บทที่ 51 เฉียนลิ่วผู้หวงทรัพย์ยิ่งชีพ
“ท่านหมอทั้งสอง สถานการณ์ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง มีคนป่วยเยอะหรือไม่?”
เมื่อหวงเฟิงเหนียนเห็นเฉาชิ่งกับหลินหัวกลับมาที่จวนว่าการอำเภอ เขาก็รีบร้อนเข้ามาถาม “ควบคุมได้หรือไม่?”
“ควบคุมไม่ได้ …”
เฉาชิ่งส่ายหน้า “จำนวนคนป่วยเยอะเกินไป”
“หมู่บ้านเฉียนเหมินกับหมู่บ้านเกาโหลวที่ข้าไป สองหมู่บ้านรวมกันก็มีคนติดเกือบพันคนแล้ว”
“อาการหนักจนได้แต่นอนซมอยู่บนเตียง แรงจะลงมาเดินก็ยังไม่มี แม้ข้าฝังเข็มให้พวกเขาก็แล้ว ต้มยาให้กินก็แล้ว แต่ก็ยังไม่เห็นผล”
หวงเฟิงเหนียนมองไปทางหลินหัว
หลินหัวส่ายหน้าเช่นกัน “ข้าไปมาสองหมู่บ้านแล้ว จำนวนคนป่วยไม่ใช่น้อย ๆ ทั้งยังมีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อีก ตอนนี้พวกเราไม่มีวิธีรักษา ไม่อาจควบคุมได้เลย และต่อให้มีวิธีรักษา แต่มีคนติดโรคมากมายขนาดนั้น สมุนไพรก็คงจะไม่พอเช่นเดียวกัน”
“สมุนไพรที่ข้าให้พวกท่านเตรียมไว้ก่อนหน้านี้เล่า?”
หวงเฟิงเหนียนถามหน้าเครียด “พวกท่านเตรียมไปถึงไหนแล้ว?”
“ส่งคนไปเก็บแล้ว”
หลินหัวพูด “แต่ช่วงนี้ฝนตกตลอด ไม่อาจนำสมุนไพรไปตากแห้ง จึงเอามาใช้งานไม่ได้”
เฉาชิ่งพูดต่อว่า “ใช่แล้ว คนติดโรคมีมากเกินไป ถึงพวกเราจะเตรียมสมุนไพรเอาไว้ก็ไม่พอใช้งาน”
“แล้วจะทำอย่างไรดี?”
หวงเฟิงเหนียนเดินวนไปวนมาอย่างร้อนใจ “สมุนไพรก็ไม่พอ คนติดโรคก็มีมากขึ้นทุกที ขืนเป็นเช่นนี้ต่อไปจะต้องกลายเป็นโรคระบาดแน่นอน”
“ถึงตอนนั้นไม่ใช่แค่ข้า ทว่าพวกท่านที่เป็นหมอแต่กลับควบคุมโรคไม่ได้ก็คงศีรษะหลุดออกจากบ่าเป็นแน่”
“นี่ก็คือโรคระบาดแล้ว” เฉาชิ่งแก้ให้ “พอโรคปรากฏขึ้นก็ระบาดเป็นวงกว้างเช่นนี้ ร้ายแรงกว่าโรคระบาดครั้งไหนในประวัติศาสตร์เสียอีก”
“นายอำเภอหวง ข้าคิดว่าพวกเรารีบหนีไปดีกว่า ตอนนี้ข่าวยังไม่แพร่ออกไป พวกเรายังสามารถเตรียมทางหนีทีไล่เอาไว้ได้ ด้วยกำลังทรัพย์ของข้า เพียงปกปิดชื่อแซ่ แล้วหนีไปอยู่ที่อื่น …”
“หุบปาก!”
หวงเฟิงเหนียนโพล่งขึ้นมาโดยไม่รอให้เฉาชิ่งพูดจบ “ข้าเป็นขุนนางรับใช้ราชสำนัก เป็นนายอำเภอขั้นเจ็ด เป็นขุนนางที่รับผิดชอบอำเภออวิ๋นอันแห่งนี้”
“ตอนนี้เกิดโรคระบาดขึ้น แต่เจ้ากลับบอกให้ข้าหนีเอาตัวรอด เจ้ายังคู่ควรกับการเป็นหมออยู่หรือไม่?”
