คืนนี้เป็อีกคืนที่เต็มไปด้วยความว้าวุ่นใจ ผมนอนมองเพดานสีขาวที่คุ้นตา ความคิดพลุ่งพล่านวิ่งวนอยู่ในหัว ทั้งเื่งาน เื่แม่ และเื่ของฟ้า เพดานที่นิ่งสงบเหมือนเป็เพื่อนเพียงคนเดียวที่เข้าใจความหนักอึ้งในใจของผม
ผมไม่รู้ตัวเลยว่าหลับไปั้แ่เมื่อไหร่ จนกระทั่งตื่นขึ้นมาอีกทีเกือบเที่ยงของอีกวัน ผมรีบคว้าโทรศัพท์มือถือขึ้นมาตรวจดูทันที ความหวังเล็กๆ ว่าจะมีข่าวคราวอะไรบ้างที่พอให้ใจสบาย ผมไล่สายตาอ่านแจ้งเตือน และพบข้อความหนึ่งที่ยังไม่ได้เปิดอ่านจากฟ้า ทำให้ใจผมเต้นรัวขึ้นทันที
ข้อความถูกส่งมา่เช้า มันเขียนไว้ว่า"น้ำ เรารู้เื่จากพี่อ้อมแล้วนะ เสียใจด้วยจริงๆ แต่เราอยากให้น้ำรู้ไว้นะว่า ทั้งหมดไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเรา เราไม่สบายใจเลย น้ำออกมาเจอกันหน่อยได้มั้ย ที่สวนสาธารณะก็ได้ ซักประมาณห้าโมงเย็นจะได้ไม่ร้อนมาก ถ้าน้ำจะมายังไงตอบกลับเราด้วยนะ"
ผมอ่านข้อความจบ ความรู้สึกที่หนักอึ้งเหมือนถูกปลดเปลื้องไปชั่วขณะ อย่างน้อยฟ้าก็ไม่ได้โกรธผมแล้ว นี่เป็โอกาสที่จะได้พบกันก่อนการจากลา ผมรีบพิมพ์ตอบกลับโดยไม่ลังเล"ได้เลย ไว้เจอกันนะฟ้า"
ระหว่างที่มองข้อความนั้น รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกเหมือนจัดการปมบางอย่างในใจได้สำเร็จ ผมลุกขึ้นจากเตียงไปเตรียมตัว ในหัวคิดถึงสิ่งที่ยังต้องจัดการ ทั้งเื่หางานใหม่และเื่แม่ที่ติดต่อไม่ได้
ผมพยายามปลอบใจตัวเองไปทีละเื่ เงินเก็บที่ยังพอมีอยู่จะช่วยให้พอประคองตัวไปได้อีกเดือน และหากรีบหางานใหม่ ทุกอย่างก็อาจกลับเข้าที่ในไม่ช้า
ผมหยุดคิดไปชั่วครู่ สูดลมหายใจเข้าลึก แล้วเดินหน้าต่อไป สวนสาธารณะรออยู่ และบางทีวันนี้อาจเป็จุดเริ่มต้นของอะไรใหม่ๆ ที่ดีกว่าเดิม
จวนถึงเวลานัดกับฟ้า ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นส่งข้อความไปหาพี่กั้งตามปกติ ก่อนจะออกจากห้องพัก
"สวัสดีครับพี่กั้ง วันหยุดนี้ไปเที่ยวที่ไหนบ้างไหมครับ?" ผมพิมพ์ข้อความทิ้งไว้แล้วรีบออกเดินทางเพื่อไปพบฟ้าให้ทันเวลา
สวนสาธารณะในยามเย็นอบอวลด้วยบรรยากาศสบายตา แสงอาทิตย์ยามอัสดงแต่งแต้มท้องฟ้าด้วยสีส้มอ่อนๆ ตัดกับสีเขียวของต้นไม้และสนามหญ้า เสียงนกร้องประสานกับสายลมอ่อนทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลายอย่างน่าประหลาด
ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อโทรหาฟ้า แต่ก่อนที่นิ้วจะกดปุ่มโทรออก เสียงเรียกจากด้านหน้าก็ดังขึ้น
"น้ำ!" ฟ้าะโพร้อมโบกมือส่งสัญญาณมาแต่ไกล เธอถือถุงขนมติดมือมาด้วย
