเพลิงทอดเงาบดบังแสงจันทร์บางส่วน
“ข้าไม่ได้สนใจว่าอดีตเป็อย่างไร”
เขาก้าวออกไปสองก้าว ราวกับกำลังจะจากไป เยว่เสวี่ยหลิงจึงหันมองแผ่นหลังนั้น
“แล้วท่านสนใจสิ่งใด”
โม่หยวนซางหยุดฝีเท้า ก่อนหันกลับมาหานาง สายลมพัดผ่านชายอาภรณ์สีแดง ขณะที่เปลวตะเกียงสั่นไหวอยู่ระหว่างคนทั้งสอง
“สิ่งที่ข้าสนใจ...”
ดวงตาของเขาสบกับดวงตาของนางโดยตรง
“อยู่ตรงหน้าข้าแล้ว”
กล่าวจบ เขาก็หันหลัง ทะยานหายเข้าไปในเงามืด เหลือเพียงเสียงใบหลิวไหวเอนอยู่ใต้แสงจันทร์
เยว่เสวี่ยหลิงยังคงนั่งนิ่งข้างโต๊ะหินอ่อน มือข้างหนึ่งยกขึ้นกุมหน้าอกโดยไม่รู้ตัว นางกะพริบตาถี่ขึ้นเล็กน้อย ก่อนถอนหายใจออกมา
“เขากำลังหมายถึงอะไร”