“ข้าไม่สนว่าพวกเจ้าจะใช้วิธีการอะไร แต่พวกเจ้าต้องคลี่คลายเรื่องนี้ให้ได้ ไม่อย่างนั้น ข้าจะประหารสามชั่วโคตรของพวกเจ้าเสีย!”
“ได้ ๆ ข้าจะกลับบ้านไปคิดหาวิธีการเดี๋ยวนี้”
เฉาชิ่งตอบตัวสั่นงันงก
เมื่อพูดจบก็รีบร้อนจากไปโดยไม่รอคำตอบรับจากหวงเฟิงเหนียน ด้วยกลัวว่าหากชักช้าไปแม้ชั่วขณะก็อาจถูกนายอำเภอผู้นี้สั่งตัดหัว
กระนั้นในใจก็งุนงงไปหมด นายอำเภอสุนัขอย่างหวงเฟิงเหนียนสนใจความเป็นความตายของชาวบ้านเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?
ทุกปีตอนเก็บภาษียังเตะหัวหน้าหมู่บ้านเหล่านั้นต่อหน้าธารกำนัลอยู่เลย
ทั้งที่เก็บภาษีได้ครบแล้วก็ยังถีบซ้ำไปอีกหลายทีจึงได้เงินเพิ่มมาไม่น้อย
และส่วนที่เกินมาก็ล้วนเข้าถุงเงินหวงเฟิงเหนียนทั้งหมด
เขาไม่สนแล้ว ในเมื่อหวงเฟิงเหนียนไม่คิดหนี เขาก็จะฉวยจังหวะนี้หนีเอาตัวรอดคนเดียว หากต้องรอจนหวงเฟิงเหนียนตั้งสติได้ เกรงว่าแม้อยากจะหนีก็หนีไม่ทันแล้ว
แต่ทันใด หลินหัวกลับเอ่ยขึ้นว่า “นายอำเภอหวง ข้าขอแนะนำคนผู้หนึ่งได้หรือไม่?”
“แม้จะไม่ใช่หมอ แต่พรสวรรค์ด้านการรักษาหาได้ด้อยไปกว่าหมอทั่วไปเลย เขาต้องมีวิธีการในการรับมือกับโรคระบาดแน่นอน ถ้าเชิญเขามา ข้าคิดว่าอาจพอมีหนทาง”
“ท่านคงหมายถึงจ้าวผิง จ้าวเซียนเชิงกระมัง?” หวงเฟิงเหนียนเอ่ย “ข้าคุยกับเขาแล้ว”
“ตอนนี้มีสมุนไพรไม่พอ เขาก็ไม่มีวิธีการที่ดีกว่านี้เช่นกัน ได้แต่เน้นการป้องกันเป็นหลัก”
หวงเฟิงเหนียนบอกเล่าวิธีของจ้าวผิงออกมา
หลินหัวฟังแล้วสองตาก็สดใสขึ้น “ดี ๆ ด้วยวิธีนี้คงสามารถลดจำนวนผู้ติดโรคและช่วยยื้อเวลาให้พวกเราได้”
“ข้าน้อยจะส่งคนไปขุดสมุนไพรมาเดี๋ยวนี้ แล้วค่อยไปหารือกับจ้าวเซียนเชิงที่หมู่บ้านซีผิง ถ้าสามารถค้นพบยาวิเศษที่สามารถรักษาหวัดจากลมเย็นได้ พวกเราก็สามารถรับมือโรคระบาดครั้งนี้ได้แล้ว”
“อืม! ท่านไปเถอะ”
หวงเฟิงเหนียนผงกศีรษะ
เขาพอใจในตัวหลินหัวมากกว่าเดิม จึงตั้งใจว่าหลังจากคลี่คลายเรื่องโรคระบาดได้แล้ว คงจะต้องเกลี้ยกล่อมให้คนผู้นี้เข้ามาทำงานเป็นหมอประจำจวนว่าการให้ได้
ส่วนจ้าวผิงที่เป็นผู้นำในการแก้ปัญหาโรคระบาดคราวนี้ได้สร้างความดีความชอบครั้งใหญ่ อีกฝ่ายจะต้องไม่อยากอยู่แค่ในอำเภออวิ๋นอันเป็นแน่ ไม่แน่ว่าถึงตอนนั้นอาจไปได้ไกลกว่าการอยู่กับเขา