ผมโบกมือตอบกลับ และเลือกม้านั่งใต้ต้นไม้ที่ใกล้ที่สุด ฟ้าเดินเข้ามาด้วยท่าทางสบายๆ สีหน้าเธอดูสดใสกว่าสองวันก่อนหน้านี้ที่เธอต้องเข้าโรงพยาบาล ผมพลอยรู้สึกโล่งใจ จนเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว
ฟ้ายื่นถุงขนมให้ "กินหน่อยไหม?" เธอถามพร้อมกับนั่งลงข้างๆ ผมส่ายหน้าปฏิเสธเบาๆ ต้องยอมรับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ผมยังรู้สึกตื๊อจนกินอะไรไม่ลง
ฟ้าเคี้ยวขนมช้าลงก่อนพูดขึ้นเบาๆ"แล้วเื่ที่พี่อ้อมให้หยุดงานกะทันหัน เกิดจากอะไรหรอ?" น้ำเสียงของเธอแฝงความห่วงใย
ผมยิ้มเจื่อน ตอบกลับไปเรียบๆ"น่าจะเพราะเราไม่เก่งเองแหละ"
ฟ้าขมวดคิ้วครุ่นคิดสักพักก่อนจะพูดออกมาอย่างหนักแน่น "ไม่นะน้ำไม่ได้ทำงานแย่ขนาดนั้น น้ำช่วยเราตั้งหลายอย่าง ดูสิพอไม่มีน้ำ งานก็มาอัดที่เราจนแทบไม่ไหว นี่ก็แสดงว่าน้ำเก่งมากจริงๆ" เธอพูดพร้อมกับเอื้อมมือมากุมมือผมเบาๆ
น้ำตาผมคลอหน่วยโดยไม่รู้ตัว แต่พยายามกลั้นไว้ ยิ้มตอบเธออย่างจริงใจ "ขอบคุณนะฟ้า" ในใจผมอดคิดไม่ได้ว่าหากไม่มีฟ้าอยู่ในชีวิตตอนนี้ ผมจะดึงกำลังใจจากที่ไหน
"แล้วน้ำหางานใหม่ได้หรือยัง?" ฟ้าถามต่อ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความห่วงใย
ผมหยุดคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบกลับ "หาได้แล้วล่ะ ญาติชวนไปช่วยงานอยู่ ไม่กี่วันก็จะเริ่มงานแล้ว" ผมพูดออกไป ทั้งที่รู้ดีว่ามันไม่ใช่ความจริง
ฟ้าพยักหน้ารับอย่างไวๆ ก่อนจะหยิบขนมในถุงขึ้นมากินต่อ "เอ้อ จริงๆ เรามีเื่อยากคุยกับน้ำด้วย" เสียงเธอเปลี่ยนเป็จริงจัง
ผมนั่งนิ่ง ตั้งใจฟัง
"คือเราเพิ่งออกจากโรงพยาบาลใช่มะ แล้วทีนี้ค่าใช้จ่ายมันเยอะมาก แล้วเราอ่ะไม่มีเงินสำรองจ่าย ตอนนี้เราเลยติดเงินโรงพยาบาลอยู่" เธอพูดเบาลง สายตาเจือด้วยความกังวล
ผมรู้สึกเห็นใจทันที ฟ้าต้องเข้าโรงพยาบาลก็เพราะปัญหาของผมด้วย ผมคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตัดสินใจพูดออกไป โดยที่ไม่รอให้ฟ้าพูดในสิ่งที่ผมก็รู้อยู่แล้วว่าประโยคต่อไปฟ้าจะพูดอะไรออกมา "ฟ้ายืมน้ำก่อนมั้ย? ใกล้สิ้นเดือนค่อยคืนน้ำก็ได้"
"จริงเหรอน้ำ!" ฟ้ายิ้มออกมา ช่างเป็รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความโล่งใจจนแสดงออกมาทั้งแววตาและสีหน้า
หลังจากนั้น ผมโอนเงินให้เธอเจ็ดพันบาทถ้วน เป็เงินเก็บที่มาจากการทำงานก้อนสุดท้ายของผม