หลังครุ่นคิดแล้ว หวงเฟิงเหนียนก็เรียกปลัดอำเภอเข้ามาหา
แล้วสั่งให้เขาร่างหนังสือทางการ โดยใจความหลักมีสองประเด็น
ประเด็นแรกคือมีชาวบ้านป่วยเป็นหวัดจากลมเย็นมากเกินไป ไม่มียารักษา เกรงว่าอาจกลายเป็นโรคระบาด ขอให้เบื้องบนช่วยส่งสมุนไพรมาสนับสนุน
ประเด็นที่สองคือชาวบ้านล้มป่วยทำให้ไม่อาจเร่งเก็บเกี่ยวพืชผลได้ทันเวลา ประกอบกับฝนสารทฤดูยังคงตกต่อเนื่อง ทำให้ข้าวกลายเป็นข้าวงอก ผลผลิตลดลง ขอให้เบื้องบนช่วยพิจารณาลดภาษีเพื่อเห็นแก่ความลำบากของราษฎร
ปลัดอำเภอเขียนเสร็จอย่างรวดเร็ว แล้วนำมาให้หวงเฟิงเหนียนตรวจทานอีกครั้ง
เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีปัญหาอะไร ก็มอบหมายให้ม้าเร็วเร่งนำไปส่งที่เมืองหลวง
ครั้งจัดการเรื่องหนังสือเสร็จ ปลัดอำเภอก็ถามขึ้น “นายอำเภอหวง เกิดโรคระบาดเช่นนี้ท่านแน่ใจหรือว่าจะไม่หนี หากอยู่ต่อมิเท่ากับรอความตายหรอกหรือ?”
“ข้าจะหนีไปได้อย่างไรเล่า?!”
หวงเฟิงเหนียนหัวเราะเสียงขื่น
“โรคระบาดครั้งนี้ต่างจากที่ผ่านมา เมื่อก่อนคนป่วยอย่างมากก็หลายพันคน อย่างน้อยก็หลายร้อย ปิดหมู่บ้านจุดไฟเผาก็สามารถจัดการได้แล้ว”
“แต่คราวนี้แทบจะทุกหมู่บ้านในอำเภออวิ๋นอันของพวกเราล้วนติดเชื้อ รวมแล้วมีนับพันนับหมื่นคน ปิดอย่างไรก็ปิดไม่มิด หากข้าตัดสินใจอยู่ต่อเพื่อต่อสู้กับโรคระบาด ต่อให้ถูกบั่นหัว อย่างน้อยก็ยังเหลือชื่อเสียงดีงามเอาไว้อยู่”
“แต่ถ้าหนีไป โทษประหารเก้าชั่วโคตรยังนับว่าเบานัก”
“เฮ้อ!”
ปลัดอำเภอถอนหายใจ
หากนายอำเภอไม่ไป เขาที่เป็นปลัดอำเภอก็ไม่กล้าย้ายรังง่าย ๆ
ช่วงเวลาเดียวกันนี้เถียนเจิ้นก็กำลังเร่งกลับจวนตระกูลเถียนเพื่อนำเรื่องทางนี้ไปรายงานต่อเถียนฟู่ไห่
…
“ลูกชาย เจ้าทำได้ดีมาก”
เถียนฟู่ไห่ตบไหล่เถียนเจิ้น กล่าวอย่างพอใจว่า “เกิดเหตุไม่คาดฝันเช่นนี้ แต่กลับสามารถใคร่ครวญปัญหาได้อย่างสุขุมรอบคอบ หาวิธีแก้ปัญหาได้ดียิ่งนัก เจ้าคล้ายพ่อมากทีเดียว”
“เช่นนี้พ่อก็สามารถส่งต่อตระกูลเถียนให้เจ้าอย่างวางใจได้แล้ว”
“ท่านพ่อ ท่านไม่ตำหนิที่ข้าตัดสินใจรับปากจัดทำหน้ากากอนามัยให้อำเภออวิ๋นอันเองโดยพลการหรือ?”
เถียนเจิ้นถาม
“ฮ่า ๆ ๆ”
เถียนฟู่ไห่หัวเราะเสียงดัง “ทำไมพ่อต้องตำหนิเจ้าด้วย?”
“พวกเราเป็นพ่อค้า สนใจแค่เรื่องทำน้อยได้มากเท่านั้น หน้ากากอนามัยพวกนั้นจะราคาเท่าไหร่เชียว?”
“รวมทั้งหมดแล้วคงไม่ถึงหนึ่งพันตำลึงเงินด้วยซ้ำ หากแต่สามารถช่วยเหลือเรื่องโรคระบาดที่อำเภออวิ๋นอันได้ พวกเราก็ถือว่ามีความดีความชอบ”
“ต่อไปถ้าที่อื่นเกิดโรคระบาดอีก ทุกคนจะต้องคิดถึงหน้ากากอนามัยของตระกูลเถียนก่อนแน่นอน จากนั้นก็จะมาขอความช่วยเหลือจากพวกเราแน่”
“ต่อให้ป้องกันโรคระบาดไม่ได้ แต่ตระกูลเถียนยังสามารถกระชับความสัมพันธ์กับจ้าวเซียนเชิงผ่านเรื่องนี้ ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร พวกเราก็มีแต่ได้กำไร”
“อีกอย่าง จ้าวเซียนเชิงยังมีความสัมพันธ์อันดีกับสำนักหมอหลวงในวัง เขาจะต้องมีความสามารถมากแน่นอน คงจะสามารถควบคุมโรคระบาดคราวนี้ได้ไม่ยาก”
“เจ้าจงไปเร่งฃจัดทำหน้ากากอนามัยที่โรงทอผ้าเถิด พรุ่งนี้จะได้นำชุดแรกไปส่งที่อำเภออวิ๋นอัน”
“ส่วนข้าจะไปที่จวนท่านเจ้าเมือง เกิดเรื่องใหญ่เช่นนี้ จำเป็นต้องแจ้งให้ท่านเจ้าเมืองทราบ”
…
จ้าวผิงหาได้รู้เรื่องทางนั้นไม่ หลังจากทำงานที่บ้านเสร็จ ท้องฟ้าก็มืดแล้ว
และตอนนี้เขาก็ทำอาหารก็เสร็จเรียบร้อย จ้าวผิงจึงเรียกทุกคนมากินข้าว
ที่บ้านเขาไม่ถือสาเรื่องลำดับชนชั้น ทุกคนล้วนกินข้าวร่วมโต๊ะเดียวกัน
ขาโต๊ะสี่เหลี่ยมข้างที่พังก็ให้หลิ่วซิวเปลี่ยนให้ใหม่แล้ว อีกทั้งจ้าวผิงยังจัดทำหน้าโต๊ะกลมวางไว้ข้างบนอีกทีด้วย
คนสิบกว่าคนกินข้าวด้วยกันอย่างไม่รู้สึกว่าแออัด
แต่สองพ่อลูกหลู่ซิวงานยุ่งเกินไป ไม่มีเวลาทำเก้าอี้ พวกเขาจึงนั่งบนตอไม้เช่นเดิม แต่ก็พอทนได้ อย่างไรเสียกินข้าวก็ใช้เวลาไม่นาน
อวิ๋นหม่านไปยกเหล้าออกมาตามความเคยชิน
ทว่าก็ถูกเฉียนลิ่วขวางเอาไว้ “อวิ๋นหม่าน นี่ไม่ใช่เหล้า แต่คือเงินทั้งนั้นนะ”
“เงินแล้วอย่างไร?”
อวิ๋นหม่านพูดอย่างไม่ยี่หระ “เหล้านี่พวกเราทำกันเอง วิธีทำก็ไม่ยุ่งยาก ดื่มหมดแล้วเจ้าจะทำใหม่สักสองไหก็ยังได้”
อวิ๋นหม่านเคยเห็นเฉียนลิ่วทำเหล้ามาก่อน แม้จะไม่เข้าใจหลักการ แต่ก็ดูเหมือนจะทำง่ายมาก
วันเดียวทำออกมาได้ตั้งหลายไห
“เจ้า… เจ้า!”