จากนั้นเราสองคนก็แยกย้ายกันกลับ แต่ในใจผมกลับเริ่มเต็มไปด้วยคำถามว่าผมจะทำให้ชีวิตกลับมาเข้าที่ได้เร็วแค่ไหน หรือเร็วขึ้นกว่านี้ได้มั้ย เพราะตอนนี้ผมแทบจะไม่มีเงินเหลือติดตัวแล้ว
ในห้องเล็กๆ ผมนอนนิ่งอยู่บนเตียง ปล่อยความคิดล่องลอยไปกับความรู้สึกที่ปะปน ทั้งดีใจที่ความสัมพันธ์กับฟ้าเหมือนจะกลับมาเป็เหมือนเดิมได้ แต่อีกใจก็กังวลกับเงินที่เหลือในกระเป๋าซึ่งแทบไม่พอใช้ ผมบอกตัวเองซ้ำๆ ว่าต้องประหยัดให้มากขึ้นจนกว่าจะหางานได้
ชีวิตประจำวันผ่านไปอย่างเชื่องช้า ผมยังติดต่อแม่ไม่ได้ ส่วนพี่กั้งที่เคยทักทายกันกลับก็หายไปอย่างไร้วี่แวว งานที่ผมสมัครไว้ทั้งเดินเข้าไปสมัครเองและส่งทางออนไลน์ ยังไม่มีที่ไหนตอบกลับหรือเรียกสัมภาษณ์ ส่วนฟ้า... นับั้แ่วันนั้นเขาก็เงียบหายไป ผมส่งข้อความไปหาก็ไม่มีคำตอบ
เดือนใกล้จะสิ้นสุด เงินที่ผมมีเหลือตอนนี้แค่ห้าร้อยบาท ผมจึงตัดสินใจส่งข้อความไปหาฟ้า ด้วยความหวังว่าครั้งนี้จะได้รับเงินก้อนคืน “ฟ้า ใกล้จะสิ้นเดือนแล้ว ฟ้าพอมีคืนให้เราก่อนได้มั้ย พอดีตอนนี้เรามีติดตัวแค่ห้าร้อย” ผมพิมพ์ข้อความด้วยใจที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง และกดส่งออกไป
ไม่นานเกินรอ ฟ้าอ่านข้อความทันที และกำลังพิมพ์ตอบกลับ หัวใจผมเต้นแรงด้วยความตื่นเต้น แต่สิ่งที่ปรากฏบนหน้าจอกลับทำให้ความหวังของผมพังทลาย ฟ้าส่งภาพสลิปโอนเงินมา ตัวเลขที่ปรากฏคือหนึ่งพันบาท พร้อมข้อความว่า “มีแค่นี้อ่ะ ไม่ต้องทวงแล้วนะ มีเมื่อไหร่จะคืน”
ผมนิ่งมองข้อความนั้น ความรู้สึกถูกความหวังหักหลังเข้ามาแทนที่ ผมรู้สึกโกรธและผิดหวัง ความโกรธนั้นมันแรงจนผมอยากพิมพ์กลับไปด้วยคำพูดรุนแรง แต่ส่วนหนึ่งในตัวกลับห้ามเอาไว้ เสียงเล็กๆ ในใจบอกว่า ถ้าผมพิมพ์ไปแรงๆ แบบนั้น อาจไม่ได้เห็นเงินที่เหลืออีกเลย ผมจึงตัดสินใจส่งสติกเกอร์โอเคไป ทั้งที่จริงๆ แล้วมันตรงข้ามกับสิ่งที่ผมรู้สึก
หลังจากปิดแชท ผมนอนลงบนเตียง หัวใจที่เคยเต็มไปด้วยความหวังเริ่มหมดพลัง ผมพยายามจะติดต่อแม่อีกครั้ง กดโทรออกด้วยใจที่เปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง แต่สิ่งที่ได้รับกลับเป็เสียงระบบฝากหมายเลขโทรกลับ ราวกับโลกไม่ยอมปล่อยให้ผมพ้นจากความโดดเดี่ยว
ในความสิ้นหวังนั้น แสงแห่งกำลังใจเล็กๆ ก็ยังคงริบหรี่ในหัวใจ มันกระซิบเตือนผมว่า อย่างน้อยผมยังมีเงินพันห้าอยู่ แม้มันจะไม่มาก แต่หากผมสามารถหางานพิเศษทำได้ก่อนสิ้นเดือน ก็อาจพอช่วยให้ผ่าน่เวลาเลวร้ายนี้ไปได้
ผมลุกขึ้นด้วยแรงใจที่รวบรวมมาอย่างยากลำบาก ความคิดของผมย้ำชัดว่า ชีวิตนี้ยังต้องไปต่อ แม้ไฟในใจจะแทบมอดดับแล้วก็ตาม