คำพูดนั้นทำให้เฉียนลิ่วโมโหมาก เขาวิ่งกลับเข้าไปเอามีดออกมาจากในครัว ชี้ไปที่อวิ๋นหม่านพลางว่า “ถ้าวันนี้เจ้ากล้าดื่มเหล้า ข้าขอสู้ตายกับเจ้า!”
ภาพนั้นทำให้ทุกคนตกใจมาก จึงวิ่งออกมาขวางระหว่างพวกเขาไว้
อวิ๋นหม่านมั่นใจมากกว่าเดิม เขากล่าวอย่างเย็นชา “เฉียนลิ่ว ที่นี่คือบ้านอาจารย์ ข้าแค่ดื่มเหล้าของอาจารย์นิดหน่อย เจ้าก็จะมาสู้ตายกับข้า เจ้ายังเห็นอาจารย์อยู่ในสายตาบ้างหรือไม่?”
“คนที่ไม่เห็นอาจารย์อยู่ในสายตาคือลูกศิษย์ทรพีอย่างเจ้าต่างหาก!”
เฉียนลิ่วขึ้นเสียงดังกว่าอวิ๋นหม่านเสียอีก “วันนี้พี่ผิงเพิ่งตกลงรับซื้อข้าวงอกของหมู่บ้านซีผิงอย่างไม่ลดราคา ทั้งยังให้ราคาต้านละหกร้อยอีแปะเท่าเดิม เจ้ารู้หรือไม่ว่านี่จำเป็นต้องใช้เงินเพียงใด?”
“ข้า… ข้าไม่รู้”
อวิ๋นหม่านพูดตะกุกตะกัก เขาไม่รู้หนังสือ นับเลขก็ไม่เป็น ความมั่นใจจึงลดลงไปหลายส่วน
“ถ้าอย่างนั้นข้าจะบอกเจ้าก็ได้”
เฉียนลิ่วพูดเสียงดัง “หมู่บ้านซีผิงมีประชากรราวสามพันคน แต่ละคนได้นาดีไปสองหมู่ แต่ละหมู่ผลิตข้าวได้ประมาณหนึ่งต้าน รวมทั้งหมดคือมีข้าวหกพันต้าน”
“ถ้าคิดตามราคาต้านละหกร้อยอีแปะ นั่นก็เท่ากับเงินสามพันหกร้อยตำลึง”
เฮือก!
ทุกคนได้ยินอย่างนั้นก็สูดหายใจเข้าอย่างตกใจ
เงินสามพันกว่าตำลึงสามารถสร้างบ้านหลังงามในตัวเมือง ซื้อทาสสิบกว่าคน ใช้ชีวิตได้อย่างสุขสบายไร้กังวลได้ทีเดียว
“นี่ยังไม่รวมแปลงนาที่คนในหมู่บ้านไปบุกเบิกที่ดินรกร้างเองอีก เอามารวมกันแล้วมีแต่จะมากกว่านี้”
เฉียนลิ่วพูดต่อไป “นอกจากนี้พี่ผิงจะรับซื้อเฉพาะข้าวงอกของหมู่บ้านซีผิงแล้วไม่สนใจของหมู่บ้านเซี่ยซุนอย่างนั้นหรือ?”
“ในอำเภออวิ๋นอันมีหมู่บ้านที่ประสบภัยมากมาย ข้าวที่งอกแล้วนำมากินไม่ได้ พี่ผิงเป็นคนจิตใจดี เขาจะปล่อยให้คนในหมู่บ้านอื่นต้องอดตายรึ?”
“ไม่มีทางอยู่แล้ว”
“ถึงตอนนั้นก็คงจะรับซื้อต่อไปเป็นแน่ นั่นมีแต่จะจำเป็นต้องใช้เงินมากกว่าเดิม”
“ตอนนี้ประหยัดได้หนึ่งอีแปะก็ต้องทำ เพราะฉะนั้นเหล้านี่ ข้าไม่ให้พวกเจ้าดื่มเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นก็ต้องข้ามศพข้าไปก่อน”
ว่าแล้ว เฉียนลิ่วก็ยกมีดขึ้นพาดไว้เหนือลำคออวิ๋นหม่าน